เป็นที่น่ายินดีที่ในที่สุดผู้นำสูงสุดของรัฐบาลเมียนมาอย่าง มิน อ่อง หล่าย ปรากฏตัวบนพรมแดงเข้าทำเนียบรัฐบาลไทย เพื่อพูดคุยถึงปัญหาของแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ที่ตั้งอยู่ในประเทศของตน แม้ว่าเรื่องที่ควรจะพูดคุยอย่างจริงจังจะถูกพูดคุยในบรรยากาศที่ชื่นมื่น และเป็นงานเลี้ยงที่ดูเหมือนเป็นการพบปะนักธุรกิจสองประเทศมากกว่า
แต่กว่าจะภาพแบบนี้จะเกิดขึ้นมาได้ ก็ล่วงเลยมาแล้ว 2 ปี นับตั้งแต่ชาวบ้านจังหวัดเชียงรายสงสัยว่า แม่น้ำกกที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขานั้นมีอะไรแปลกไปหรือไม่
และไม่ใช่เพียงแค่ ‘ล่วงเลย’ แต่ภาครัฐยัง ‘ละเลย’ กับการจัดการ ‘ต้นตอ’ โดยเฉพาะกลุ่มเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่พบข้อมูลว่าอาจเป็นของกลุ่มทุนจีน รวมถึงเจ้าของพื้นที่อย่างเมียนมา
จนกระทั่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีแม่น้ำปนเปื้อนอยู่ 5 สาย คือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน และกำลังจะบวกเพิ่มอีก 1 สายคือ แม่น้ำยวม ที่เพิ่งตรวจพบสารโลหะหนักไปไม่นาน
ขณะเดียวกันก็ละเลยกับการแก้ปัญหาที่ต้นตอ จนกระทั่งสารโลหะหนักเหล่านี้ได้ปนเปื้อนเข้าไปในห่วงโซ่อาหาร ไปอยู่ในผัก ผลไม้ และปลาเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น คงไม่ใช่เพียงคนริมแม่น้ำทั้ง 5-6 สายที่เสี่ยงต่อการเป็นผู้ปนเปื้อนมลพิษ หากแต่เป็นคนไทยทุกคนที่มีความเสี่ยงได้รับสารพิษถ้วนหน้า
เพราะรัฐบาลไม่จริงจังกับการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้น
หากย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่ชาวบ้านตรวจพบความผิดปกติในลำน้ำกก กระทั่งมีข้อมูลโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ยืนยันว่า แม่น้ำสายนี้ปนเปื้อนสารหนู สิ่งที่ภาครัฐดำเนินการมาโดยตลอด คือการตรวจหามลพิษในลำน้ำ พืชผลทางการเกษตร สัตว์หน้าดิน และคน รวมทั้งออกมาตรการกำกับการประกอบอาชีพและการใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนัก
ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน 2568 กรมควบคุมมลพิษเริ่มเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกก และมีการยืนยันว่า พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานผิวดินบริเวณต้นน้ำกกในประเทศไทย จึงสั่งให้เพิ่มความถี่ในการตรวจ แจ้งเตือนประชาชน และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรง
เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2568 จังหวัดเชียงรายตั้งคณะกรรมการติดตามคุณภาพน้ำ สั่งให้ตรวจน้ำและตะกอนเดือนละ 2 ครั้ง รวมทั้งตรวจน้ำประปา ปลา และผลผลิตทางการเกษตร ต่อมารัฐบาลเพิ่มความถี่ในการตรวจเป็นสัปดาห์ละครั้ง
20 พฤษภาคม 2568 นายกรัฐมนตรีสั่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองทัพ และกระทรวงการต่างประเทศ ทำงานร่วมกัน โดยระบุให้เจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหยุดหรือปรับปรุงวิธีการทำเหมือง ป้องกันการปล่อยสารปนเปื้อนลงน้ำ
มิถุนายน-กรกฎาคม 2568 มีการใช้ช่องทางการทูตและกลไกทหารชายแดน ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง 4 จุด และตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า ประสาน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และเตรียมสำรวจร่วมกันระหว่างไทยกับเมียนมา
