เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมวุฒิสภามีมติ 135 ต่อ 11 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง อนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน โดยครึ่งหนึ่งของเงินก้อนนี้ หรือจำนวนเงิน 2 แสนล้านบาท ถูกวางไว้สำหรับ ‘การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ’ ทั้งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า และพัฒนาทักษะกับนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจพลังงานรูปแบบใหม่

จากการสำรวจพบว่า แผนการใช้เงินเพื่อการเปลี่ยนพลังงานกระจายอยู่ในหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม มีหลายโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงหรือซ้ำซ้อนกับงบประมาณประจำปี 2570 ที่ตั้งไว้แล้ว เช่น โครงการประปาโซลาร์ หรือโครงการเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2

แม้จะมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้ สภาผู้แทนราษฎร แต่จนถึงขณะนี้มีการประชุมติดตามเพียง 2 ครั้ง นับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ขณะที่รัฐบาลเริ่มเบิกจ่ายเงินกู้ไปแล้วในหลายโครงการ 

แล้วเงินกู้ก้อนนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการจัดสรรงบเพิ่มเติมให้กับโครงการที่มีงบประมาณอยู่แล้ว และจะวัดอย่างไรว่าเงิน 2 แสนล้านบาท ถูกใช้เพื่อการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ

เงินกู้ก้อนนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการจัดสรรงบเพิ่มเติมให้กับโครงการที่มีงบประมาณอยู่แล้ว 

และในเมื่อกู้เงินมาแล้ว จะทำอย่างไรให้เงิน 2 แสนล้านบาทถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หรือควรวัดผลอย่างไรให้เห็นว่าเงินก้อนนี้นำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ

ช่องว่างของโครงการที่วางไว้

ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากแผนการใช้งบประมาณเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศพบว่า หลายโครงการมีลักษณะซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน และบางโครงการยังมีการใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นในลักษณะเดียวกัน ทั้งงบประมาณแผ่นดิน งบกลาง และกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่มีวงเงินประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีโครงการด้านโซลาร์เซลล์และการอนุรักษ์พลังงานที่ใกล้เคียงกับโครงการที่เสนอขอใช้เงินกู้

ศุภโชติเห็นด้วยกับหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดัน อย่างโครงการโซลาร์ล้านหลังคา เพราะมองว่าประชาชนควรมีโอกาสผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องเตรียมระบบไฟฟ้าให้พร้อมรองรับด้วย โดยเฉพาะความสามารถของโครงข่ายในการรับไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ หากมีการติดตั้งในจำนวนมาก

รัฐบาลมีแนวคิดใช้งบประมาณราว 3,000 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้ารองรับโครงการ แต่อาจยังไม่เพียงพอ หากเป้าหมายคือการปรับระบบไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว เพราะการพัฒนาไปสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะอาจต้องใช้งบประมาณในระดับหลายหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน รายละเอียดของโครงการดังกล่าวยังเปลี่ยนแปลงอยู่ ทั้งขนาดระบบที่จะติดตั้ง วงเงินสนับสนุนต่อครัวเรือน และจำนวนประชาชนที่จะได้รับประโยชน์

ส่วนโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถ EV วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท เดิมมีเป้าหมายเปลี่ยนรถสาธารณะหลายประเภทจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นรถไฟฟ้า แต่รายละเอียดที่ชี้แจงภายหลังกลับมุ่งไปที่การเปลี่ยนรถแท็กซี่เป็น EV ขณะที่รถสาธารณะประเภทอื่นจะใช้งบประมาณปกติ หรือบางโครงการถูกชะลอเพราะโครงสร้างพื้นฐานและสถานีชาร์จยังไม่พร้อม

ฉะนั้นหากบางโครงการรอใช้งบประมาณในปีต่อๆ ไปได้ จะยังถือเป็นโครงการเร่งด่วนที่จำเป็นต้องใช้เงินกู้หรือไม่ เพราะเงินกู้ก้อนนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นเครื่องมือสำหรับแก้ปัญหาเร่งด่วนและสร้างการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญ อีกทั้งการทุ่มงบไปที่รถแท็กซี่เพียงกลุ่มเดียวอาจสร้างประโยชน์ให้ประชาชนในวงกว้างได้น้อยกว่าการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะที่มีผู้ใช้จำนวนมาก

ศุภโชติยังตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของโครงการด้านพลังงานที่อยู่ในงบประมาณเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เนื่องจากพบว่า มีหลายโครงการที่ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ พร้อมยกตัวอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมชลประทานที่ของบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อสอบถามว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะนำไปทำอะไร กลับได้รับคำตอบว่ายังไม่มีรายละเอียดของโครงการที่ชัดเจน ทั้งที่มีชื่อโครงการและวงเงินงบประมาณระบุไว้ค่อนข้างละเอียด 

“เมื่อถามว่าเอาไปทำอะไร ก็บอกว่ายังไม่มีรายละเอียดโครงการ มีแต่ชื่อและยอดเงิน แต่รายละเอียดโครงการยังไม่มีเลย นี่คือความไม่ชัดเจนของหน่วยงาน เราจะเห็นถึงความกระจัดกระจาย ความสะเปะสะปะในการทำโครงการขึ้นมาเพื่อขอเงินกู้ก้อนนี้”

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความเป็นไปได้ที่เงินกู้ส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ใช้ไม่หมดจะถูกนำไปใช้ในโครงการอื่น โดยกระทรวงการคลังให้ข้อมูลว่า หากมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 อาจต้องใช้เงินเพิ่มประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากเงินเหลือจากเงินกู้ก้อนแรก และอีกส่วนอาจพิจารณานำมาจากวงเงินเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เหลืออยู่

“ตอนนี้รัฐบาลยังมีเวลา ถ้ามีความจริงใจกับคำว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และต้องการให้มันเกิดขึ้นจริง รัฐบาลต้องเปลี่ยนทั้งวิธีคิดและวิธีการทำงาน สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายให้ชัด เรามีเป้าหมายด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ค่อนข้างทะเยอทะยานอยู่แล้ว จากนั้นต้องกำหนดกลยุทธ์ว่าอะไรจำเป็นและไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เพราะบางเรื่องสามารถเปลี่ยนผ่านได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว

“จากนั้นต้องกำหนดตัวชี้วัดให้ชัดว่า เราต้องการเห็นอะไรเกิดขึ้น และวางกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใสที่สุด รวมถึงเปิดระบบให้ประชาชนเข้ามาติดตามและตรวจสอบการใช้เงิน ซึ่งควรเป็นเรื่องปกติ เพราะเงินก้อนนี้วันนี้เป็นเงินกู้ แต่สุดท้ายจะกลายเป็นภาระของประชาชนในอนาคต”

ควรใช้เงิน 2 แสนล้านบาทอย่างไร

ในแง่การใช้เงินกู้ สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) มองว่า ไม่ควรนำเงินกู้ไปใช้กับโครงการที่สามารถใช้งบประมาณปกติหรือมีแหล่งเงินรองรับอยู่แล้ว เพราะจะกลายเป็นการเพิ่มงบให้กับโครงการเดิมโดยไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ เช่นเดียวกับการอุดหนุนประชาชนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว โดยเฉพาะโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ รัฐควรใช้เงินเพื่อช่วยกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนมากกว่า

สฤณีชี้ว่า ปัญหาของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในปัจจุบันคือ ครัวเรือนรายได้น้อยเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เพราะไม่มีหลักประกันเพียงพอ ขณะที่เงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟสามารถนำมาชำระค่างวดได้อยู่แล้ว จึงเสนอแนวคิด On-bill Financing ที่ให้ค่าไฟที่ลดลงมาช่วยผ่อนชำระการลงทุน แทนการใช้งบรัฐจ่ายเงินดาวน์จำนวนมากให้กับทุกครัวเรือน

