สำหรับผู้ที่เคยเดินทางไปทวีปยุโรป คงคุ้นเคยกับรูปปั้นที่ตั้งอยู่ตรงกลางจัตุรัสในหลายเมือง หรือพบเห็นอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ตามสถานที่ต่างๆ บ่อยครั้ง ทว่าบางคนอาจไม่ทันสังเกตว่า ทั้งประติมากรรมนูนต่ำ นูนสูง และแบบลอยตัวในยุโรปจำนวนมากนั้น มีอยู่ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ย่าโม’ รูปปั้นสามัญชนชิ้นแรกของไทยซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ประติมากรรมนูนสูงบริเวณฐานของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่สะท้อนเรื่องราวการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 หรือพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณวงเวียนใหญ่ ถนนประชาธิปก
ผลงานเหล่านี้ล้วนมีพื้นฐานศิลปะตามแบบตะวันตกที่ยึดหลักกายวิภาค สัดส่วน และความสมจริงตามธรรมชาติ ที่สำคัญ แม้ผลงานจะตั้งอยู่อย่างมั่นคงและโดดเด่นกระจายไปในแต่ละพื้นที่ ทว่าสถานที่อันเป็นจุดเริ่มต้นของประติมากรรมดังกล่าวต่างมีเส้นทางชี้มายังสถานที่เดียวกันคือ หอประติมากรรมต้นแบบ ซึ่งในอดีตเคยเป็น ‘โรงปั้นหล่อ’ ของเหล่าประติมากรชาวไทยสำคัญหลายคน รวมไปถึงประติมากรชาวอิตาลีผู้วางรากฐานและพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคศิลปะสมัยใหม่อย่าง ศิลป์ พีระศรี
อย่างไรก็ตาม โรงปั้นหล่อได้ย้ายที่ตั้งไปยังอาคารประติมากรรมและหล่อหลอมโลหะ บนถนนพุทธมณฑลสาย 5 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม อาคารสองชั้นทรงสูงที่ตั้งอยู่ในเขตวังเดิมจึงเปลี่ยนสถานะจากโรงปั้นหล่อเป็นเพียงสถานที่จัดเก็บชิ้นงานประติมากรรมอันเป็นหลักฐานบันทึกร่องรอยการทำงานของประติมากรในอดีต และฉายให้เห็นเรื่องราวว่า โฉมหน้าของศิลปะยุคใหม่ในไทยเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ ด้วยหอประติมากรรมต้นแบบเปิดให้ประชาชนเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม-20 กันยายน 2569 เนื่องในกิจกรรม ‘รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์’ ของกรมศิลปากร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ The Momentum จึงขอพาผู้อ่านมาชมงานประติมากรรม ผลงานอันเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากศิลปะในยุคเดิมที่ขาดพื้นที่ให้เจ้าของแสดงความเป็นปัจเจก สู่ศิลปะยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยตัวตน อารมณ์ และแนวคิดของศิลปิน
รูปปั้นคนไทย โดยศิลปะแบบตะวันตก
แม้รูปปั้นภายในหอประติมากรรมต้นแบบมีโมเดลปั้นเป็นคนไทย ทว่ารูปแบบทางศิลปะกลับได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก กล่าวคือ ศิลปินสร้างผลงานโดยยึดหลักกายวิภาค สัดส่วน และความสมจริง แตกต่างจากศิลปะไทยดั้งเดิมที่ไม่ได้มุ่งสร้างมนุษย์ให้ถูกต้องตามกายวิภาคจริงตามธรรมชาติ หากแต่สร้างตามอุดมคติ สัญลักษณ์ และความงามตามแบบแผน
ตั้งแต่ยุคที่ไทยยังถูกเรียกว่า ‘สยาม’ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เรื่อยมาจนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สยามอยู่ในช่วงพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมตะวันตกเพื่อป้องกันการล่าอาณานิคม จึงมีการว่าจ้างจิตรกร สถาปนิก และประติมากรจากตะวันตกเข้ามาทำงานให้รัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นศิลปินจากอิตาลี ซึ่งขณะนั้นนับเป็นศูนย์กลางทางด้านศิลปะตะวันตก
