รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล หรือ ‘โครงการผันน้ำยวม’ มูลค่า 7-8 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ และคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่ ขณะที่รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการมีกำหนดหมดอายุในเดือนตุลาคม 2569
โครงการผันน้ำยวมถือเป็นเมกะโปรเจกต์ของกรมชลประทานที่วางแผนผันน้ำจากแม่น้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าสู่เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนและแก้ปัญหาภัยแล้งในลุ่มเจ้าพระยา หากก่อสร้างเขื่อนน้ำยวมสำเร็จ เขื่อนแห่งนี้จะเป็นเขื่อนแห่งแรกในลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งเป็น 1 ในแม่น้ำ 10 สายของโลกที่ยังไม่มีเขื่อนกั้น
ล่าสุดเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมชลประทานส่งหนังสือถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ เพื่อแจ้งการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติสำหรับการก่อสร้างโครงการ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนำมาสู่คำถามว่า เหตุใดโครงการจึงเดินหน้าต่ออย่างรวดเร็ว ทั้งที่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด และข้อมูลหลายด้านของโครงการยังถูกตั้งคำถามจากภาคประชาชนและนักวิชาการ
ขณะที่เอกสารประกอบโครงการของกรมชลประทานระบุผลลัพธ์ด้านลบของโครงการว่า ‘ไม่มี’ ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า การประเมินผลกระทบครอบคลุมต้นทุนและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด
กรมชลประทานเดินหน้าขอใช้พื้นที่ป่าสงวน
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ปกครอง สุดใจนาค ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ทำหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก, อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมถึงอำเภอฮอดและอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแจ้งการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ สำหรับการก่อสร้างโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล
หนังสือดังกล่าวระบุว่า การแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามระเบียบคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2568
โดยเอกสารที่ส่งให้ท้องถิ่นระบุเหตุผลและความจำเป็นของโครงการว่า พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางเป็นพื้นที่ราบลุ่มและเขตชลประทานขนาดใหญ่ ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวสำคัญที่ต้องการใช้น้ำในปริมาณสูง
พร้อมระบุผลประโยชน์ของโครงการไว้หลายด้าน ทั้งการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกฤดูแล้งในโครงการกำแพงเพชรและโครงการเจ้าพระยาใหญ่ 1,610,026 ไร่ การเพิ่มปริมาณน้ำสำหรับการประปาส่วนภูมิภาค 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และการประปานครหลวง 250 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมถึงผลประโยชน์ด้านพลังงานไฟฟ้า ขณะที่ในหัวข้อผลลัพธ์ด้านลบระบุว่า ‘ไม่มี’
วงเงินโครงการตามข้อมูลล่าสุดในหนังสือดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 7.1 หมื่นล้านบาท โดยระบุว่าจะใช้งบประมาณปกติต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 7 ปี ขณะที่ข้อมูลของกรมชลประทานเมื่อเดือนมีนาคม 2566 เคยระบุค่าก่อสร้างโครงการไว้สูงถึงประมาณ 88,745 ล้านบาท
สะท้าน วิชัยพงษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำเงา ยวม เมย สาละวิน กล่าวว่า สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลายแห่งที่ได้รับหนังสือ รู้สึกแปลกใจกับการดำเนินการของกรมชลประทาน เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ได้ยื่นฟ้องโครงการต่อศาลปกครองเชียงใหม่ และปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการส่งคำให้การและคำคัดค้าน
“โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านแน่ๆ แต่ในเอกสารแนบกลับบอกว่าไม่มีผลลัพธ์ด้านลบ จนถึงวันนี้ สมาชิก อบต.จำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดและผลกระทบของโครงการผันน้ำเลย แล้วจะให้สภา อบต.ลงมติต่อโครงการนี้ได้อย่างไร”
