ของฝากจากการเดินทางมักทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสถานที่ที่เราเคยไป ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด พวงกุญแจ หรือของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ แต่สำหรับ ‘ดาษดื่น’ ของฝากจากสงขลาไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงสิ่งของที่ซื้อกลับไปเพื่อบอกว่าเคยมาเยือน หากแต่เป็นของธรรมดาที่หยิบมาใช้ในชีวิตประจำวัน และในขณะเดียวกันก็พาเรื่องราวของเมืองติดตัวไปด้วย

“หากเมืองอื่นมีของฝากที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองผ่านสิ่งของ แล้วทำไมสงขลาจะมีแบบนั้นบ้างไม่ได้”

จากคำถามดังกล่าวจึงเกิดเป็น ‘ดาษดื่น’ ร้านขายของชำที่หยิบเอาของใกล้ตัว ภาพจำ วัฒนธรรม และเรื่องราวของสงขลามาตีความใหม่ผ่านงานออกแบบ ตั้งแต่ข้าวเกรียบ ซอส ยาดม ยาหม่อง ไปจนถึงเสื้อผ้าและของใช้ โดยไม่พยายามทำให้ความเป็นท้องถิ่นกลายเป็นสิ่งแปลกใหม่จนจำไม่ได้ว่ามาจากไหน แต่เลือกเก็บรากเดิมเอาไว้ แล้วเติมความร่วมสมัย อารมณ์ขัน และฟังก์ชันการใช้งานเข้าไป จนของธรรมดาเหล่านั้นกลายเป็นของฝากที่เล่าเรื่องสงขลาได้ในแบบของตัวเอง

The Momentum พูดคุยกับ เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล, แอม-พิสุทธิ์พักตร์ สุขวิสิทธิ์ และมะปราง-สีตวรรณ สิงหเศรษฐ ผู้ก่อตั้งร้าน ‘ดาษดื่น’ ถึงจุดเริ่มต้นของการรวมตัว วิธีคิดเบื้องหลังการออกแบบสินค้า ความท้าทายของการทำธุรกิจในเมืองที่ไม่ได้มีนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี รวมถึงภาพของดาษดื่นและสงขลาในวันที่ทั้งร้านและเมืองกำลังเติบโตไปพร้อมกัน

จุดเริ่มต้นของ ‘ดาษดื่น’

จุดเริ่มต้นของ ‘ดาษดื่น’ เกิดจากการทำเทศกาล Pakk Taii Design Week ในปีแรกเมื่อ 3 ปีก่อน แอมเล่าว่า ตอนนั้นได้จัดตลาดในรูปแบบ Long Table บริเวณใกล้กับพื้นที่ร้านในปัจจุบัน ซึ่งเดิมตั้งใจให้เป็นตลาดอาหาร แต่เมื่อมีคำว่า ‘ลอง’ อยู่ในคอนเซปต์ จึงเกิดไอเดียว่า นอกจากลองอาหารแล้ว น่าจะลองเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย จึงได้รวบรวมแบรนด์และคนทำงานจากภาคใต้มาร่วมกันขายสินค้าต่างๆ

ช่วงเวลานั้นเพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 หลายคนคุ้นเคยกับการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และมองว่าการขายของออนไลน์เป็นช่องทางที่ดีที่สุด แต่เมื่อได้กลับมาขายแบบออฟไลน์ จึงพบว่าการที่ลูกค้าได้เห็น ได้จับ และได้ทดลองใช้สินค้าด้วยตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป 

“พอได้มาออกตลาดจริง มันมีลูกค้าตรงนั้นจริงๆ หมายถึงคนได้จับ ได้ใช้ ต่อให้เขาไม่ซื้อเลยนะ ไปต่อออนไลน์อยู่ดี ก็เลยมองเห็นตรงนี้ว่าอยากมีสิ่งนี้เกิดขึ้น”

ประสบการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามว่า หากเวลาไปเที่ยวเมืองต่างๆ เรามักมีของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ท่องเที่ยวติดไม้ติดมือกลับมา ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด กระเป๋า หรือพวงกุญแจ แล้วทำไมสงขลาถึงไม่มีของที่ระลึกในลักษณะนี้บ้าง

สุดท้ายคำถามนั้นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวทำดาษดื่น โดยทีมผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นคนสงขลาทั้งหมด อยากสร้างสินค้าที่เล่าเรื่องราวของเมืองผ่านสิ่งของธรรมดาที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ทำไมต้อง ‘ดาษดื่น’