ศิลปินจากตะวันตกต่างมีส่วนร่วมในการออกแบบหรือตกแต่งอาคาร พระราชวัง ถนน สะพาน ไปจนถึงสถานีรถไฟ สิ่งก่อสร้างของรัฐในสมัยนั้นจึงมีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับฝั่งยุโรป เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลีในช่วงรัชกาลที่ 5 ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในนครรัฐวาติกัน และมหาวิหารเซนต์พอลในกรุงลอนดอน หรือสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ซึ่งมีโถงขนาดใหญ่ หลังคาโค้ง คล้ายสถานีรถไฟกลางแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี
สำหรับ ศิลป์ พีระศรี ซึ่งมีภูมิหลังเป็นประติมากรในเมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลี เดินทางมายังสยามภายหลังจากชนะการประกวดออกแบบเหรียญเงินตราสยาม ซึ่งรัฐบาลสยามจัดการแข่งขันขึ้นในยุโรปเมื่อปี 2466 เพื่อเข้ามาทำงานตามพระราชดำริและงานว่าจ้างของราชสำนักสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ในฐานะ ‘ช่างปั้น’ ของกรมศิลปากร
งานแรกของศิลป์อันเป็นที่ยอมรับโดยพระราชสำนักและกรมศิลปากรคือ รูปปั้นของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยมีพระองค์ทรงประทับเป็นแบบปั้นด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้ เนื่องจากผลงานมีความสมจริงทั้งใบหน้า สัดส่วน และบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ของรูปแบบประติมากรรมอย่างตะวันตก ผลงานชิ้นนี้จึงนับว่าเป็นผลงานแจ้งเกิดของประติมากรชาวอิตาลีในสยาม ทั้งยังได้รับความไว้วางใจให้สร้างสรรค์ผลงานสำคัญในลำดับถัดมา เช่น พระบรมรูปรัชกาลที่ 6 โดยมีพระองค์เป็นแบบประทับด้วยพระองค์เอง พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 หรือปฐมบรมราชานุสรณ์ บริเวณเชิงสะพานพุทธยอดฟ้า รวมไปถึงงานประติมากรรมนูนต่ำบนเหรียญกษาปณ์ และงานประติมากรรมของทางราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
เมื่อรูปแบบของศิลปะจากตะวันตกได้รับการยอมรับจากสยามผ่านผลงานของศิลป์ในปี 2477 จึงมีการก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้น เพื่อสอนจิตรกรรมและประติมากรรมแก่ข้าราชการและเยาวชนไทยโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน ด้วยการนำระบบการเรียนศิลปะตามแบบตะวันตกที่ตนร่ำเรียนมาจากราชวิทยาลัยศิลปะแห่งฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี มาปรับใช้กับบริบทของไทย ต่อมาในวันที่ 12 ตุลาคม 2486 จึงยกระดับฐานะจากโรงเรียนเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมีศิลป์เป็นคณบดีคนแรกของมหาวิทยาลัย
ศิลปะ ‘สามัญชน’ ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ผลงานของศิลป์ในช่วงแรก มุ่งเน้นงานในพระราชสำนักเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นพระรูปสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6, หุ่นต้นแบบพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รวมไปถึงงานประติมากรรมนูนต่ำของเหรียญกษาปณ์รัชกาลที่ 7 ชนิด 50 สตางค์ และ 25 สตางค์ ในปี 2472-2473 โดยกรมพระยานริศฯ ทรงออกแบบลายเส้น เพราะขณะนั้นสยามยังคงปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระมหากษัตริย์ยังคงเป็นศูนย์กลางของอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และโครงสร้างรัฐ
ทว่าภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ผลงานของศิลป์มีความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ในแง่ของการเปลี่ยนวิธีการปั้นแบบตะวันตกเป็นแบบอื่น หากแต่เปลี่ยน ‘ต้นแบบ’ จากการปั้นรูปของชนชั้นสูง มาเป็นพลเมืองทั่วไปในประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากความเปลี่ยนแปลงของผู้อุปถัมภ์ศิลปะที่ค่อยๆ เคลื่อนจากราชสำนักมายังรัฐบาลและกรมศิลปากร ผลงานของศิลป์จึงเริ่มกลายเป็นศิลปะสาธารณะมากยิ่งขึ้น