สะท้านกล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่กรมชลประทานลงพื้นที่ประสานงานทั้งเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กสำหรับ อบต.และเรื่องโครงการผันน้ำยวมในช่วงเวลาเดียวกัน จนนำไปสู่ข้อสังเกตของสมาชิกท้องถิ่นบางส่วนว่า การนำโครงการขนาดเล็กเข้ามาพร้อมกับโครงการขนาดใหญ่ อาจเกี่ยวข้องกับความพยายามขอมติจากสภา อบต.หรือไม่
เมื่อรัฐมอง ‘น้ำยวม’ เป็นน้ำต้นทุน
ตามข้อมูลของกรมชลประทาน แม่น้ำยวมเป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำเมย ก่อนออกสู่แม่น้ำสาละวิน โดยที่ผ่านมาในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำสาละวินและยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
โครงการจึงถูกเสนอขึ้นเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำยวมมาเติมเขื่อนภูมิพล โดยกรมชลประทานระบุว่า สามารถผันน้ำได้ประมาณ 1,795 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว
โครงการจะเริ่มต้นจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำยวมบริเวณเหนือจุดบรรจบแม่น้ำเมยประมาณ 13.8 กิโลเมตร ในพื้นที่ระหว่างอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กับอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จากนั้นจะมีสถานีสูบน้ำบ้านสบเงา ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูบน้ำประมาณ 951 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 2,443 ล้านบาทต่อปี
และน้ำจะถูกส่งผ่านระบบอุโมงค์ระยะทางรวมประมาณ 61.52 กิโลเมตร โดยเป็นการเจาะระเบิดอุโมงค์ประมาณ 30.52 กิโลเมตร และขุดเจาะอุโมงค์อีกประมาณ 31 กิโลเมตร รวมถึงการปรับปรุงลำน้ำแม่งูด จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 2.1 กิโลเมตร เพื่อส่งน้ำเข้าสู่เขื่อนภูมิพลในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงมกราคม
ทั้งนี้ โครงการมีแนวเส้นทางยาวกว่า 110 กิโลเมตร และต้องก่อสร้างผ่านพื้นที่ป่าสมบูรณ์ในวงกว้าง โดยตั้งอยู่ในแนวเขตป่ารอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก และเชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอย่างน้อย 5 แห่ง ได้แก่ ป่าท่าสองยาง ป่าแม่ยวมฝั่งขวา ป่าแม่ยวมฝั่งซ้าย ป่าอมก๋อย และป่าแม่แจ่ม-ป่าแม่ตื่น รวมถึงพื้นที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแม่เงาอนุรักษ์
รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ปี 2564 ระบุว่า โครงการจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่ารวม 3,641.78 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ (โซน C) 2,735 ไร่ ป่าเพื่อการเศรษฐกิจ (โซน E) 899 ไร่ ป่าที่ราษฎรใช้ที่ดินทำกินได้ (โซน N) 4.28 ไร่ และป่าที่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม (โซน A) 2.79 ไร่
นอกจากนี้ โครงการจะทำให้สูญเสียพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 รวม 1,293.18 ไร่ และส่งผลให้ทรัพยากรป่าไม้สูญเสียอย่างถาวร โดยต้องตัดและนำไม้ออกจากพื้นที่ก่อสร้าง ใช้งบประมาณแผ้วถางป่าและนำไม้ออกประมาณ 20.81 ล้านบาท ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการวางแผนปลูกป่าชดเชยในพื้นที่อื่นเป็น 2 เท่าของพื้นที่ที่สูญเสียไป อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องสูญเสียจากโครงการยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ทั้งหมด
กรมชลประทานระบุว่า จากการศึกษาทบทวนโครงการระหว่างเดือนกันยายน 2559-ตุลาคม 2561 การผันน้ำด้วยอุโมงค์จากลำน้ำยวมเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำท้ายน้ำ รวมถึงไม่กระทบต่อปริมาณน้ำที่จำเป็นต่อการรักษาระบบนิเวศ
ข้อคำถามมากมายเกี่ยวกับ EIA
กรมชลประทานระบุว่า รายงาน EIA ของโครงการได้รับการแก้ไขตามข้อพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการรวม 4 ครั้ง โดยครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 ได้รับความเห็นชอบเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 พร้อมระบุด้วยว่า EIA ได้กำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และประชาชนไว้แล้ว ทั้งการปลูกป่าทดแทนอย่างน้อย 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่สูญเสีย การจัดตั้งสถานีเพาะพันธุ์ปลาเพื่อปล่อยคืนสู่ลำน้ำยวม และการออกแบบอุปกรณ์ป้องกันปลาไม่ให้เข้าใกล้สถานีสูบน้ำ
