เวลา 12.45 น. ของวันที่ 14 กันยายน 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล เดินออกจากทำเนียบรัฐบาล ขึ้นรถไปสนามบิน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ‘รัฐมนตรีเกียรติยศ’ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน ในวาระ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม
บ่ายวันเดียวกันนั้นเอง ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังลงมติในสำนวนที่ค้างคาการเมืองไทยมา 2 ปีเต็ม นั่นคือคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2567 หรือที่สังคมเรียกกันติดปากว่า ‘คดีฮั้ว สว.’
ผลออกมาในเย็นวันนั้น ข้อกล่าวหาที่ 1 กกต.มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในส่วนของอนุทินและ เนวิน ชิดชอบ ส่วนกรรมการบริหารและ สส.พรรคภูมิใจไทยอีก 7 ราย มติเอกฉันท์ไม่ส่งศาล ข้อกล่าวหาที่ 2 มติ 5 ต่อ 2 ยกคำร้องผู้ถูกร้อง 140 ราย ในจำนวนนี้เป็น สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ 137 คน สุดท้ายผู้ถูกส่งฟ้องศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาเหลือ 77 ราย ในจำนวนนี้เป็น สว. 26 คน จากที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 เสนอมาถึง 229 ราย
2 เหตุการณ์ในวันเดียวกัน อธิบายสถานะของพรรคสีน้ำเงินในเวลานี้ได้เกือบทั้งหมด ด้านหนึ่งคือความใกล้ชิดกับศูนย์กลางเชิงสัญลักษณ์ของรัฐไทย อีกด้านหนึ่งคือคดีที่รอดมาได้อีกครั้ง
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า และเป็นสิ่งที่อยากชวนมอง คือปฏิกิริยาที่ตามมาหลังจากนั้น เพราะเสียงที่ดังที่สุดในรอบสัปดาห์นี้ ไม่ได้มาจากฝั่งสีส้ม
เสียงที่ดังที่สุด มาจากฝั่งเดียวกัน
วัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ Facebook ในวันรุ่งขึ้น ชี้ว่ามติของ กกต.ที่ตัดตอนส่งฟ้องเหลือ 77 ราย จากที่คณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26 เสนอ 229 ราย เป็นการเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิมของศาลฎีกา โดยเฉพาะคำพิพากษาในคดีเลือก สว.ชลบุรี ที่วางแนวไว้ว่า ลำพังการสมยอมจับคู่แลกคะแนนก็เข้าองค์ประกอบความผิดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เส้นทางการเงินเสมอไป และเตือนว่าการวินิจฉัยเช่นนี้อาจเป็นเหตุแห่งความรับผิดตามมาตรา 157 ของ กกต.เสียงข้างมากเอง
ก่อนหน้านั้น 1 วัน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง รวบรวมแถลงการณ์ของ 4 เครือข่ายภาคประชาสังคมและผู้ทรงคุณวุฒิ เรียกร้องให้ กกต.ส่งสำนวนถึงศาลฎีกา ไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม รายชื่อผู้ลงนามคือแผนที่ของอนุรักษนิยมสายวิชาการทั้งแผ่น อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา, วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550, วิวัฒน์ ศัลยกำธร และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ
ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี อีกหนึ่งเสาหลักของ ‘ซีก’ นี้ พูดไว้ก่อนหน้านั้น 1 เดือน ในวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ด้วยประโยคที่คมกว่าคำแถลงใดๆ เขาตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้งผ่านความเห็นชอบของ สว.ชุดปัจจุบัน ชุดที่สังคมมองว่ามาจากระบบที่มีปัญหา แล้วถามว่าคนที่มาจากระบบแบบนั้นจะกล้าตัดสินอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ พร้อมฝากว่า ถ้าจะตอบแทนบุญคุณใคร ให้ไปตอบแทนตอนงานศพ
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 23 กรกฎาคม 2569 หลังทำหน้าที่มากว่า 10 ปี และเปิดปากทางการเมืองต่อสาธารณะครั้งแรกในการบรรยายที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 68 เมื่อต้นเดือนกันยายน ด้วยประโยคที่ถ้ามาจากปากคนอื่นคงถูกตีความเป็นการเมืองทันที เขาบอกว่าการใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ เพราะระบบที่มาคือการเลือกกันเองที่คิดกันเอง ใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครใช้ พร้อมอ้างว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เองเคยบอกกับเขาว่า ความผิดพลาดที่สุดของ กรธ. คือระบบเลือก สว.
