“เธอ Toxic เกินไป เราเลิกกันดีกว่า”

“สิ่งที่คุณทำมันคือการ Gaslight และกำลังรุกล้ำ Boundaries ของฉันอยู่” 

บนหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งบทสนทนาในออฟฟิศยุคนี้ คุณจะพบว่าบทสนทนาทางจิตวิทยาและการแพทย์ ได้ไหลทะลักออกจากห้องตรวจวินิจฉัย เข้ามาปะปนอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น แน่นอนว่าสิ่งนี้ช่วยสร้างความตระหนักรู้ต่อสุขภาวะของคนในสังคม ทำให้ผู้คนกล้าที่จะรักษาหัวใจและพูดถึงความเจ็บปวดของตนเองมากขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่ง เมื่อคำศัพท์เหล่านี้ถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อหรือผิดบริบท จากสิ่งที่เปรียบเสมือน ‘เครื่องมือ’ ในการนำพาตัวเราออกมาจากปัญหา อาจกลายเป็น ‘อาวุธ’ ที่ผู้ร้ายฉวยโอกาสนำมาทำร้ายเหยื่ออย่างเลือดเย็น  

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อฝ่ายหนึ่งพยายามอธิบายเหตุผลหรือสะท้อนข้อบกพร่องของอีกฝ่าย แต่กลับถูกตอกกลับว่า “หยุด Gaslight ฉันได้แล้ว ความคิดของคุณมัน Toxic” การแปะป้ายด้วยศัพท์จิตวิทยาเช่นนี้ คือการปิดจบบทสนทนาอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะมันคือการยัดเยียดบทบาท ‘ผู้ร้าย’ ให้อีกฝ่ายทันที ทำให้ผู้พูดไม่ต้องรับฟังคำวิจารณ์ ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตัวเองด้วยการสวมบทบาทเป็น ‘เหยื่อ’ ที่ถูกคุกคามทางอารมณ์ ขณะที่อีกฝ่ายจะเริ่มสงสัยในตัวเอง และเริ่มไม่มั่นใจในประเด็นที่อยากจะสื่อสาร ซึ่งแน่นอนว่า มันคือการ Gaslight แบบเชิงซ้อนนั่นเอง 

ปัญหาของการใช้คำศัพท์ทางจิตวิทยาเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวคำหรือความหมาย แต่คือการนำมาใช้อย่างผิดบริบท นิก ฮาสลัม (Nick Haslam) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ได้เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า ‘Concept Creep’ หรือการขยายตัวของขอบเขตและความหมายของแนวคิดหรือคำศัพท์ทางจิตวิทยา จนเริ่มสูญเสียความหมายที่แท้จริง ไว้ในงานวิจัย Concept creep: Psychology’s expanding concepts of harm and pathology ในปี 2016 

วิจัยดังกล่าวทำการศึกษาขอบเขตของแนวคิดและคำศัพท์ทางจิตวิทยา พบว่าในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา คำศัพท์ทางจิตวิทยาเหล่านี้ขยายออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

การขยายตัวในแนวราบ (Horizontal Creep) คือการนำคำศัพท์ไปใช้ในบริบทหรือประสบการณ์รูปแบบใหม่มากขึ้น เช่น คำว่า ‘Bullying’ หรือการกลั่นแกล้ง ที่แต่เดิมใช้เรียกแค่พฤติกรรมการใช้กำลังของเด็กในโรงเรียน ก็ถูกขยายมาใช้กับการกีดกันทางสังคม 

และการขยายตัวในแนวดิ่ง (Vertical Creep) คือการนำคำศัพท์ไปใช้กับสถานการณ์ที่มีความรุนแรงน้อยลง เช่น คำว่า ‘Trauma’ หรือบาดแผลทางใจ ที่แต่เดิมใช้อธิบายผลกระทบจากเหตุการณ์สะเทือนใจ ก็ถูกนำมาใช้กับความเครียดทั่วไป หรือการเจอเรื่องแย่ๆ ในชีวิตประจำวัน 