ส่วนวัสดุที่เกิดจากการขุดอุโมงค์จะต้องจัดการในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยพื้นที่จัดการวัสดุต้องไม่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และต้องอยู่ห่างจากลำน้ำสายหลักและชุมชน
อย่างไรก็ตาม รายงาน EIA ดังกล่าวยังมีข้อคำถามว่า ข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำรายงานมีความถูกต้อง ครบถ้วน และสะท้อนความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบจริงหรือไม่
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นอาจยังไม่ครอบคลุมบริบทของชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชากรชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า เวทีบางแห่งไม่มีล่ามหรือเอกสารภาษาท้องถิ่น ทำให้การเข้าถึงข้อมูลโครงการเป็นไปอย่างจำกัด ขณะเดียวกัน การจัดเวทีในช่วงฤดูฝนยังถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเดินทางเข้าร่วมของชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล
นอกจากนี้ ยังเกิดกรณีที่ถูกเรียกว่า ‘EIA ร้านลาบ’ ซึ่งกลายเป็นอีกข้อกังขาต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน หลังมีการนำภาพการพบปะรับประทานอาหารที่ร้านลาบกับแกนนำชุมชนไปปรากฏอยู่ในรายงาน EIA โดยระบุว่า เป็นการประชุมกลุ่มย่อยกับชุมชน ประเด็นดังกล่าวทำให้ภาคประชาชนตั้งคำถามว่า กิจกรรมลักษณะนี้สะท้อนความคิดเห็นของชุมชนในภาพรวมได้เพียงใด และเพียงพอที่จะถือเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมหรือไม่
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ โดยรายงาน EIA ระบุว่ามีประมาณ 29 ครัวเรือน ขณะที่ข้อมูลจากภาคประชาชนระบุว่า พื้นที่ตามแนวโครงการครอบคลุมหมู่บ้านไม่น้อยกว่า 50 หมู่บ้านใน 3 จังหวัด รวมไปถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับฐานข้อมูลผู้เก็บข้อมูลและรายชื่ออาสาสมัครบางรายที่พบความแตกต่างของคำนำหน้าและรูปแบบการสะกดชื่อในข้อมูลแต่ละพื้นที่
จากข้อกังวลดังกล่าว เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน พร้อมผู้ฟ้องคดีรวม 66 คน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อเดือนตุลาคม 2566 เพื่อขอให้เพิกถอนและระงับโครงการ โดยระบุว่ากระบวนการจัดทำ EIA และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งรับฟ้องในเดือนมกราคม 2567 ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการส่งคำให้การและคำคัดค้านระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี
ขณะเดียวกัน รายงาน EIA ของโครงการดังกล่าวมีกำหนดหมดอายุในเดือนตุลาคม 2569 ท่ามกลางการเดินหน้าขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของกรมชลประทาน และเสียงคัดค้านจากประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งในพื้นที่โครงการ
ไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่ขอให้รัฐทบทวนก่อนเดินหน้า
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือรูปแบบการลงทุนของโครงการ โดยมีการพูดถึงแนวทางการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) รวมถึงความสนใจจากบริษัทต่างชาติ มีข้อมูลว่ารัฐวิสาหกิจจากจีนเคยเสนอเข้ามาร่วมลงทุนก่อสร้างโครงการ โดยเสนอราคาลดลงจากประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เหลือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท พร้อมให้เหตุผลถึงความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ภาคประชาชนตั้งคำถามถึงรูปแบบการลงทุน เงื่อนไขของสัญญา และการจัดสรรความเสี่ยงระหว่างรัฐกับเอกชน โดยเฉพาะหากโครงการมีค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสูงสำหรับสูบน้ำ ซึ่งมีการประเมินว่า ตลอดอายุโครงการประมาณ 29 ปี อาจมีค่าใช้จ่ายราว 2.5 พันล้านบาทต่อปี เพื่อผันน้ำประมาณ 1.8 พันล้านลูกบาศก์เมตรเข้าสู่เขื่อนภูมิพล ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องมีข้อมูลสัญญาและรายละเอียดทางการเงินที่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตว่า