อีกหลักสำคัญคือ เงินกู้ควรนำไปใช้กับสิ่งที่สร้าง ‘สินทรัพย์’ ให้ประเทศ หรือช่วยลดภาระผูกพันในอนาคต เช่น การลงทุนระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ระบบไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น รวมถึงการใช้เงินเป็นเครื่องมือเจรจาลดภาระค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับในระยะยาว

สฤณีมองว่า หากรัฐบาลต้องการให้เงิน 2 แสนล้านบาทนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานจริง ต้องลงทุนเป็นแบบแพ็กเกจ ไม่ใช่เลือกทำเฉพาะโครงการใดโครงการหนึ่ง เช่น การส่งเสริมโซลาร์เซลล์ต้องทำควบคู่กับการพัฒนา Smart Grid ระบบจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่ และการปรับกติกาให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยเข้าถึงโครงข่ายได้ (Third Party Access: TPA) เพื่อเปลี่ยนระบบไฟฟ้าจากโครงสร้างรวมศูนย์ไปสู่ระบบที่ประชาชนสามารถเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานได้

“ถ้าในทางการเงิน เราได้สินทรัพย์เพิ่มขึ้น หรือว่าเราลดหนี้สิน ลดการรับภาระผูกพันลง อันนี้มันยังดูมีเหตุผล แต่ถ้ามันไม่เข้าข่ายนี้ คือทิ้งเงินไปกับแม่น้ำ ก็ไม่ควรทำ”

นอกจากนั้น การพิจารณาโครงการต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านการทุจริตด้วย เพราะเงินกู้จำนวนมากที่ไม่มีสินทรัพย์หรือผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า

เช่นเดียวกับการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า รัฐไม่ควรเน้นเพียงการอุดหนุนการซื้อรถ แต่ควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ ระบบขนส่งสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน พร้อมกันนั้นต้องลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซและเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่เช่นนั้นการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนอาจเกิดขึ้นโดยที่ระบบยังต้องแบกรับต้นทุนจากโรงไฟฟ้าฟอสซิลจำนวนมาก

อีกส่วนหนึ่งที่สามารถใช้เงินกู้เพื่อสร้างผลกระทบระยะยาวคือ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม โดยนำเงินไปช่วยแรงงานและกลุ่มรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่และการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ แทนการแจกเงินแบบทั่วถึงทั้งระบบ

KPI ต้องวัด ‘Outcome’ ไม่ใช่แค่ ‘Output’

ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) กล่าวว่า แม้การกู้เงิน 2 แสนล้านบาทจะผ่านไปแล้ว และไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขการตัดสินใจได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลยังทำได้คือ การกำหนดเกณฑ์ให้ชัดว่าเงินก้อนนี้ควรใช้กับโครงการประเภทใด มีความคุ้มค่าอย่างไร และต้องวัดผลแบบไหน เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบได้ตลอดระยะเวลาของโครงการ

ลำดับแรกรัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง KPI จากการวัดเพียงผลผลิตโครงการ (Output) เช่น ทำโครงการเสร็จกี่โครงการ หรือติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้กี่หลังคาเรือน ไปสู่การวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง (Outcome) เพราะการใช้เงินครบหรือทำโครงการเสร็จ ไม่ได้หมายความว่าเกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“ปัญหาหนึ่งของระบบรัฐบ้านเราคือ การตั้ง KPI มักจะตั้งที่ Output เช่น ให้ติดโซลาร์ก็ไปนับว่าติดได้กี่หลังคาเรือน ทั้งที่ความเป็นจริงสิ่งที่เราต้องการคือ ผลลัพธ์ระยะยาว ต้องวัดได้ว่าภาระค่าไฟของประชาชนลดลงแค่ไหน ถ้าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ต้องวัดได้ว่าช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไร การเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นประเด็นระยะยาว ยิ่งจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน

“ขณะเดียวกัน ก็ต้องย้อนกลับไปที่คำถามเดิมที่มีการอภิปรายกันตั้งแต่ต้นว่า ประเทศมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มจริงหรือไม่ เพราะถ้าบอกว่ามีความจำเป็นและเป็นเรื่องเร่งด่วน ก็หมายความว่าเงินก้อนนี้ควรถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนและสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่กู้มาแล้วค่อยหาวิธีใช้ภายหลัง”

สฤณีเสนอ 3 ตัวชี้วัดหลักที่ควรใช้ประเมินเงินกู้ก้อนนี้ ตัวชี้วัดแรกคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ซึ่งควรติดตามเป็นระยะตามเป้าหมายที่ประเทศไทยประกาศไว้ ซึ่งไม่ควรรอจนถึงปี 2050 แล้วค่อยประเมินว่าประเทศบรรลุเป้าหมายหรือไม่ แต่ต้องเห็นความคืบหน้าระหว่างทางด้วยตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ (Nationally Determined Contribution) หรือ NDC 3.0 ที่กำหนดกรอบการดำเนินงานถึงปี 2035

ตัวชี้วัดที่ 2 คือการลดการพึ่งพิงพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลใช้สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงาน ดังนั้นต้องวัดให้ได้ว่า หลังใช้เงินกู้แล้ว ประเทศลดการนำเข้าเชื้อเพลิงได้จริงหรือไม่ เช่น ปริมาณหรือมูลค่าการนำเข้า LNG ลดลงเท่าไร และลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ หากยังเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน LNG ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันประกาศว่าจะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่านโยบายทั้ง 2 ด้านสอดคล้องกันอย่างไร

ตัวชี้วัดที่ 3 คือความเป็นธรรมของการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการลดการพึ่งพาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ไม่ควรวัดแค่จำนวนแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรม แต่ต้องดูว่า หลังจากนั้นคนเหล่านี้มีงานรองรับใหม่หรือไม่ ได้เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดหรืออุตสาหกรรมสีเขียวมากน้อยเพียงใด และรายได้หลังเปลี่ยนอาชีพเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร

นอกจาก KPI ด้านผลลัพธ์แล้ว การประเมินความคุ้มค่าของเงินกู้ควรดูด้วยว่า เงินที่ใช้ไปสามารถสร้างสินทรัพย์ (Asset) ให้ประเทศ หรือช่วยลดภาระผูกพันและต้นทุนในอนาคตได้หรือไม่ เพราะเงินกู้เป็นภาระที่ประชาชนต้องร่วมกันชำระคืน การลงทุนจึงควรสร้างประโยชน์ระยะยาวด้วย

อีกเรื่องที่ควรทำควบคู่กันคือ การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ สฤณีเสนอให้รัฐบาลนำมาตรฐานความโปร่งใสแบบที่เคยใช้กับเงินกู้ช่วงวิกฤตโควิด-19 กลับมาใช้ โดยเปิดเผยรายละเอียดโครงการ วงเงิน เป้าหมาย KPI และผลลัพธ์ต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนและภาคประชาสังคมติดตามได้ว่า เงิน 2 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้อย่างไร และสร้างผลลัพธ์อะไรกลับคืนมา

“ช่วงโควิด-19 ก็มีการกู้เงินจำนวนมาก และต้องให้เครดิตสภาฯ ที่พยายามทำเว็บไซต์เปิดเผยรายละเอียดโครงการให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งตัวเองก็เคยใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์นั้นมาติดตามโครงการ และพบว่าหลายโครงการยังเป็นเพียงการซ่อมแซมของเดิมอยู่เลย

“อย่างน้อยที่สุด เราก็ควรคาดหวังมาตรฐานแบบนั้นจากรัฐบาลนี้ในเรื่องความโปร่งใส เพราะก็เคยทำมาแล้ว อะไรคือเหตุผลที่จะไม่ทำ ในเมื่อรัฐบาลอ้างทั้งเรื่องวิกฤตและความจำเป็นในการกู้เงิน”

ใช้เงินครบไม่ได้แปลว่า ‘โครงการสำเร็จ’

ศุภโชติกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้รัฐบาลจะกู้เงิน 2 แสนล้านบาทมาแล้ว แต่หลายโครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงยังมีโอกาสทบทวนว่าเงินก้อนนี้ควรถูกนำไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยต้องเปลี่ยนจากการเร่งใช้เงินไปสู่การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์ในภาพใหญ่

ดังนั้นไม่ควรจำกัดตัวชี้วัดแค่จำนวนเงินที่เบิกจ่ายหรือจำนวนอุปกรณ์ที่ติดตั้ง แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เงินก้อนนี้ช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนได้เท่าไร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากน้อยเพียงใด และลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้แค่ไหน

ศุภโชติเห็นว่า หากจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้จริง โครงการควรสร้างประโยชน์ต่อเนื่องในระยะยาว 10-30 ปี ไม่ใช่ลงทุนติดตั้งอุปกรณ์แล้วเมื่อหมดอายุการใช้งานก็ต้องกลับมาของบประมาณเพื่อทำสิ่งเดิมซ้ำอีกครั้ง เงินกู้ควรถูกใช้เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ระบบพลังงานของประเทศมีประสิทธิภาพและรองรับพลังงานสะอาดได้มากขึ้น

ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องแยกให้ชัดว่า เรื่องใดจำเป็นต้องใช้เงินกู้ เรื่องใดทำผ่านนโยบายหรือการกำกับดูแลได้ และเรื่องใดภาคเอกชนดำเนินการเองได้ หากภาคเอกชนทำได้ รัฐไม่ควรนำเงินกู้ไปทำแข่งกับตลาด

อีกประเด็นที่ต้องระวังคือกรอบเวลาการใช้เงิน เพราะหากหน่วยงานถูกกดดันให้เร่งอนุมัติ จัดซื้อ และเบิกจ่ายให้ทันกำหนด อาจเกิดความเสี่ยงที่จะเร่งซื้ออุปกรณ์ หรือทำโครงการเพียงเพื่อให้ใช้เงินทันกรอบเวลามากกว่าคำนึงถึงคุณภาพและผลลัพธ์ของการลงทุน

ศุภโชติกล่าวทิ้งท้ายว่า หลายคนอาจจับตาวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งเป็นกรอบเวลาสำคัญในการลงนามและเดินหน้าโครงการ แต่จริงๆ แล้วยังมีอีก 2 ช่วงเวลาที่ต้องจับตาคือ การกลั่นกรองโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ และหลังจากนั้นต้องเร่งดำเนินโครงการให้ทันกรอบเวลา โดยการเบิกจ่ายเงินงวดสุดท้ายต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570

กรอบเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชิดอาจทำให้หน่วยงานต้องเร่งดำเนินโครงการอย่างมาก และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการจัดซื้ออุปกรณ์หรือสั่งซื้อสินค้ามาสต็อกไว้ เพียงเพื่อให้ทันกรอบการใช้เงิน ดังนั้นนอกจากต้องเร่งพิจารณาโครงการแล้ว รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับคุณภาพและผลลัพธ์ของการลงทุน เพื่อไม่ให้กรอบเวลาการเบิกจ่ายกลายเป็นตัวกำหนดวิธีใช้เงินแทนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ประเทศต้องการจริงๆ

ท้ายที่สุดนี้ รัฐบาลควรกำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจนว่า การใช้เงิน 2 แสนล้านบาทจะสร้างผลลัพธ์อะไรกลับมา ไม่ควรประเมินแค่ว่า ‘ใช้เงินครบ’ แต่ต้องวัดว่าเงินที่ใช้ไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด และคุ้มค่ากับต้นทุนการกู้เงินหรือไม่

เพราะถึงแม้จะกู้เงินมาแล้ว แต่รัฐบาลควรใช้เวลาที่เหลือทบทวนโครงการใหม่ กำหนดเป้าหมายและ KPI ให้ชัด และจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่สร้างสินทรัพย์ระยะยาว ลดต้นทุนพลังงาน และทำให้ระบบไฟฟ้ารองรับการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้เงิน 2 แสนล้านบาท สร้างการเปลี่ยนแปลงที่อยู่กับประเทศไปอีกหลายสิบปี

Tags: , , , , , , , , , , , ,