เมื่อถามว่าทำไมถึงเลือกใช้ชื่อ ‘ดาษดื่น’ แอมเล่าต่อว่า ชื่อนี้เกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยกันว่าจะตั้งชื่อร้านว่าอะไร โดยเอ๋เป็นคนพูดคำนี้ขึ้นมาก่อน และแอมก็พบว่าตัวเองเคยบันทึกชื่อดาษดื่นไว้ใน Pinterest อยู่แล้ว สุดท้ายจึงตัดสินใจใช้ชื่อนี้

คำว่า ‘ดาษดื่น’ หมายถึงสิ่งธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป สอดคล้องกับแนวคิดของร้านที่สนใจความเป็นร้านชำและสินค้าทั่วไปในตลาด ทั้งการจัดวางสินค้าและการนำของหลากหลายประเภทมาอยู่รวมกัน รวมถึงความสนใจใน Subculture ต่างๆ ของเมืองสงขลา โดยต้องการมองสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ

แนวคิดดังกล่าวยังถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสโลแกนภาษาอังกฤษของร้านว่า “SOMETHING THAT IS SO COMMONLY” ที่หยิบของธรรมดาในท้องถิ่น มารีแบรนด์ใหม่ให้ดูสนุก ทันสมัย และถ่ายทอดเสน่ห์ของสงขลาผ่านดีไซน์สร้างสรรค์ จนกลายเป็นของฝากที่ทั้งใช้งานได้จริงและเล่าเรื่องสงขลาได้อย่างน่าจดจำ

ตีความของพื้นถิ่นใหม่ โดยไม่ทิ้งรากของสงขลา

ปรางกล่าวเสริมว่า การพัฒนาสินค้าคอลเลกชันแรกของดาษดื่นใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จนมีสินค้าออกมาราว 10 อย่าง โดยช่วงแรกจะเน้นทั้งการสร้างแบรนด์ของตัวเอง และการหยิบเอาสัญลักษณ์หรือภาพจำของสงขลามาใช้ หนึ่งในนั้นคือ ‘นางเงือก’ ซึ่งเป็นไอคอนสำคัญของเมือง

ด้วยช่วงเปิดตัวที่ตรงกับเทศกาล Pakk Taii Design Week จึงได้ทำงานร่วมกับร้านค้าและผู้ประกอบการท้องถิ่น นำสินค้าจากสงขลามาตีความและเล่าเรื่องของเมืองในแบบของคนรุ่นใหม่

“จริงๆ ไม่ได้ยาก เพราะเราเป็นคนสงขลาอยู่แล้ว แค่รู้สึกว่าอะไรที่คนสงขลาทำ มันก็เป็นสงขลาเอง แล้วพอเราเป็นร้านชำ เราก็ทำสินค้าอะไรก็ได้ เราแค่มองไปรอบๆ ว่าในท้องถิ่นมีผู้ประกอบการหรือใครบ้างที่เราไปร่วมงานด้วยได้ ก็เริ่มจากข้าวเกรียบท้องถิ่น ซอส ยาหม่อง ยาดม”

การตีความสินค้าพื้นถิ่นให้ร่วมสมัย จึงไม่ได้เปลี่ยนของเดิมให้เป็นของใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำอัตลักษณ์เดิมมาผสมผสานให้เข้ากับรูปแบบการใช้งาน อย่างซอสท้องถิ่นที่ยังคงที่มา แบรนด์ สี และรูปทรงจากต้นฉบับไว้ แต่ปรับขนาดให้เล็กลง เพื่อให้สะดวกต่อการพกพา พร้อมเพิ่มกราฟิกดีไซน์ที่น่าสนใจ เหมาะกับการซื้อเป็นของฝากมากขึ้น

เอ๋กล่าวว่า ดาษดื่นมักหยิบภาพจำจากบรรจุภัณฑ์ที่คุ้นเคยมาเล่นใหม่ เช่น การนำรูปแบบของแพ็กเกจสินค้าท้องถิ่นอย่างน้ำปลาตราคนแบกกุ้ง หรือกะทิชาวเกาะ มาตีความใหม่ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบยังดูคุ้นตาและจดจำได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ซ่อนอารมณ์ขันและการเล่นกับความหมายเข้าไป เช่น ยาดมล็อตแรกที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้คล้ายซองกาวดม หรือยาหม่องที่เล่นกับภาพจำของการดมบางอย่าง จนเกิดเป็นมุกเล็กๆ ที่ชวนให้คนตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น