แนวเส้นทางอุโมงค์ผันน้ำระยะทางประมาณ 62 กิโลเมตร มีบางส่วนอยู่ในพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีศักยภาพด้านทรัพยากรแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Element) เมื่อประกอบกับข้อมูลเรื่องความสนใจของทุนต่างชาติในการก่อสร้างโครงการ จึงเกิดคำถามว่า โครงการผันน้ำยวมมีความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ด้านทรัพยากรอื่นนอกเหนือจากการจัดการน้ำหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องแร่หายากและความเชื่อมโยงกับโครงการยังอยู่ในระดับข้อสังเกตและข้อกังวลของภาคประชาชน ยังไม่มีข้อยืนยันว่า การก่อสร้างโครงการมีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการสำรวจหรือใช้ประโยชน์จากแร่ดังกล่าว
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน และประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก ชี้แจงว่า การที่ประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่เมื่อปี 2566 ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางการพัฒนาหรือการแก้ปัญหาน้ำ แต่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการจัดทำ EIA และการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ ซึ่งเห็นว่ามีข้อบกพร่อง และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิของประชาชน
เนื่องจากโครงการข้างต้นครอบคลุมการสร้างเขื่อน การตัดถนน การขุดเจาะอุโมงค์ และการจัดการหินและแร่จากการก่อสร้าง ซึ่งอาจกระทบระบบนิเวศของแม่น้ำยวม เงา เมย และสาละวิน รวมถึงป่าต้นน้ำและวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่
นอกจากนี้ ปัจจุบันสถานการณ์ลุ่มน้ำสาละวินเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงจัดทำ EIA โดยมีการขยายตัวของกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ตอนบนของเมียนมา และมีรายงานการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักในบางพื้นที่ และหากมีการผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะมีความเสี่ยงต่อคุณภาพน้ำและสุขภาพของประชาชนหรือไม่ และข้อมูลที่ใช้ประเมินใน EIA ยังเพียงพอสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่
ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ยืนยันว่า เข้าใจความเดือดร้อนของเกษตรกรในลุ่มน้ำปิงตอนล่าง และเห็นว่ารัฐควรแก้ปัญหาน้ำอย่างจริงจัง แต่การแก้ปัญหาในพื้นที่หนึ่งไม่ควรสร้างผลกระทบต่อประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติในอีกพื้นที่หนึ่ง การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่จึงควรอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม ข้อมูลวิชาการ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน
สุดท้ายแล้ว ประเทศไทยควรตัดสินใจลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ระดับหลายหมื่นล้านบาทโดยใช้ข้อมูลชุดเดิม ทั้งที่สถานการณ์น้ำ สิ่งแวดล้อม คุณภาพน้ำ เทคโนโลยี ต้นทุนพลังงาน และบริบททางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่
รัฐบาลไม่ควรเร่งรัดโครงการเพียงเพราะ EIA กำลังจะหมดอายุในเดือนตุลาคม 2569 แต่ควรใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนข้อมูลทางวิชาการทั้งหมดใหม่ ทั้งสถานการณ์สิ่งแวดล้อม คุณภาพน้ำ ความคุ้มค่าของโครงการ และทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้การตัดสินใจไม่ผลักภาระและความเสี่ยงไปยังชุมชนต้นน้ำและคนรุ่นต่อไป
เพราะการแก้ปัญหาน้ำของพื้นที่หนึ่ง ไม่ควรผลักภาระและความเสี่ยงไปให้คนอีกพื้นที่หนึ่ง
อ้างอิง:
– https://www.matichon.co.th/politics/news_5875713
– https://www.mymekong.org/document/yuam-statement/
– https://www.salween.info/post/eia-report-yuam-diversion
– https://www.salween.info/post/report-namyuamdiversiontunnel-update_ebook
– https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/iy0j1qa8qofks8bo8t8ks9x7
– https://lannernews.com/28082569-01/
Tags: เมกะโปรเจกต์, แม่น้ำเจ้าพระยา, EIA, แม่ฮ่องสอน, น้ำยวม, โครงการผันน้ำยวม, กรมชลประทาน, เขื่อนภูมิพล, สาละวิน