ภายในหอประติมากรรมต้นแบบยังคงเก็บผลงานของศิลป์ที่สร้างขึ้นภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยกตัวอย่างแบบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ ‘ย่าโม’ ซึ่งเป็นผลงานที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ‘กบฏบวรเดช’ ในปี 2476 ที่ฝ่ายของพระองค์เจ้าบวรเดชใช้จังหวัดนครราชสีมาเป็นฐานกำลังสำคัญ ส่งผลให้ชาวโคราชถูกมองว่าให้การสนับสนุนฝ่ายกบฏ เกิดเป็นบรรยากาศตึงเครียดในจังหวัด ดังนั้นเพื่อกู้เกียรติและศักดิ์ศรีของชาวโคราช จึงเสนอให้มีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ซึ่งเป็นสตรีชาวโคราชที่มีเรื่องเล่าว่าเป็นผู้ปกป้องบ้านเมืองในปี 2369 ขึ้น
ในการนี้ ศิลป์จึงร่วมออกแบบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีกับพระเทวาภินิมมิต (ฉาย เทียมศิลปไชย) ช่างเขียนและศิลปินไทยชั้นครูของกรมศิลปากรซึ่งเป็นชาวนครราชสีมา โดยศิลป์เป็นประติมากรรับผิดชอบในการสร้างรูปสามมิติของย่าโม ซึ่งถือเป็นอนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งแรกของประเทศไทย
ระหว่างปี 2482-2483 ศิลป์ยังเป็นผู้ออกแบบ ผู้ปั้นต้นแบบ และควบคุมงานประติมากรรมนูนบริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทั้ง 4 ด้าน ซึ่งก่อสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งในประติมากรรมชิ้นนี้มี ‘ประชาชน’ เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของชิ้นงาน
ต่อมาในช่วงที่ฝรั่งเศสอ่อนแอลงจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มีสงครามระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเกิดขึ้น หรือเรียกว่า ‘กรณีพิพาทอินโดจีน’ ช่วงปลายปี 2483 ถึงต้นปี 2484 มีการรบกันทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย นำไปสู่ข้อตกลงที่กรุงโตเกียวในเดือนพฤษภาคม 2484 ซึ่งผลลัพธ์ในตอนนั้นทำให้ไทยได้รับดินแดนบางส่วนในลาวและกัมพูชามาปกครองชั่วคราว
เป็นที่มาของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่สร้างขึ้นจากมติของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพราะต้องการเชิดชูเกียรติของทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และประชาชนที่เสียชีวิตในกรณีพิพาทอินโดจีน โดยศิลป์เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานปั้นประติมากรรมนักรบ 5 เหล่า ได้แก่ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ในฐานะหัวหน้าช่างปั้นผู้ควบคุมงาน และให้ลูกศิษย์และช่างจากกรมศิลปากรช่วยปั้นงานขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น แช่ม แดงชมภู ผู้ปั้นทหารบก, พิมาน มูลประมุข ผู้ปั้นตำรวจ, อนุจิตร แสงเดือน ผู้ปั้นข้าราชการพลเรือน ขณะที่ สิทธิเดช แสงหิรัญ และแสวง สงฆ์มั่งมี มีส่วนในการปั้นทหารเรือและทหารอากาศ
ผลงานดังกล่าวพิสูจน์ว่า สิ่งที่ศิลป์สอนภายในมหาวิทยาลัยศิลปากรไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียน ทว่าเขาสามารถถ่ายทอดความรู้ทางศิลปะที่เขาได้ร่ำเรียนมาให้ลูกศิษย์นำไปใช้นอกห้องเรียนเป็นผลสำเร็จ ทั้งยังชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญจากยุคราชาธิปไตย ซึ่งมีพระวรกายของกษัตริย์เป็นศูนย์กลางของงานปั้น ไปสู่สัญลักษณ์ที่ใช้ร่างกายของประชาชนในการออกแบบภายหลังปี 2475