“เรารู้สึกว่ามันมีอารมณ์ขันซ่อนอยู่ด้วย อย่างข้าวเกรียบที่เล่นกับคำว่า เนื้อเงือก แล้วตัดภาพนางเงือกเป็นท่อนๆ กราฟิกมันก็สื่อสารอยู่แล้ว คนที่ซื้อไปก็รู้ว่าไม่ใช่ข้าวเกรียบที่ทำจากเนื้อเงือกจริงๆ แต่เป็นการอุปมาอุปไมยว่าเป็นข้าวเกรียบที่มาจากนางเงือกหรือเอานางเงือกมาทอดกรอบ”

นอกจากการออกแบบสินค้าแล้ว ดาษดื่นยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะสินค้าประเภท Ready-to-eat ที่มักทำออกมาในช่วงเทศกาล เพราะสามารถผลิตและจำหน่ายได้ทันที กระบวนการนี้เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นโดยตรง ทั้งการนำสินค้าและวัตถุดิบจากคนในพื้นที่มาพัฒนาต่อ และทำให้รายได้หมุนเวียนอยู่ในชุมชน

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมไปถึงการผลิตสินค้าของดาษดื่นเอง ไม่ว่าจะเป็นถุงผ้าที่นำไปสกรีนกับผู้ผลิตในพื้นที่ใกล้ร้าน งานเย็บก็ใช้ช่างในชุมชน รวมถึงการทำงานกับผู้ประกอบการรายย่อยอย่างร้านไดมอนด์เบเกอรี่ โดยนำสินค้าท้องถิ่นที่บางคนอาจยังไม่รู้จักมาทำให้มีพื้นที่และเรื่องราวมากขึ้นผ่านการออกแบบ

อีกหนึ่งความร่วมมือที่สะท้อนการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาตีความใหม่ คือการทำงานร่วมกับวัดเลียบ บ่อยาง สงขลา ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ในย่านเมืองเก่าและอยู่ใจกลางชุมชน วัดแห่งนี้เคยเป็นที่รู้จักจากการนำป้ายโฆษณาเก่ามาทาสีขาวแล้วเขียนข้อความด้วยลายมือ เพื่อสื่อสารกิจกรรมและงานบุญของวัด โดยใช้ภาษาถิ่นใต้ที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบทสนทนาของคนในพื้นที่

เอ๋เล่าว่า ด้วยความคุ้นเคยกับวัดและการพูดคุยกับเจ้าอาวาส จึงเกิดการนำลายมือและข้อความจากป้ายของวัดมาต่อยอดเป็นสินค้าคอลเลกชันแรกในรูปแบบ ‘ยันต์’ โดยนำแนวคิดเรื่องเครื่องรางและวัตถุมงคลมาผสมกับงานดีไซน์ร่วมสมัย มีทั้งยันต์นางเงือกและยันต์วัดเลียบ ซึ่งนำไปใช้เป็นผ้าโพกหรือใส่กรอบตกแต่งร้านและพื้นที่ต่างๆ ได้ ขณะเดียวกันข้อความบนยันต์ก็เป็นคำที่เจ้าอาวาสเขียนไว้ ซึ่งมีความหมายในตัวเอง

ของฝากที่ใช้ได้จริง และมีอะไรให้เล่น

ทั้งนี้สินค้าของดาษดื่นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากการทดลองใช้งานจริง เช่น สินค้าประเภทผ้าที่เดิมออกแบบให้ใช้ได้หลายฟังก์ชัน แต่เมื่อทดลองใช้แล้วพบว่า เนื้อผ้าอาจไม่เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบ จึงพัฒนาเนื้อผ้าและรูปแบบให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้น ขณะที่กางเกงลายเงือกก็ปรับจากรุ่นแรกที่ใช้ผ้าคอตตอนเนื้อหนา มาเป็นผ้าที่เบาและใช้งานได้บ่อยขึ้น พร้อมปรับราคาให้เข้าถึงง่ายกว่าเดิม โดยยังคงแนวคิดการล้อเลียนกางเกงช้างเอาไว้

ในช่วงหลังยังมีการพัฒนาสินค้าจากกลุ่มยาดมและยาหม่องออกมาเป็นคอลเลกชันใหม่ภายใต้คอนเซปต์ ‘3 ถนนเมืองเก่า’ อย่างยาหม่องแบบสติกและยาดมที่นำรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของยาแก้ปวดมาตีความใหม่ เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับภาพจำของเมืองเก่าสงขลา

“สินค้าทุกชิ้นเริ่มต้นจากฟังก์ชันเป็นหลัก แม้จะเป็นของฝากหรือของที่ระลึก แต่ไม่ได้ตั้งใจให้ซื้อไปเพื่อวางโชว์ เพราะพื้นฐานของทีมเองก็ไม่ได้เลือกซื้อของฝากที่ใช้งานไม่ได้อยู่แล้ว จึงอยากให้ทุกชิ้นเป็นของที่คนรับนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้”

ปัจจุบันสินค้าของดาษดื่นได้นำไปวางขายในรูปแบบ Kiosk ตามร้านค้าในโซนหาดใหญ่ รวมถึงการออกบูทในงานต่างๆ โดยจะเลือกสินค้าให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่

พัด ‘รวยหนัด’ จากสินค้า Seasonal สู่โอกาสทางธุรกิจใหม่

เอ๋เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของดาษดื่นเกิดขึ้นในช่วงที่ร้านเริ่มขยายพื้นที่ไปยังหาดใหญ่ ทั้งการเพิ่ม Kiosk และนำสินค้าไปวางในร้านคาเฟ่ชื่อดังแห่งหนึ่ง จนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมื่อ ลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ ซึ่งเป็นคนหาดใหญ่ และบังเอิญซื้อพัดของดาษดื่นติดตัวไปลอนดอนด้วย ก่อนจะมอบให้ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล เมื่อมีโอกาสพบกัน

พัดรุ่นดังกล่าวมีคำว่า ‘รวยหนัด’ ซึ่งเป็นภาษาใต้ หมายถึง รวยมาก และกลายเป็นไวรัลหลังจากลิซ่าถือพัดในวันนั้น เช้าวันต่อมา ดาษดื่นได้รับข้อความและคำสั่งซื้อจำนวนมากจนทีมต้องกลับมานั่งวางแผนกันใหม่ว่าจะรับมือกับสถานการณ์อย่างไร

ที่จริงแล้วพัดรวยหนัดไม่ได้เป็นสินค้าหลักของร้าน แต่เป็นสินค้า Seasonal ที่ผลิตขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนและยังมีสต็อกเหลืออยู่ ก่อนหน้านั้นดาษดื่นเคยทำพัดรุ่น ‘เย็นหนัด’ และพัฒนารุ่นรวยหนัดออกมาตามฤดูกาลของสินค้า เมื่อพัดกลายเป็นไวรัล สินค้าที่เคยตั้งใจผลิตจำนวนจำกัดกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะการรับผลิตของที่ระลึกให้กับองค์กรและแบรนด์ต่างๆ หลายราย

ทั้งนี้เมื่อยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทีมยังต้องปรับระบบหลังบ้านหลายอย่าง จากเดิมที่ไม่เคยจัดส่งพัดจำนวนมาก ก็ต้องเพิ่มขั้นตอนการแพ็กสินค้า ทั้งซองซิป บรรจุภัณฑ์ สายห้อย และแท็ก รวมถึงจ้างแอดมินและคนมาช่วยตอบข้อความและจัดการออร์เดอร์ เพื่อให้รองรับจำนวนคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงที่ดาษดื่นเริ่มเติบโตและมีโอกาสใหม่ๆ เข้ามา ร้านกลับต้องเผชิญกับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ร้านต้องปิดประมาณ 1 เดือน แม้พื้นที่ของสงขลาจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงในระดับเดียวกับหาดใหญ่ แต่เนื่องจากหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมของภาคใต้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงส่งผลต่อพื้นที่โดยรอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบยังต่อเนื่องไปถึงการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางผ่านหาดใหญ่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย เมื่อหาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การเดินทางมายังสงขลาก็ชะลอตัวตามไปด้วย รวมถึงเส้นทางบริเวณด่านชายแดนที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำให้แม้สงขลาจะไม่ได้เสียหายโดยตรง แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ก็เงียบลงในช่วงแรก และต้องใช้เวลาเพื่อฟื้นตัวอีกครั้ง

เมืองไม่ท่องเที่ยว กับร้านที่ขายของให้นักท่องเที่ยว

“เราอยู่ในเมืองที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว แต่เราขายของสำหรับนักท่องเที่ยว”