20 สิงหาคม 2568 ประเสริฐ จันทรรวงทอง ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะจากไทยไปกรุงเนปยีดอ หารือรัฐบาลเมียนมา เพื่อให้เห็นพ้องในแนวคิดตั้ง Joint Technical Working Group แลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพน้ำและหารือเทคโนโลยีจัดการเหมือง
พฤศจิกายน 2568 รัฐเสนอวิธีดักตะกอนในแม่น้ำกก แต่หลังรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน กรมทรัพยากรน้ำประกาศยุติโครงการฝายดักตะกอน เพราะชุมชนกังวลว่าจะกลายเป็นจุดสะสมสารพิษ จึงเน้นการแก้ปัญหาไปที่การหาแหล่งน้ำสะอาด ระบบน้ำดื่ม สถานีตรวจน้ำและติดตั้ง CCTV
กลางปี 2569 ยังคงมีการตรวจน้ำต่อเนื่อง รวมทั้งตรวจสุขภาพประชาชน วางแผนเฝ้าระวังสารหนูระยะ 5 ปี ปรับปรุงประปาของหมู่บ้าน หาแหล่งน้ำสำรอง รวมทั้งพัฒนาระบบกำจัดสารหนูและสร้างความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นและองค์กรระหว่างประเทศเพื่อจัดการการปนเปื้อน
5-6 สิงหาคม 2569 ไทยและเมียนมาลงนามตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดนและแม่น้ำข้ามแดน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เฝ้าระวัง และกำหนดมาตรการร่วม
ทว่าสิ่งที่แทบจะไม่เป็นรูปธรรมเลยคือ การจัดการกับ ‘ต้นตอ’ ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ นั่นคือกลุ่มเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและเหมืองแร่ทองคำ แม้ภาครัฐจะมีข้อมูลสนับสนุนที่ชี้ให้เห็นตัวปัญหาอยู่เต็มมือ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายทางอากาศที่ยืนยันกิจกรรมของเหมือง ใกล้กับแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาในประเทศเมียนมา รวมไปถึงข้อมูลสนับสนุนที่จัดทำโดยภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศแล้วก็ตาม แต่ศักยภาพของรัฐบาลไทยกลับหยุดอยู่เพียงการเจรจาระหว่างไทยกับเมียนมา ทั้งที่อีกหนึ่งต้นตอของปัญหาอาจจะมีจีนรวมอยู่ด้วย
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ภูมิภาคองค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ชี้ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนมลพิษ แม้จะเป็นกรณีโรงงานอุตสาหกรรมลักลอบทิ้งของเสียลงลำคลองขนาดเล็กก็นับเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้น กรณีของแม่น้ำในภาคเหนือที่กลายเป็นพาหะนำสารเคมีจากเหมืองในประเทศเมียนมาเข้าสู่ประเทศ ย่อมเป็นเรื่องที่ใหญ่ยิ่งกว่า
ทว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกกครั้งแรก รัฐบาลมีความพยายามที่จะทำให้ปัญหาเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ควรจะจัดการอย่างเร่งด่วน
“กรณีเหมืองทองที่อยู่ในประเทศไทย และอยู่ภายใต้กฎหมายของไทยอย่างเคร่งครัด ก็ยังเคยส่งผลกระทบจนประชาชนเจ็บป่วย ลูกหลานได้รับผลกระทบ และชาวบ้านต้องฟ้องร้องศาล กระทั่งมีคำสั่งชดเชยหรือเยียวยา แต่กรณีที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในตอนนี้คือเหมืองนับร้อยแห่งที่มีทั้งทุนจีน กองกำลังว้า และใครที่เรายังไม่รู้ มีส่วนร่วม ซึ่งไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งใดเลย เราเลยไม่เข้าใจว่า ทำไมรัฐบาลไทยจึงไม่แสดงความจริงจังว่า สารพิษข้ามพรมแดนเป็นเรื่องเร่งด่วน”
ส่วนเวทีเจรจาในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล อันควรจะมีประเด็นสารพิษข้ามพรมแดน เป็นหนึ่งในประเด็นหลักในการพูดคุยระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล และพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ทว่าไส้ในกลับกลายเป็นงานเลี้ยงให้เจ้าสัวไทยกับเมียนมาได้พบปะกัน และสร้างความชอบธรรมให้กับผู้นำรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเรือน ส่วนความเดือดร้อนของประชาชนตามลุ่มน้ำ กลับกลายเป็นเพียงประเด็นสอดแทรกภายใต้บรรยากาศชื่นมื่นเท่านั้น
“สิ่งที่ได้หลังจาก มิน อ่อง หล่าย มาเยือนไทย คือการทำ MOU ประมาณ 2-3 ฉบับ ซึ่งบางฉบับเกี่ยวข้องกับการมีคณะทำงานร่วมกันระหว่างไทยกับเมียนมา ในการตรวจสอบข้อมูลมลพิษ แต่คำถามคือ แล้วเรื่องเหมือง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของปัญหา คุณจะไม่พูดถึงเลยหรือ ในเมื่อจำนวนของมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และทุกวันนี้ เราเห็นอยู่ว่า เหมืองเหล่านี้ยังมีการผลิตและเดินเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลา”
ทั้งนี้ การพูดถึงมลพิษข้ามพรมแดนซึ่งเกิดขึ้นอยู่ในแม่น้ำของไทยในตอนนี้ ไม่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า เมียนมาเป็นเพียงประเทศเดียวที่ต้องเข้ามาร่วมจัดการ เพราะเบื้องหลังของปัญหาที่แท้จริงยังมีชาติมหาอำนาจอย่างจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในฐานะที่เหมืองบางแห่งริมแม่น้ำที่พบสารพิษมีเจ้าของเป็นทุนจีน ขณะที่ปลายทางของแร่ที่ได้จากเหมือง โดยเฉพาะแร่หายากก็มีข้อมูลว่า มีปลายทางคือประเทศจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธของโลก
ทว่า แทนที่จะให้ความร่วมมือในการร่วมกันแก้ไขปัญหา สิ่งที่จีนทำมาโดยตลอดคือ การปฏิเสธความเกี่ยวข้อง และโยนการแก้ไขให้เป็นภาระเพียง 2 ประเทศระหว่างไทยกับเมียนมา ซึ่งรัฐบาลไทยดูเหมือนจะยอมรับในข้อมูลที่จีนป้อนให้ เห็นได้จากการพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ไทยไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธข้อมูลใดๆ จากจีน แม้จะรู้ดีว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีต้นตอมาจากเมียนมาเท่านั้น
ผลลัพธ์แห่งความไม่จริงจัง
ปัจจุบัน ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ไม่มีแม่น้ำสายใดที่ปลอดภัย โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สรุปผลการตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินรวม 21 จุดตรวจวัดที่เก็บระหว่างวันที่ 7-10 กรกฎาคม 2569 พบว่า
แม่น้ำโขง: พบสารหนูเกินเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง รวมทั้งพบค่าปรอท และโครเมียมเกินเกณฑ์ปลอดภัย
แม่น้ำรวก: พบสารหนูเกินเกณฑ์อันตรายรุนแรง รวมทั้งปรอทและโครเมียมเกินเกณฑ์ปลอดภัย
แม่น้ำกก: พบสารหนูเกินเกณฑ์อันตรายรุนแรง นอกจากนี้ยังพบ นิกเกิล โครเมียมเกินเกณฑ์ปลอดภัย และปรอทเกินค่ามาตรฐาน
แม่น้ำสาย: พบสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน
ขณะที่ลำน้ำสาขาในแม่น้ำกรณ์พบนิกเกิลเกินเกณฑ์ปลอดภัย
เมื่อต้นตอที่แท้จริงยังไม่หยุดกิจกรรมของเหมืองใกล้กับแม่น้ำ แต่ขยายการประกอบการมากขึ้นเรื่อยๆ จากแม่น้ำกกเพียงหนึ่งสายที่พบการปนเปื้อน จึงขยายออกไปยังแม่น้ำสายอื่นๆ ทั้งแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน และด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลยมากว่า 2 ปีโดยไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในลำน้ำอีกต่อไปแล้ว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ว่าปริมาณของสารโลหะหนักในแม่น้ำยังอยู่ในระดับทรงตัวและผันแปรตามฤดูกาล แต่กลับพบว่ามีการกระจายตัวของการปนเปื้อนมากขึ้น ซึ่งนอกจากแม่น้ำทั้ง 5 สายที่ตรวจพบสารโลหะหนักก่อนหน้านี้ ปัจจุบันยังตรวจพบในแม่น้ำยวม ซึ่งเป็นแม่น้ำอีกสายที่ตรวจพบการปนเปื้อนในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
“เราบอกโดยตรงไม่ได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแย่ลงในเชิงของสารพิษเข้มข้นขึ้น แต่ที่แน่ๆ คือแย่ลงในเชิงพื้นที่ เพราะมีการกระจายตัวมากขึ้น อีกทั้งมีการแพร่กระจายเข้าสู่ระบบนิเวศมากขึ้น ตอนนี้ที่เราตรวจพบสารโลหะหนักคือในตะกอนดิน พืช และในคน”
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10-11 สิงหาคมที่ผ่านมา มีข้อมูลที่สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากพบว่า เอกสารรายงานตรวจพืชริมแม่น้ำกก ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568-25 พฤษภาคม 2569 จำนวน 6 ครั้ง พบสารโลหะหนักเกินมาตรฐานในผักหลายตัวอย่าง ได้แก่
‘แคดเมียม’ เกินมาตรฐาน พบในดอกหอม พริกขี้หนูผลใหญ่ แตงร้าน เสาวรส กระเทียม สับปะรด มะเขือม่วง พริกขี้หนูผลใหญ่ ฝรั่ง ถั่วฝักยาว มันเทศ แตงกวา มะเขือเปราะ บวบ และมะม่วง
‘ตะกั่ว’ เกินมาตรฐาน พบในข่า พริกขี้หนูผลใหญ่ และกระเทียม
‘สารหนู’ เกินมาตรฐาน พบในกระเทียมและแตงกวา
ทั้งนี้ ภายหลังจากมีข้อสงสัยว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่มาจากหน่วยงานราชการจริงหรือไม่ สำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายออกมายืนยันในภายหลังว่าเอกสาร รวมทั้งข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริง จึงยืนยันว่า สารโลหะหนักที่ปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำได้ขยายมาปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารแล้ว
“หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า เราใช้แม่น้ำกกมารดพืช ทำให้พืชเกิดการสะสมของโลหะหนักหรือเปล่า ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะบางพื้นที่ไม่ได้ใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการรดพืชผลเลย แต่เขาใช้น้ำบาดาล สารโลหะหนักจะไปสะสมเยอะ ในดินหรือตะกอนดินที่มาพร้อมกับน้ำท่วม เช่น ปี 2567 ที่เกิดอุทกภัยในแม่น้ำกก บางพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำจึงเกิดการสะสมของตะกอน และเมื่อตรวจหาสารโลหะหนักในตะกอนดินก็พบว่า มีค่าเกินมาตรฐานค่อนข้างมาก
“และพืชก็ดูดซึมสารอาหารตามปกติ ดูดแร่ธาตุตามปกติ มันเหมือนเวลาเราดื่มชานมไข่มุก เวลาเราดูดครั้งหนึ่ง มันไม่ได้มาแต่ไข่มุกอย่างเดียว มันมีน้ำ มีน้ำแข็ง มีอะไรต่างๆ เข้ามาด้วย แสดงว่าเราอยากกินชานมไข่มุก แต่อย่างอื่นก็เข้าสู่ร่างกายเราได้ด้วย ต้นไม้หรือพืชก็เหมือนกัน เขาจะดูดไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสเฟต แต่ก็สามารถดูดโลหะหนักขึ้นไปได้ด้วย ยิ่งถ้ามีความเข้มข้นสูง ก็เกิดการสะสมค่อนข้างสูง”
ไม่เพียงแต่พืชเท่านั้นที่มีโอกาสสะสมสารโลหะหนัก แต่สัตว์หน้าดินก็มีโอกาสที่จะเผชิญปัญหาเดียวกัน โดยเฉพาะหอย กุ้ง ปู หรือปลาที่กินตะกอนดิน รวมถึงสัตว์หน้าดิน เมื่อได้รับสารโลหะหนักมักจะเกิดการสะสม เกิดการป่วย หรือตาย ซึ่งทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง
“อย่างปลาที่อยู่ในน้ำที่มีโลหะหนักปนเปื้อนจะพบว่า มีการสะสมในอวัยวะ เช่น ตับ ไต ไส้ หัวใจ หรืออวัยวะภายในต่างๆ ซึ่งจะพบการสะสมอยู่ตามอวัยวะเหล่านี้ในปริมาณที่ค่อนข้างเกินมาตรฐาน เพราะมีโอกาสเกิดการสะสมสูง
“รองลงมาคือ พุงของปลาที่มีไขมันเยอะๆ และส่วนหัว ซึ่งมีเซลล์ต่างๆ ค่อนข้างเยอะ เช่น สมอง อวัยวะต่างๆ พวกนี้เกิดการสะสมได้ ซึ่งนับว่าเป็นความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ เพราะทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง อย่างพื้นที่ที่เราไปเจอ หอยบางชนิดที่ปกติหาง่ายมากๆ บางพื้นที่ก็ไม่เจอแล้ว บางพื้นที่ก็เห็นว่าจำนวนมันน้อยลง พอไปคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ เขาก็บอกว่าปลาหายไปไม่เจอเลย บางชนิดก็หายากมาก ไม่รู้ไปอยู่ไหน”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าน ยังสะท้อนว่า ผลกระทบจากความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลงไม่เพียงแต่กระทบกับวิถีชีวิตของชาวประมงน้ำจืดที่เลี้ยงชีวิตด้วยการหาสัตว์น้ำเท่านั้น แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องลงพื้นที่ตรวจหาการปนเปื้อนโดยตรวจหาการสะสมของสารโลหะหนักในสัตว์ก็มีความลำบาก เนื่องจากสัตว์กลุ่มเป้าหมายหาได้ยากและบางชนิดหาไม่เจอแล้ว
“จริงๆ เราอยากตรวจสัตว์หน้าดินพวกหนอนน้ำ หรือตัวอ่อนของแมลงปอ แต่เราไม่เจอ ถามชาวบ้าน ขอให้เขาจับให้ได้ไหม เขาก็จับให้ไม่ได้ เพราะมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ทั้งที่เมื่อก่อนจับได้”
‘คน’ หนึ่งในแหล่งสะสม
เมื่อสารโลหะหนักเข้าไปปนเปื้อนอยู่ในตัวปลา กุ้ง หอย รวมไปถึงพืชผลทางการเกษตร ผักและผลไม้ เป้าหมายต่อไปของการสะสมสารโลหะหนักจะเป็นสิ่งใดไปได้นอกจากคนที่กินเข้าไป
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่านอธิบายว่า ระบบการสะสมสารโลหะหนักของพืชผลและในปลาก็ไม่แตกต่างจากมนุษย์ ที่เมื่อกินหรือดูดซับเข้าไปแล้ว มีโอกาสเกิดการสะสมในร่างกายได้
“แต่ว่าการสะสมของแต่ละคนรวมทั้งการขับออกมีความแตกต่างกัน กลุ่มที่เสี่ยงและเราเป็นห่วงที่สุดคือ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยโรคไต โรคตับ หรือโรคอื่นๆ คนกลุ่มนี้จะมีภาวะเสี่ยงสูง”
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของมนุษย์ เมื่อได้รับสารโลหะหนักเข้าไปในร่างกายผ่านการกินอาหารที่ปนเปื้อน มีอยู่หลายระดับ หากได้รับในระดับที่ต่ำอาจจะไม่แสดงอาการใดๆ และหากได้รับแบบเฉียบพลันในปริมาณที่มาก อาจเกิดอาการระคายเคือง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย หรือมีอาการทางระบบประสาท
“สิ่งที่เรากังวลคือ การได้รับไปในปริมาณที่ไม่สูง อาจจะเกินมาตรฐานนิดๆ หน่อยๆ แต่ได้รับมาเรื่อยๆ ต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยง ก็อาจจะมีความผิดปกติของผิวหนัง ระบบประสาท ไต ตับ หัวใจ หลอดเลือด เรื่องพัฒนาการของเด็ก และอาจมีมะเร็งเกิดขึ้นด้วย
“แต่อาการพวกนี้ไม่จำเพาะต่อโลหะหนักอย่างเดียว อย่าลืมว่า ภาคเหนือตอนบนมีปัญหาหมอกควัน PM2.5 ด้วย ถ้าเราได้รับทางระบบทางเดินหายใจ และได้รับทางปากจากสิ่งปนเปื้อนด้วย ผลกระทบก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น แค่หมอกควันก็จะอยู่ไม่ไหวกันอยู่แล้ว แต่พอหมอกควันไม่ได้สูง เราก็ต้องมาเจอผลกระทบจากแหล่งน้ำปนเปื้อนอีก ปัญหาก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ”
ทั้งนี้ ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า จากการตรวจวัดสารโลหะหนักในประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำที่ปนเปื้อน ร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐพบว่า ประชาชนบางส่วนมีการสะสมของสารโลหะหนักในปริมาณที่เกินค่ามาตรฐาน ทว่าบางส่วนไม่เกิน เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะต้องถูกนำเข้ามาร่วมวิเคราะห์ เพราะสารเคมีไม่ได้มาจากสิ่งแวดล้อมแต่เพียงแหล่งเดียว แต่ยังมีสารเคมีที่มาจากการกินอาหารทะเล หรือมาจากการทำการเกษตร
“ดังนั้น เราจึงพยายามติดตามตรวจสอบไปเรื่อยๆ และก็มีข้อสังเกตต่อข้อมูลบางส่วน เพราะมีนัยสำคัญว่า คนคนนั้นอาจปนเปื้อนสารโลหะหนักที่มาจากแหล่งน้ำต่างๆ ได้ด้วย เพราะมีบางเคสที่เราติดตามเขามา แล้วเขาก็มีปริมาณสารโลหะหนักเกินมาตรฐานมาตลอด”
ไม่ว่าคุณจะเป็นใครในประเทศนี้ก็มีโอกาสรับสารพิษได้ทั้งหมด
พื้นที่ริมแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน รวมทั้งแม่น้ำยวมที่กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งแม่น้ำมลพิษในตอนนี้ ผู้คนล้วนอยู่อาศัยด้วยความกังวลว่า ผัก ผลไม้ ปลา กุ้ง หอย ที่พวกเขากินกันอยู่เป็นประจำ เนื่องจากมีวิถีชีวิตแบบนั้นมาตั้งแต่อดีต ในวันนี้จะยังกินได้อยู่หรือไม่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าน ให้ข้อมูลว่า อาจต้องแบ่งกระบวนการคิดหลายอย่าง ในมุมของนักวิชาการ หากพบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในห่วงโซ่อาหาร นั่นแปลว่าต้องห้ามกิน และต้องมีการควบคุมไม่ให้เกิดการกระจาย
“อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านเขาก็มีความกังวล อย่างเวลาที่เราไปเก็บตัวอย่าง บางคนก็ให้เก็บ แต่บางคนไม่ให้เก็บเพราะกลัวว่าเก็บไปแล้ว ถ้ามันเกินจะทำอย่างไร เราก็แจ้งให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่เราทำไม่ได้ทำไปเพื่อให้เกิดความตระหนก แต่ต้องการให้ตระหนัก เพราะถ้าสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในอาหารมันเกินค่ามาตรฐานเราจะได้ช่วยกัน เราไม่ได้ทำงานคนเดียว นักวิชาการสามารถแจ้งหน่วยงานภาครัฐให้เข้ามาควบคุมหรือระงับได้ เพราะมันควรจะมีเรื่องของการเยียวยาเข้ามาสนับสนุนด้วย
“ในมุมที่ชาวบ้านเขาเลิกกินไม่ได้เพราะมีความจำเป็นจริงๆ เราก็จะบอกให้เขาลดความถี่ ไม่ควรกินสัปดาห์ละ 5 ครั้ง อาจเป็นสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง คือเว้นระยะห่างการกิน เพราะคนเราสามารถขับพิษออกจากร่างกายได้อยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่า แต่ละคนขับออกได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้ามีทางเลือกก็ไม่ควรกิน”
ที่สำคัญคือ เมื่อมลพิษเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารแสดงว่า แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู ปรอท ฯลฯ ไม่ได้จำกัดอยู่ในลำน้ำที่ปนเปื้อนอีกต่อไปแล้ว แต่เข้ามาอยู่ในผัก ในปลา ซึ่งจะขึ้นมาอยู่บนจานอาหาร ไม่ใช่เฉพาะชาวเชียงใหม่และเชียงรายเท่านั้น แต่คือทุกที่ที่สินค้าเหล่านี้ถูกส่งไป
ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนภูเก็ต คนขอนแก่น หรือคนกรุงเทพฯ ที่อยู่ห่างจากแม่น้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักนับร้อย นับพันกิโลเมตร ก็ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบเหมือนๆ กันทั้งสิ้น
“อย่างที่เราบอก มันไม่มีใครรอดสักคน เพราะแม้แต่คนในเมืองก็ต้องถามว่า กับข้าวที่เขากินอยู่ทุกวันเอามาจากไหน เขารู้หรือเปล่า ถ้ามาจากแหล่งที่ปนเปื้อนเขาจะรู้ไหม ดังนั้นทุกคนมีความเสี่ยงกันทั้งหมด
“บางทีคนที่อยู่ในพื้นที่อาจจะดูปลอดภัยกว่าคนนอกพื้นที่ด้วยซ้ำ เพราะเขารู้แล้วว่ามันเกิดการปนเปื้อน เขาก็จะไม่กิน แต่คนในเมืองไม่รู้ เช่น กระเจี๊ยบเขียวปลูกที่แม่อาย แล้วมีการปนเปื้อน แต่เราไม่รู้ เกษตรกรเขาก็ไม่รู้ว่ามีการปนเปื้อนหรือเปล่า เขาต้องเอาไปส่งที่ตลาด ทีนี้มันก็ไปได้ทั่วประเทศแล้ว ซึ่งตลาดก็คงไม่ได้มีการตรวจโลหะหนัก เราจึงไม่รู้เลยว่าการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำของภาคเหนือที่เราว่าไกลตัว จริงๆ มันอาจจะใกล้ตัวเราก็ได้”
ด้านเพียรพรชี้ว่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่เห็นประชาชนเกิดอาการเจ็บป่วยในทันที แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือสีหน้าที่แสดงความเคร่งเครียด ความไม่สบายใจ และความกังวลแผ่ไปทั่ว
“ประชาชนสูญเสียความมั่นใจในแผ่นดินของตัวเอง เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราปลูกทุกวัน และเก็บเกี่ยวขึ้นมาปนเปื้อนหรือเปล่า แล้วถ้าเราไม่ขาย เราจะเอาอะไรกิน จะมีรายได้มาจากไหน ขณะเดียวกัน หากติดตามสถานการณ์อุทกภัย น้ำท่วมหาดใหญ่ น่าน หรือจังหวัดอื่นๆ แค่น้ำท่วม ประชาชนก็ทุกข์มากพอแล้ว แต่กรณีนี้เป็นน้ำท่วมที่ได้รับผลกระทบมาจากเหมืองและอาจมีสารเคมีพิษปนมาด้วย แล้วเราจะรับมืออย่างไร ต้องเก็บของอย่างไร แล้วแผ่นดินบ้านเราจะกลายเป็นดินที่ปนเปื้อนด้วยหรือเปล่า”
ผู้อำนวยการรณรงค์ภูมิภาคองค์การแม่น้ำนานาชาติยังชี้ว่า หากรัฐบาลไม่รีบเร่งในการแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนมลพิษในตอนนี้ ในอนาคตปัญหาอาจใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเมียนมาและลาวมีแผนลงทุนสร้างเขื่อนปิดแม่น้ำโขงเพื่อผลิตไฟฟ้า บริเวณเหนือสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งหากสร้างสำเร็จมีโอกาสที่เขื่อนดังกล่าวจะกลายเป็นแหล่งสะสมตะกอน ซึ่งเมื่อเกิดการปล่อยน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า ตะกอนมหาศาลจะเทลงมาตามลำน้ำโขงเข้าสู่ประเทศไทย
“ขณะที่แม่น้ำโขงทางตอนล่างมีโครงการเขื่อนปากแบง ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนของบริษัทจีนกับบริษัทไทย และมีการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตอนนี้กำลังเตรียมก่อสร้าง แม้เราจะร้องเรียนไปแล้วว่ามันเกิดผลกระทบข้ามพรมแดน ดังนั้น ถ้ามีเขื่อนกั้นอยู่ด้านล่าง แม่น้ำโขงก็จะไหลช้าลง ตะกอนก็อาจสะสมอยู่ในแม่น้ำโขงระหว่างเขื่อนทั้งสองเหมือนเป็นแอ่งเก็บสารพิษ แล้วประชาชนจะทำอย่างไร” เพียรพรกล่าว
Tags: พม่า, เหมืองแร่แรร์เอิร์ธ, จีน, แม่น้ำรวก, สิ่งแวดล้อม, สารโลหะหนัก, เหมืองทอง, แม่น้ำสาละวิน, สารพิษ, สารพิษจากเหมือง, แม่ฮ่องสอน, แม่น้ำ, Feature, เชียงราย, เชียงใหม่, แม่น้ำโขง, แม่น้ำกก, มลพิษ, แม่น้ำสาย