อีกหนึ่งผลงานที่สะท้อนความสำเร็จในการวางรากฐานประติมากรรมยุคใหม่ของไทย คือผลงานประติมากรรมลอยตัวพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ ซึ่งเริ่มต้นก่อสร้างผลงานจริงในปี 2523 ก่อนแล้วเสร็จในปี 2525 โดยปัจจุบันตั้งอยู่กลางพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ซึ่งถือเป็นผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระพุทธรูปลีลาสมัยสุโขทัย แล้วนำมาตีความใหม่ด้วยเทคนิคและสุนทรียศาสตร์แบบตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับปริมาตรของร่างกายรูปปั้น ความเป็นธรรมชาติของจีวร และความสัมพันธ์ของสรีระกับการเคลื่อนไหว โดยไม่ลืมรากเหง้าเดิม
แม้ศิลป์จะไม่ได้เป็นผู้ปั้นประติมากรรมนี้ด้วยตนเอง เนื่องจากถึงแก่อนิจกรรมไปในปี 2505 แต่ก่อนจากไป เขาได้ทำประติมากรรมต้นแบบเอาไว้ในช่วงปี 2500 เพื่อให้คณะกรรมการออกแบบพระพุทธรูป พุทธประวัติ พุทธบัญญัติ พิจารณาก่อนนำไปสร้างจริงเพื่อเป็นสัญลักษณ์การเฉลิมฉลอง 2,500 ปีแห่งพระพุทธศาสนา
เนื่องจากการก่อสร้างประสบปัญหาและหยุดชะงักยาวนาน ภายหลังจากศิลป์จากไปหลายปี จึงมีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้ง และนำต้นแบบของเขามาขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น ก่อนสร้างจริงในปี 2523 โดย สาโรช จารักษ์ เป็นหัวหน้าคณะประติมากร, รชฎ กาญจนะวณิชย์ ออกแบบงานโครงสร้างฐานรากและโครงสร้างภายใน และประเวศ ลิมปรังษี เป็นผู้ทำแท่นฐานกับลานประทักษิณ ที่สำคัญยังมี ชลูด นิ่มเสมอ ซึ่งเป็นศิษย์คนสำคัญของศิลป์ เป็นที่ปรึกษาเรื่องพุทธลักษณะและวิธีการปั้นอีกด้วย
ทั้งนี้ ภายในหอประติมากรรมต้นแบบนั้น ไม่ได้มีเพียงผลงานการปั้นและการออกแบบของศิลปินผู้วางรากฐานศิลปะสมัยใหม่ของไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลงานของลูกศิษย์ลูกหาของศิลป์ ที่ต่างคนต่างก็คัดเอาองค์ความรู้ออกมาโชว์เป็นฝีมืองานปั้นที่งดงาม และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะสูง เช่น ผลงานชายโก่งคันธนูของ แช่ม ขาวมีชื่อ, ผลงานทหารขว้างลูกระเบิดของ พิมาน มูลประมุข, ต้นแบบทหารอากาศประกอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดย สิทธิเดช แสงหิรัญ จัดแสดงอยู่ด้วย
นอกจากหอประติมากรรมต้นแบบ สถานที่ที่ต้องไปเยือนหลังจากเดินชมผลงานของศิลป์และลูกศิษย์คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ (Silpa Bhirasri National Museum) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นห้องทำงานส่วนตัวของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ถ่ายทอดวิชาศิลปะแก่ชาวศิลปากรอีกด้วย โดยปัจจุบัน สภาพของห้องได้รับการอนุรักษ์และจัดแสดงข้าวของเดิมเอาไว้ เช่น โต๊ะทำงาน เก้าอี้ เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องมือปั้น หนังสือ แบบร่าง และต้นแบบประติมากรรม โดยพยายามจำลองบรรยากาศให้ใกล้เคียงกับตอนที่ศิลป์ทำงานอยู่มากที่สุด
นอกจากบริเวณที่ทำงาน สถานที่ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่ใช้สำหรับจัดแสดงผลงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ของลูกศิษย์และศิลปินใกล้ชิดของศิลป์ เช่น เฟื้อ หริพิทักษ์, ประยูร อุลุชาฎะ, ชลูด นิ่มเสมอ, จำรัส เกียรติก้อง, เขียน ยิ้มศิริ, สวัสดิ์ ตันติสุข และทวี นันทขว้าง ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่เติบโตในยุคศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย
ทั้งนี้ สำหรับผู้ต้องการเข้าชมผลงานประติมากรรมของบุคคลผู้วางรากฐานศิลปะไทยสมัยใหม่ รวมถึงผลงานประติมากรรมอันทรงคุณค่าของลูกศิษย์แต่ละท่าน สามารถเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่วันนี้-20 กันยายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย




