สังเกตไหมว่า ทำไมคนที่เกิดช่วงยุค 90s จึงคิดถึงและหลงใหลในวันคืนอันหวานชื่นของยุค Y2K ทั้งหนัง ศิลปะ แฟชั่น และบทเพลง ไม่ว่าอะไรก็ดูดีไปเสียหมด ทั้งที่เวลาผ่านมามากกว่า 30 ปีแล้ว 

ในขณะที่กลุ่ม Gen Z กลับโหยหาความทรงจำช่วงปี 2010s ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์บน YouTube ในช่วงแรกที่ชวนคิดถึงอย่างน่าประหลาด ยุคเฟื่องฟูของ K-Pop หรือการมาถึงของแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Facebook, Instagram หรือ X (Twitter)

การโหยหาอดีตไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ Buzzword อย่างคำว่า ‘Nostalgia’ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะคำนิยามความรู้สึกหวนคิดถึงความทรงจำเก่าๆ แต่สิ่งที่สะดุดตาในสังคมปัจจุบันคือ ‘อายุ’ ของคนที่กำลังโหยหาอดีต เพราะตามปกติแล้ว ความรู้สึกถวิลหาวันวานมักจะเกิดขึ้นกับคนวัยกลางคนถึงวัยชรา ทว่าในทุกวันนี้ เรากลับเห็นกลุ่มคนยุค 90s และกลุ่ม Gen Z โหยหาบรรยากาศชีวิตในช่วงอดีตของตนเอง ทั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่ปี คำถามคือ ทำไมคนหนุ่มสาวในยุคนี้ถึงกลายเป็นคนแก่ที่โหยหาอดีตกันเร็วนัก

ในทางจิตวิทยามีคำอธิบายที่ชัดเจนสำหรับปรากฏการณ์นี้ โดย เดวิด ซี. รูบิน (David C. Rubin) นักจิตวิทยาและนักวิจัย นำเสนอทฤษฎีที่เรียกว่า ‘The Reminiscence Bump’ หรือ ‘ปรากฏการณ์ระลึกถึงความทรงจำ’ ไว้ในปี 1986 เพื่ออธิบายว่า มนุษย์มักรู้สึกผูกพันกับความทรงจำอันแสนพิเศษในช่วงที่ตนเองอายุระหว่าง 10-30 ปีมากที่สุด เนื่องจากในช่วงเวลาตั้งแต่เด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เป็นช่วงที่พวกเรากำลัง ‘สร้างอัตลักษณ์’ ทางตัวตน ทำให้ประสบการณ์การรับรู้เปิดกว้างมากกว่าปกติ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกหลงใหลในประสบการณ์ที่ได้รับจากช่วงเวลานั้น 

สิ่งที่ทำให้ความทรงจำในอดีตสำคัญกับเรา ไม่ใช่แค่การเปิดรับข้อมูลที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ช่วงเวลาดังกล่าวล้วนมีความหมายต่อชีวิตเรามากจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น การได้ฟังเพลงที่ตัวเองตัดสินใจเลือกครั้งแรกจริงๆ การได้ไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ครั้งแรก การได้เจอเพื่อนกลุ่มแรกที่มีแนวโน้มจะได้คบกันไปยาวๆ การได้เจอรักแรกที่มีความหมาย หรือแม้กระทั่งการได้ลองทำบางสิ่งที่ส่งผลต่อรูปแบบความคิดหรือพฤติกรรมในปัจจุบัน นี่จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมทุกครั้งที่กลับไปฟังเพลงเก่าๆ กลับไปท่องเที่ยวในสถานที่เดิมๆ หรือได้กลับมาเจอเพื่อนสมัยเรียนอีกครั้ง ถึงทำให้รู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้หวนนึกถึงประสบการณ์ดีๆ ครั้งแรก ที่ตัวตนในปัจจุบันยากจะได้รับอีกครั้ง 

คำถามต่อมาคือ ถ้าโดยปกติเราจะคิดถึงวันคืนเก่าๆ ในช่วงขาลงของอายุ แล้วทำไมคนรุ่นใหม่ที่ยังอายุน้อยและมีโอกาสสร้างสรรค์ประสบการณ์อื่นๆ อีกมากมาย ถึงโหยหาวันคืนในอดีตทั้งที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนัก คำตอบนั้นช่างสามัญธรรมดาและเศร้าหมองในเวลาเดียวกัน ก็เพราะชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันมันไม่ดีเท่าเมื่อก่อน เราจึงเรียกร้องวิถีชีวิตแบบเก่าของเราคืนมา ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘เซฟโซน’ (Safe Zone) ที่ทำให้พวกเรารู้สึกดีทุกครั้งที่มองย้อนกลับไป 

ในงานวิจัย Nostalgia as a Resource for Psychological Health and Well-Being ของกลุ่มนักวิจัยจาก University of Southampton ทำการทดสอบเรื่องนี้และพบว่า นี่ไม่ใช่อาการป่วยไข้ทางจิตใจ แต่คือกลไกทางจิตวิทยาที่ช่วยรับมือกับภัยคุกคามทางจิตใจ เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับความรู้สึกที่คุกคามตัวตน เช่น ความรู้สึกล้มเหลว ความเครียดจากหน้าที่การงาน หรือความโดดเดี่ยวในสังคมเมือง สมองจะสั่งการโดยอัตโนมัติให้เราดึงความทรงจำในอดีตที่แสนอบอุ่นและรู้สึกเป็นที่รักกลับมา ซึ่งในงานวิจัยเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า การนึกถึงอดีตที่หอมหวานจะช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพจิต 

สอดคล้องกับงานวิจัย Nostalgia and Well-Being in Daily Life: An Ecological Validity Perspective ในปี 2021 ที่ตั้งคำถามง่ายๆ ว่า การหวนนึกถึงอดีตทำให้เรามีความสุขขึ้นจริงไหม โดยทีมนักวิจัยได้กระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมลองนึกถึงช่วงเวลาดีๆ ในอดีตพบว่า คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงอดีตในวันที่คนคนนั้นมีระดับความสุขลดลง หรือกำลังเผชิญกับอารมณ์เชิงลบ ทำให้รู้สึกมีความสุขและเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น ซึ่งกลไกการคิดถึงอดีตนี้เปรียบเสมือนเบาะรองรับอารมณ์ เพื่อไม่ให้เราจมดิ่งไปกับความเครียดในปัจจุบันมากเกินไป

เมื่อการเผชิญหน้ากับปัจจุบันเต็มไปด้วยบาดแผล และอนาคตก็คาดเดาไม่ได้ อดีตจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เก็บความทรงจำ แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็น ‘หลุมหลบภัย’ เพียงแห่งเดียวที่เรา ‘รู้ตอนจบ’ ของมันแล้ว และเป็นที่เดียวที่เรามั่นใจได้ว่า จะไม่มีความเจ็บปวดหน้าใหม่โผล่มาทำให้เราต้องแตกสลายซ้ำสอง แน่นอนว่าความทรงจำมีทั้งดีและร้าย บางครั้งก็มีช่วงเวลาที่แย่เหมือนกัน ทว่าสิ่งที่ทำให้เราเลือกมองข้ามความทรงจำร้ายๆ และเก็บเรื่องดีๆ ไว้ เพราะเรารู้ว่าเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มันไม่ได้สนุกอย่างที่คิด การระลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กจึงเปรียบเสมือนการเยียวยาตัวเองในวันที่โลกโหดร้ายเกินไป 

ดังนั้นอดีตของทุกคนล้วนหอมหวานในรูปแบบของตัวเอง ไม่ได้มียุคสมัยไหนดีไปกว่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเลือกที่จะจดจำเรื่องราวของตัวเองในช่วงเวลาไหน เมื่อเผชิญหน้ากับห้วงอารมณ์ความรู้สึกในแง่ลบ การอนุญาตให้ตัวเองหยิบอดีตมาสวมกอดก็ไม่ใช่เรื่องแย่ บางครั้งการได้กลับไปดูหนังเรื่องเก่าที่คิดถึง เพลงอัลบั้มเดิมๆ ที่ไม่ได้ฟังมาหลายปีแล้ว นัดเจอเพื่อนเก่าสมัยมัธยม หรือไปเดินชมสถานที่โปรดในวัยเด็ก ก็อาจช่วยเยียวยาจิตใจและประสบการณ์รสขมในวัยผู้ใหญ่ให้กลับมาหวานชื่นอีกครั้ง 

ที่มา:

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7513922/

https://www.researchgate.net/publication/262068600_Nostalgia_as_a_Resource_for_Psychological_Health_and_Well-Being

https://www.psychologytoday.com/us/blog/cusp/201210/the-reminiscence-bump

Tags: , , , ,