แอมระบุว่าความท้าทายสำคัญของดาษดื่นคือ การทำธุรกิจในเมืองที่ไม่ได้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาตลอดทั้งปี ขณะที่สินค้าหลักของร้านกลับเป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว ทำให้ฤดูกาลท่องเที่ยวและกำลังซื้อกลายเป็นข้อจำกัดโดยตรง

ด้วยเหตุนี้ ร้านจึงเลือกเปิดเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ศุกร์-จันทร์ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่มีคนเดินทางมากกว่า และช่วยควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน ขณะเดียวกันก็พยายามขยายช่องทางออนไลน์ แม้ในช่วงแรกทีมจะไม่ได้ถนัดการขายออนไลน์มากนัก โดยลูกค้าส่วนใหญ่ยังติดต่อผ่าน DM และสั่งซื้อเข้ามาโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ของฝากมีข้อจำกัดเฉพาะตัว เพราะเป็นสินค้าที่หลายคนอยากเห็นและสัมผัสก่อนซื้อ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อของจากสถานที่ที่ตัวเองเดินทางไปถึง ทำให้ทีมมองว่าการขายออนไลน์อย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และนำไปสู่การพัฒนาสินค้าที่มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพื่อให้สามารถขายได้แม้ในวันที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาที่ร้าน

อีกทางหนึ่งคือการอาศัยงาน Collaboration และการออกไปพบลูกค้านอกพื้นที่ ทั้งการทำงานร่วมกับองค์กรและแบรนด์ต่าง ๆ รวมถึงการออก Pop-up และ Kiosk ในกรุงเทพฯ จากเดิมที่เคยไปออกงานเทศกาลเพียงไม่กี่วัน ดาษดื่นกำลังขยับไปสู่การเปิด Kiosk ที่สยามเซ็นเตอร์ในเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นการนำดาษดื่นออกจากสงขลาเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ

ไอเดียใหม่ที่ยังอยากทำ ‘เงือกกอและ’ ที่อยากไปต่อ

แอมกล่าวว่า แม้ดาษดื่นจะมีสินค้าออกมาแล้วหลายรูปแบบ แต่ทีมยังมีไอเดียที่อยากพัฒนาต่อ ทั้งเสื้อกันฝน ร่ม และผ้าเช็ดตัว ขณะเดียวกันการทำสินค้าแต่ละชิ้นก็ต้องคิดอย่างรอบคอบ เพราะบางครั้งสิ่งที่ทีมชอบอาจไม่ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และกลายเป็นสินค้าค้างสต็อกได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังอยากรักษาไว้คือการนำเสนอความเป็นสงขลาในมุมที่แปลกและแตกต่าง โดยเฉพาะคอลเลกชัน ‘เงือกกอและ’ ที่ทีมมองว่าสามารถพัฒนาต่อได้ เพราะเป็นการนำลวดลายกอและซึ่งมีความเป็นภาคใต้อย่างชัดเจน มาผสมกับภาพนางเงือกและบรรยากาศของเรือประมง

นอกจากนี้ อีกจุดที่ช่วยให้ร้านเป็นที่มองเห็นมากขึ้นคือพื้นที่สตรีทอาร์ตและมุมถ่ายรูปบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะจุดที่มีภาพนางเงือกขนาดใหญ่ ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายที่คนเข้ามาถ่ายรูปและเช็กอินอยู่เสมอ การที่ผู้คนเห็นภาพและสินค้าของดาษดื่นผ่านพื้นที่เหล่านี้ จึงเป็นเหมือนการสร้างความคุ้นเคยโดยไม่ต้องพยายามขายตรงๆ

เนื่องจากการขายสินค้าที่ระลึกในต่างจังหวัดมีความท้าทาย เพราะลูกค้าบางส่วนอาจไม่รู้จักเมืองหรือเข้าใจบริบทของสงขลามากนัก ดาษดื่นจึงต้องเลือกสินค้าที่มีเอกลักษณ์มากพอจะดึงดูดคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์มาก่อน โดยให้ความสำคัญกับความน่าสนใจของดีไซน์ ฟังก์ชัน และความสร้างสรรค์ 

นางเงือกซึ่งเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์หลักของดาษดื่นจึงไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่อธิบายว่าสงขลาคืออะไร แต่ทำหน้าที่เป็นภาพที่คนเห็นแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ ขณะที่สินค้ารุ่นใหม่ๆ จะเน้นให้มีทั้งรูปแบบและฟังก์ชันที่คนจากพื้นที่อื่นหยิบไปใช้ได้ ความเป็นสงขลายังคงอยู่ในรายละเอียด แต่ไม่ได้ถูกชูเป็นคำอธิบายหลักของสินค้า