การใช้ที่ผิดบริบทและความหมายที่ผิดเพี้ยน ไม่เพียงทำให้คำศัพท์ทางจิตวิทยาเหล่านี้ถูกนำไปใช้ผิดจุดประสงค์เท่านั้น แต่ยังทำให้บุคลากรทางการแพทย์และนักจิตวิทยาทำงานยากขึ้น เนื่องจากผู้คนเริ่มสับสนระหว่างความเจ็บปวดปกติของมนุษย์กับความผิดปกติทางจิตเวช และเริ่มพยายามเชื่อมโยงอาการของตนเองเข้ากับคำศัพท์หรือภาวะทางจิตวิทยา เพื่ออธิบายความรู้สึกที่ตัวเองกำลังเผชิญ การโดนเจ้านายตำหนิเรื่องงาน หรือการร้องไห้ฟูมฟายเพราะเลิกรากับคนรัก ถูกด่วนสรุปและตีความเหมารวมว่าตนเองกำลังมีปัญหาทางจิต ทั้งที่ความจริงแล้วในหลายครั้ง มันคือปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ตามธรรมชาติ

ในขณะเดียวกัน ผลกระทบที่ตลกร้ายและน่าเศร้าที่สุดกลับตกไปอยู่กับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาจริงๆ เพราะเมื่อคนในสังคมแห่กันพึ่งพาอัลกอริทึมและตั้งตนเป็นแพทย์วินิจฉัยโรคให้ตัวเอง ผู้ป่วยที่มีภาวะทางจิตเวชจริงจำนวนมากจึงเลือกที่จะเชื่อข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต หมกมุ่นอยู่กับการเยียวยาตัวเองด้วยค่านิยม Self-Care แบบผิดๆ และปฏิเสธที่จะเดินเข้าไปหาจิตแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ซึ่งนั่นไม่เพียงทำให้พวกเขาเสียโอกาสในการหายขาด แต่ยังอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายและบานปลายยิ่งกว่าเดิม

ในงานวิจัย TikTok and Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder: A Cross-Sectional Study of Social Media Content Quality ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Canadian Journal of Psychiatry ปี 2022 ทีมนักวิจัยนำโดย แอนโทนี เยือง (Anthony Yeung) ได้สุ่มตรวจวิดีโอเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น (ADHD) และโรคทางจิตเวชอื่นๆ บน TikTok ที่มียอดวิวสูงๆ 

ผลปรากฏว่า 52% ของวิดีโอเหล่านั้นให้ข้อมูลที่บิดเบือนและผิดพลาดทางการแพทย์อย่างร้ายแรง และมีเพียง 21% เท่านั้นที่มาจากบุคลากรทางการแพทย์จริงๆ นอกจากนี้ในงานวิจัยยังระบุอีกว่า ผู้ป่วยวัยรุ่นจำนวนมากด่วนสรุปโรคให้ตัวเองจากข้อมูลผิดๆ เหล่านี้ และมักจะต่อต้านคำวินิจฉัยของจิตแพทย์ตัวจริง

ถึงกระนั้น การที่สังคมมีความรู้และคลังคำศัพท์ทางจิตวิทยาเพิ่มมากขึ้นนั้น เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้เราตระหนักรู้ถึงสภาวะที่ตนเองกำลังเผชิญ และมอบความกล้าหาญให้เรากล้าเปิดเผยความเจ็บปวดที่เคยถูกซุกซ่อนไว้ออกมา ทว่าการนำเกร็ดความรู้เหล่านี้มาใช้ ‘แปะป้าย’ ตัดสินพฤติกรรมของคนอื่น หรือด่วนสรุปอาการของตัวเองอย่างฉาบฉวย ก็อาจไม่ใช่ผลดีเสมอไป 

ท้ายที่สุดไม่ว่าเราจะเสพคอนเทนต์สุขภาพจิตมามากเพียงใด ก็ไม่อาจตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ ความเจ็บปวดที่ซับซ้อนยังคงต้องการการประเมินและวินิจฉัยที่ถูกต้องจากจิตแพทย์ และการคลายปมปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด ก็ยังต้องอาศัยการนั่งลงพูดคุยกับนักจิตบำบัด เพื่อหาทางออกร่วมกันในโลกแห่งความเป็นจริง

ที่มา:

https://health.clevelandclinic.org/what-therapy-speak-is

https://allaboutpsychology.substack.com/p/concept-creep-when-psychological

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35196157/

Tags: , , , , , , , , , , ,