พูดกันตรงๆ คนเหล่านี้ ถ้าย้อนไปสิบกว่าปีก่อน สังคมเรียกพวกเขาว่า ‘เหลือง’ แทบทั้งนั้น พวกเขาเคยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ ทักษิณ ชินวัตร กับบรรดาพลพรรคสีส้มมาโดยตลอด บางคนร่วมร่างกติกาที่ผลิตวุฒิสภาชุดนี้ออกมาด้วยมือตัวเอง และวันนี้พวกเขาคือคนที่ส่งเสียงดังที่สุดว่ารับไม่ได้
คำตอบที่ตรงที่สุดไม่ใช่เรื่องหลักการอย่างเดียว แต่คือคำว่า ‘กินรวบ’
ต้องยอมรับว่าวุฒิสภาไทยไม่เคยเป็นสภาของประชาชนอยู่แล้ว ชุดก่อนหน้านี้มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชุดก่อนนั้นมาจากการสรรหาผสมเลือกตั้ง ระบบอุปถัมภ์อยู่ในโครงสร้างนี้มาตลอด ทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการป้องกัน ‘นักการเมือง’ ไม่ให้กินรวบ แต่สิ่งที่โครงสร้างเดิมยังทำอยู่คือ การแบ่งปันที่นั่งในวุฒิสภาและองค์กรอิสระถูกกระจายให้กับเครือข่ายอนุรักษนิยมหลายสาย ทั้งสายตุลาการ สายราชการ สายทหาร สายวิชาการ และสายภาคประชาสังคมที่เคยร่วมเคลื่อนไหวกันมา
ทว่าระบบ ‘เลือกกันเอง’ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เปลี่ยนสมการนั้นทั้งหมด เมื่อผลลัพธ์ที่ออกมาคือ วุฒิสภาที่กลุ่มการเมืองกลุ่มเดียวคุมเสียงข้างมากได้เบ็ดเสร็จ อำนาจในการเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระทั้งหมดจึงไหลไปรวมที่จุดเดียว กรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในโควตารัฐศาสตร์ติดต่อกัน 2 คน จนนครินทร์ต้องนั่งเกินวาระไปกว่า 1 ปี เป็นภาพที่ชัดที่สุดว่ากลไกนี้ทำงานอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นคือคำถามเรื่องคุณสมบัติ เมื่อรายชื่อ สว.ที่ได้รับเลือกจำนวนหนึ่งถูกตั้งคำถามจากสื่อและฝ่ายตรวจสอบ ว่ามีสถานะทางสังคมและอาชีพที่ไม่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญในกลุ่มที่ลงสมัคร บางรายถูกรายงานว่ามีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับนักการเมืองบ้านใหญ่ในพื้นที่ ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังอยู่ในกระบวนการ และ กกต.เพิ่งวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอสำหรับผู้ถูกร้องส่วนใหญ่ แต่ในทางความรู้สึกของคนที่เคยอยู่ในโครงสร้างอำนาจเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นคือมาตรฐานที่พวกเขาเคยยึดถือถูกลบทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยเครือข่ายที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในนั้น
นี่คือความขัดแย้งที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม แต่คือเรื่องของคนที่เคยแบ่งกันกิน แล้ววันหนึ่งพบว่ามีคนกินคนเดียว
แต่ก็ยังมีอีกฝั่งที่เลือกจะอุ้มต่อ ฝั่งอนุรักษนิยมอีกจำนวนไม่น้อยยังอยู่ข้างสีน้ำเงิน และเหตุผลของพวกเขาก็หนักแน่นในแบบของตัวเอง
ข้อแรกคือภาพลักษณ์ อนุทินวางตัวเป็นนักการเมืองที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสม่ำเสมอ และในรอบเดือนที่ผ่านมา เขาได้รับหน้าที่เชิงพิธีการที่มีนัยสูง 2 ครั้ง ทั้งการเป็นผู้แทนพระองค์ไปร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน และการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศในการเสด็จฯ เยือนเวียดนาม
ข้อ 2 คือคณิตศาสตร์ทางการเมือง ซึ่งเถียงยากกว่าข้อแรกมาก
ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่ง 193 ที่นั่ง พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง แต่ถ้าดูเฉพาะบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนยังมาเป็นอันดับ 1
ตัวเลขชุดนี้บอกเรา 2 อย่างพร้อมกัน หนึ่งคือฝ่ายอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งครั้งนี้จริง สองคือมันชนะด้วยเครื่องจักรที่มีแต่ภูมิใจไทยเท่านั้นที่มี ไม่ใช่ด้วยความนิยมในเชิงอุดมการณ์
พูดให้ชัดคือ ถ้าไม่มี ‘สีน้ำเงิน’ ฝ่ายอนุรักษนิยมไม่มีทางชนะส้มได้เด็ดขาดในสนามเลือกตั้ง และถ้าไม่มีกระบวนการได้มาซึ่ง สว.ในแบบที่เป็นอยู่ วุฒิสภาก็อาจเต็มไปด้วยคนที่ฝ่ายอนุรักษนิยมรับไม่ได้ยิ่งกว่า
นี่คือเหตุผลที่ความขัดแย้งในฝั่งเหลืองจะไม่จบง่ายๆ เพราะทั้ง 2 ข้างต่างมีเหตุผลที่ฟังขึ้นในกรอบของตัวเอง ข้างหนึ่งบอกว่าถ้าปล่อยให้กติกาถูกทำลายขนาดนี้ ชนะไปก็ไม่เหลืออะไรให้รักษา อีกข้างบอกว่าถ้าไม่ยอมรับเครื่องมือนี้ ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม
แต่ทั้งหมดยังเป็นตัวแปรที่ไม่ได้อยู่ในสมการ และในจังหวะเดียวกันนี้เอง สิ่งที่ต้องจับตายิ่งกว่าคือท่าทีของกองทัพ
กันยายน 2569 คือเดือนของโผทหาร และสิ่งที่ปรากฏชัดคือ การขึ้นมาคุมตำแหน่งสำคัญแทบทุกเหล่าทัพของนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26 ได้แก่ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เกษียณปี 2570 พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ ที่ถูกจับตาในเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหม และคาดกันว่าแนวโน้มนี้จะทอดยาวไปถึงปี 2571
ที่สำคัญกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใน ครม.อนุทิน 2 คือ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับพลเอกพนา เกิดที่อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ถูกรายงานอย่างกว้างขวางว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมืองสีน้ำเงิน และจบ วปอ.รุ่น 61 รุ่นเดียวกับอนุทิน
คนที่ตามการเมืองไทยมานานคงเคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน ก่อนรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 จปร.5 ขึ้นคุมกองทัพยกแผง ก่อน 19 กันยายน 2549 ตท.6 ก็ขึ้นยกแผงเช่นกัน
แน่นอนว่าการเปรียบเทียบตรงๆ นั้นหยาบเกินไป เงื่อนไขของปี 2569 ไม่เหมือนปี 2534 หรือ 2549 ต้นทุนของการรัฐประหารในวันนี้สูงกว่ามาก ทั้งในทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และในทางความชอบธรรมภายในที่แทบไม่เหลือแล้ว กองทัพเองก็รู้ดี ที่สำคัญคือ อำนาจเด็ดขาดในการทำรัฐประหารไม่ได้อยู่ที่กองทัพเพียงฝ่ายเดียว
ทว่าสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงรถถัง แต่คือกลไกที่ละเอียดกว่านั้น หากความขัดแย้งในฝั่งอนุรักษนิยมลึกขึ้นเรื่อยๆ และหากรัฐบาลที่ต้องพึ่งพากองทัพในหลายมิติ ทั้งความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่จบ ทั้งสถานการณ์ชายแดนใต้ ตัดสินใจบางเรื่องไม่ได้ด้วยตัวเอง แรงกดดันก็ไม่จำเป็นต้องมาในรูปของการยึดอำนาจ แต่มาในรูปของการที่ผู้นำรัฐบาลต้อง ‘เกรงใจ’ ใครบางคนในบางเรื่อง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ตรวจสอบยากกว่า และอธิบายต่อสาธารณะได้ยากกว่ามาก อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเองก็เพิ่งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยออกมาเตือนว่า หากความขัดแย้งครั้งนี้เดินไปโดยไร้การประนีประนอม อาจเปิดช่องให้กองทัพกลับเข้ามาแทรกแซงการเมืองอีกครั้ง
นี่คือสิ่งที่มองไม่เห็น และนี่คือส่วนที่เรายังมองไม่ออก
ยังมีความเคลื่อนไหวอีกหลายอย่างที่ก่อตัวอยู่ในเครือข่ายอนุรักษนิยม ในหมู่คนที่ทำงานใกล้ชิดกับโครงสร้างอำนาจเดิมและชนชั้นนำมาทั้งชีวิต คนที่ไม่ได้ออกมาโพสต์ Facebook ไม่ได้ลงชื่อในแถลงการณ์ และไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใคร
ในการเมืองไทย ความเคลื่อนไหวที่มีผลมากที่สุดมักไม่ใช่ความเคลื่อนไหวที่เราอ่านเจอในข่าว
นครินทร์ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ในการบรรยายวันนั้นว่า อนาคตการเมืองไทยยังพร่ามัว อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะใดก็ได้ หรืออาจไม่เกิด แต่สะสมความอึดอัดไปเรื่อยๆ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์นี้อาจเป็นเพียงความไม่พอใจที่จะจางลงเมื่อคดีเดินเข้าสู่ศาลฎีกาและมีคำพิพากษาออกมา หรืออาจเป็นรอยร้าวแรกของพันธมิตรที่ยึดโยงกันด้วยศัตรูร่วมมากกว่าหลักการร่วม ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ และคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะตอบได้
สิ่งที่พอตั้งเป็นข้อสังเกตค้างไว้ก่อนได้ มีอยู่ข้อเดียว
โครงสร้างอนุรักษนิยมไทยประคองตัวมาได้หลายทศวรรษ ไม่ใช่เพราะตัวโครงสร้างเข้มแข็ง แต่เพราะมันรู้จักแบ่งที่นั่งในวุฒิสภา เก้าอี้ในองค์กรอิสระ ตำแหน่งในกองทัพและระบบราชการ
ถูกเฉลี่ยให้เครือข่ายหลายสายมากพอที่จะไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างนอก และนั่นคือเหตุผลที่เวลาฝ่ายนี้เพลี่ยงพล้ำ จะมีคนคอยรับไว้เสมอ
สิ่งที่สีน้ำเงินทำอยู่คือด้านตรงข้ามของสมการนั้น ชนะเลือกตั้ง คุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา คุมกระทรวงหลัก มีสายสัมพันธ์กับกองทัพ และรอดคดีใหญ่ ทั้งหมดในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อมองจากภายนอก นี่คือภาพของความมั่นคงที่สุดเท่าที่พรรคการเมืองไทยพรรคหนึ่งจะมีได้
แต่เมื่อไม่เหลืออะไรให้ใครอีก ก็ไม่เหลือใครที่มีเหตุผลจะยื่นมือมาช่วยในวันที่ต้องการ เสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ในสัปดาห์นี้ ไม่ได้มาจากคนที่อยากล้มสีน้ำเงินตั้งแต่แรก แต่มาจากคนที่เคยยืนอยู่ข้างเดียวกัน และในการเมืองไทย ความเปลี่ยนแปลงมักไม่ได้เริ่มจากฝ่ายตรงข้าม แต่เริ่มจากคนที่เคยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แล้ววันหนึ่งตัดสินใจว่าพอแค่นี้
กินรวบได้ ไม่ได้แปลว่าอยู่ได้นาน และบ่อยครั้ง การกินรวบนั้นเอง ที่ทำให้อายุสั้นกว่าที่คิด
Tags: ฮั้ว สว., โกง สว., สมาชิกวุฒิสภา, สว., กกต., คณะกรรมการการเลือกตั้ง, อนุรักษนิยม, ภูมิใจไทย, Analysis, The Momentum ANALYSIS