“เหมือนเราใช้จิตวิทยาล่อให้เขาซื้อของ คือเขาอาจจะเห็นเราแล้วสงสัยว่าคืออะไร แต่ก็ปล่อยให้เขาถ่ายรูปไปก่อน แล้ววันหนึ่งเขามาเห็นของจริง เขาก็จะรู้สึกว่าเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน”

อนาคตสงขลา อนาคตดาษดื่น

ปรางกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มสังเกตเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาเข้ามาสงขลามากขึ้น จากเดิมที่นักท่องเที่ยวหลักเป็นชาวมาเลเซีย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์หรือภาพลักษณ์ด้านอาหารและ Gastronomy ของพื้นที่ จึงหวังว่านักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่จะเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับอนาคตของดาษดื่น ทีมยังอยากขยายพื้นที่ของร้านไปยังชั้น 3 แต่ยังต้องดูสถานการณ์และความเป็นไปได้ในแต่ละช่วง ขณะที่แอมมีความตั้งใจอยากทำ ‘โตเกียวบาร์’ เพราะมองว่าการมีอาหารเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้านอาจช่วยให้สินค้าประเภทของกินขายได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ทีมมองว่า การเติบโตของร้านและการเปลี่ยนแปลงของเมืองเกิดขึ้นไปพร้อมกันได้

“รู้สึกว่าทุกการกระทำที่เราทำ สงขลามันเปลี่ยนตามเราไปเอง มันโตไปพร้อมกัน เหมือนเราขยับ เมืองก็ขยับ”

เอ๋กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ไม่มีดาษดื่น เมืองสงขลาก็ยังคงเปลี่ยนแปลง แต่การมีอยู่ของร้านอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอีกองศาหนึ่ง โดยเฉพาะการดึงคนบางกลุ่มเข้ามา และสร้างพื้นที่ให้คนที่มีมุมมองหรือวิธีคิดคล้ายกันได้เข้ามารวมตัวกัน

3 ชิ้นที่อยากให้ลองรู้จักดาษดื่นผ่านสินค้า

เมื่อให้แต่ละคนเลือกสินค้าที่อยากแนะนำ เอ๋เลือกพัด ถึงแม้จะไม่ได้ถูกวางให้เป็นสินค้าหลัก แต่กลายเป็นสินค้าที่สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับดาษดื่น และทำให้ร้านอยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้

อีกชิ้นคือเสื้อยืดดาษดื่น ซึ่งเป็นเสื้อที่ทีมใส่กันบ่อย เพราะเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบายและออกแบบไม่ซับซ้อน บางรุ่นใช้เพียงคำว่า ‘สงขลา’ หรือภาพนางเงือกที่หาดสมิหลา ซึ่งอาจดูเป็นภาพจำที่ธรรมดาหรือเชย แต่ก็เป็นสิ่งที่บอกความเป็นสงขลาได้มากที่สุด และสุดท้ายคือจาน เพราะเป็นทั้งของใช้และของแต่งบ้านที่ยังคงความสวยงามเมื่อใช้งานจริง

แอมเลือกเสื่อ เพราะเป็นสินค้าที่อยากให้คนได้ลองใช้ ตามด้วยซอส เป็นสินค้าที่อยากให้ลอง เพราะรสชาติสามารถทำให้คนเข้าใจความเป็นสงขลาได้ผ่านประสบการณ์การกิน และอีกชิ้นคือหมวกนางเงือกขี่ม้า ที่นำแรงบันดาลใจจากแบรนด์โปโลมาปรับใช้ เนื่องจากเป็นปีม้า

ส่วนปรางเลือกโปสการ์ด ยาดม 3 กลิ่น รวมถึงผ้าโพกเงือกกอและ ที่ทีมรู้สึกสนุกกับการสร้างสรรค์และผลิต 

ท้ายที่สุด สินค้าเหล่านี้สะท้อนวิธีคิดของดาษดื่นได้อย่างชัดเจน ทั้งการทำของใช้ที่มีฟังก์ชัน การหยิบเรื่องใกล้ตัวมาตีความใหม่ และการพยายามเก็บความเป็นสงขลาไว้ในรูปแบบที่คนนำกลับไปใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่สงขลาหรือที่ไหนก็ตาม

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , ,