“ผู้หญิงง่ายๆ”

“คอนเทนต์ราคาถูก”

ผู้อ่านเคยเห็นคอมเมนต์แซะหรือแหน็บแนมที่ปรากฏอยู่ใต้คลิป TikTok ของผู้หญิงจำนวนไม่น้อยบนโซเชียลมีเดียกันบ้างหรือเปล่า 

ผู้หญิงจำนวนมากกำลังถูกตัดสินและลดทอนคุณค่าด้วยถ้อยคำที่ผูกติดกับค่านิยมและคุณค่าของความเป็นหญิง ทั้งที่หลายครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายให้แก่ใคร ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยคำแสดงความเกลียดชังเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคำพูดที่มาจากผู้หญิงด้วยกันเอง

ภาพเหล่านี้ทำให้ดูราวกับว่า ความเกลียดชังต่อผู้หญิงกำลังย้อนกลับมาอีกครั้ง สวนทางกับสังคมปัจจุบันที่ดูเหมือนจะเปิดกว้างและให้ความสำคัญกับสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมทางเพศมากกว่าที่ผ่านมา

ความย้อนแย้งนี้นำไปสู่คำถามที่ว่า เหตุใดผู้หญิงบางส่วนจึงยังใช้กรอบค่านิยมเดิมกีดกันผู้หญิงด้วยกันเอง หรือแท้จริงแล้ว ความเกลียดชังต่อผู้หญิงไม่เคยหายไปไหนเลย เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบและซ่อนตัวอยู่ในถ้อยคำ พฤติกรรม และบรรทัดฐานบนโลกออนไลน์ที่เราคุ้นชินจนแทบไม่ทันสังเกต

Misogyny ไม่ได้หมายถึงแค่ ‘การเกลียดชังผู้หญิง’

เมื่อกล่าวถึงคำว่า ‘Misogyny’ หลายคนอาจเข้าใจว่าคือ ‘ความเกลียดชังผู้หญิง’ ทว่าในความเป็นจริง คำนี้ยังครอบคลุมถึงระบบความคิด บรรทัดฐาน และกลไกทางสังคม โดยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ที่คอยควบคุมและตัดสินผู้หญิงที่ไม่เป็นไปตามบทบาทที่สังคมกำหนดไว้

ผู้หญิงที่ไม่ต้องการแต่งงาน ไม่ต้องการมีลูก หรือปฏิเสธบทบาทของภรรยาและแม่แบบดั้งเดิม อาจจะถูกมองว่าเห็นแก่ตัวและขาดคุณสมบัติของ ‘ผู้หญิงที่ดี’ ขณะที่ผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตัวเอง แต่งตัวเปิดเผย หรือพูดถึงเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมา มักจะถูกวิจารณ์ว่าไม่รู้จักวางตัว หรือเรียกร้องความสนใจ

ความคิดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของผู้หญิงยังถูกผูกไว้กับความเรียบร้อย ผ่านคำสอนที่สืบทอดกันมาอย่าง ‘เป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว’ หรือ ‘เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้’ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมในสังคม

เมื่อค่านิยมชายเป็นใหญ่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนาน ผู้หญิงอย่างเราก็เติบโตมากับระบบความคิดดังกล่าว ผ่านคำสอนและบรรทัดฐาน ‘ความเป็นผู้หญิง’ จากกระบวนการขัดเกลาทางสังคมในสถาบันต่างๆ เช่น ครอบครัว โรงเรียน สื่อ และสังคม 

เมื่อผู้หญิงหันมาเกลียดผู้หญิงด้วยกันเอง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพของความเป็นผู้หญิงกลับมาเป็นที่นิยมบนโลกออนไลน์อีกครั้ง ตั้งแต่การแต่งหน้าหรือแต่งตัวลุคสาวหวาน การให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ ไปจนถึงแนวคิดเรื่องการเป็นภรรยาและการวางตัวตามบทบาททางเพศ (Gender Role) แบบดั้งเดิม

การที่คนคนหนึ่งต้องการจะแสดงออกในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไร เพราะผู้หญิงทุกคนมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตและนิยามความเป็นหญิงในแบบที่ตนต้องการ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อความเป็นหญิงรูปแบบหนึ่งถูกยกระดับให้กลายเป็นบรรทัดฐาน และถูกใช้ตัดสินว่า ผู้หญิงแบบใดมีคุณค่าหรือสมควรได้รับการยอมรับมากกว่าผู้หญิงอีกแบบหนึ่ง

‘Internalized Misogyny’ คือการที่ผู้หญิงซึมซับอคติจากวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ และนำมาตรฐานเหล่านั้นมาใช้ตัดสินหรือลดทอนคุณค่าของผู้หญิงด้วยกันเอง ผ่านการพูดเหน็บแนม หรือการยกตนให้สูงกว่าผู้หญิงที่แสดงออกไม่ตรงตามกรอบของสังคม ซึ่งหลายครั้งพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว 

“I’m not like the other girls.”

ประโยคที่หลายคนอาจจะเคยได้ยิน ดูผิวเผินแล้ว อาจเป็นเพียงการบอกว่าตนเองมีบุคลิกหรือความชอบแตกต่างจากคนทั่วไป แต่หลายครั้งความแตกต่างดังกล่าวเป็นหนึ่งในวิธีสร้างคุณค่าให้ตนเอง ผ่านการแยกตัวออกจากความเป็นหญิงที่สังคมลดทอนไว้ เช่น การบอกว่าตนเองไม่ชอบแต่งหน้า หรือเข้ากับผู้ชายได้ดีกว่า พร้อมมองว่าสิ่งใดๆ ที่ถูกนิยามว่าเป็น ‘เรื่องของผู้หญิง’ ล้วนเป็นเรื่องตื้นเขิน น่ารำคาญ หรือที่บนโลกอินเทอร์เน็ตเรียกกันว่า ‘Pick Me Girl’ 

นอกจากนี้ การกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) ยังเป็นอีกรูปแบบที่สะท้อนถึง Internalized Misogyny เมื่อผู้หญิงที่ถูกคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศกลับถูกตั้งคำถามถึงการแต่งตัวและการวางตัว เช่น “แต่งตัวแบบนี้ไงถึงได้โดนคุกคาม” หรือ “ทำไมไม่หัดระวังตัวเอง” ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้เป็นเหมือนการผลักภาระความรับผิดชอบมายังผู้ถูกกระทำ

ทำไม Misogyny ถึงกลับมาในปี 2026?

ในวันที่สังคมพูดถึงสิทธิสตรี เสรีภาพ และความเท่าเทียมทางเพศอย่างแพร่หลาย ผู้หญิงมีสิทธิเลือกวิถีชีวิตและแสดงออกถึงตัวตนได้มากกว่าในอดีต การปรากฏขึ้นของถ้อยคำเหยียดหยามผู้หญิงบนโลกออนไลน์จึงดูเหมือนความย้อนแย้งที่พาสังคมถอยกลับไปสู่ค่านิยมแบบเดิม

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การกลับมาของความเกลียดชังเพศหญิงเสียทีเดียว เพราะอคติทางเพศที่มีต่อผู้หญิงไม่เคยหายไปจากสังคมอย่างแท้จริง แต่ยังคงฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของเราผ่านบรรทัดฐานและค่านิยมที่คอยตีกรอบความเป็นหญิงจนกดทับผู้หญิงอีกหลายคน

แนวคิดที่ช่วยอธิบายความย้อนแย้งเหล่านี้ คือ ‘Post-feminism’ แนวคิดหรือมุมมองที่เกิดขึ้นหลังยุคการต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศที่มองว่า บทบาทและสิทธิของผู้หญิงมีความก้าวหน้าขึ้นแล้ว ผู้หญิงในปัจจุบันจึงถูกมองว่ามีสิทธิ เสรีภาพ และโอกาสมากพอที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปตั้งคำถามต่อโครงสร้างทางสังคมร่วมกันอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มโซเชียลฯ อย่าง TikTok, Facebook, Instagram และ X ก็เข้ามามีบทบาทในการทำให้ค่านิยมเหล่านี้ถูกมองเห็นและแพร่กระจายได้เร็วยิ่งขึ้น เนื้อหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือกระตุ้นอารมณ์รุนแรงมักจะดึงดูดให้ผู้ใช้กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และส่งต่อ ไม่ว่าปฏิกิริยานั้นจะเกิดจากความเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยปฏิกิริยาจากผู้ใช้เหล่านี้ล้วนถูกนับเป็น Engagement ที่ทำให้ผู้ผลิตเนื้อหามีแรงจูงใจสร้างข้อความที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้อย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยจาก University College London (UCL) ปี 2024 ได้ทำการจำลองพฤติกรรมของวัยรุ่นชายที่สนใจเรื่องความเป็นชาย ความเหงา และการพัฒนาตนเอง พบว่า หลังจากสร้างบัญชี TikTok เพียง 5 วัน เนื้อหาที่มีลักษณะเกลียดชังหรือลดทอนคุณค่าผู้หญิงบนหน้า For You เพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 56% โดยระบบจะค่อยๆ แนะนำจากเรื่องความเหงาและการพัฒนาตนเอง ไปสู่ความรุนแรงและการกล่าวโทษผู้หญิงมากขึ้น

ทว่าบนโลกออนไลน์ในปัจจุบัน ความเกลียดชังไม่ได้ปรากฏออกมาเป็นคำด่าทออย่างตรงไปตรงมา แต่กลับเปลี่ยนรูปแบบและแฝงอยู่ในภาษาของการพัฒนาตัวเอง และการกลับไปให้คุณค่ากับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด Feminine Energy หรือกระแส Tradwife ที่นำเสนอภาพของความเป็นหญิงและภรรยาที่ดี
อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงทุกคนควรมีสิทธิที่จะได้เลือกใช้ชีวิตตามที่ตนเองต้องการ ตั้งแต่การเลือกเป็นแม่บ้าน การแต่งงาน ไม่มีลูก หรือใช้ชีวิตตามบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม การใช้ชีวิตเหล่านี้ล้วนไม่ได้ทำให้คุณค่าของผู้หญิงลดลงเลยแม้แต่น้อย

เมื่อทางเลือกของปัจเจกในรูปแบบหนึ่งถูกทำให้กลายเป็นมาตรฐานทางศีลธรรมที่นำมาใช้ตัดสินว่า ผู้หญิงแบบไหนเป็น ‘ผู้หญิงที่ดีและมีคุณค่า’ มากกว่าอีกแบบหนึ่ง พอถึงจุดนั้นแล้ว ภาษาของเสรีภาพและการตัดสินใจกลับไม่ได้ทำหน้าที่ปลดปล่อยผู้หญิง แต่กลายเป็นเครื่องมือรูปแบบใหม่ที่ใช้ควบคุมและกดทับผู้หญิงด้วยกันเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ความเกลียดชังต่อผู้หญิงอาจไม่ได้กลับมาอีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบและภาษาในการแสดงออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อคติทางเพศเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันถูกผลิตซ้ำผ่านบรรทัดฐาน ความเชื่อ ตลอดจนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นเรื่องปกติ

เพราะสิ่งที่ควรถูกทำลายไม่ควรเป็นผู้หญิงด้วยกันเอง แต่คือ ‘ระบบชายเป็นใหญ่’ ที่ครอบงำแนวคิดของผู้คนในสังคม หรือเราเองที่เคยเผลอไผลในบางครั้ง ยิ่งเมื่อกรอบความคิดเหล่านี้ถูกตอกย้ำและขยายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก็ยิ่งทำให้อคติเดิมถูกผลิตซ้ำในรูปแบบใหม่ และยังคงทำหน้าที่กดทับผู้หญิงต่อไป แม้ในสังคมที่ดูเหมือนจะเปิดกว้างและเท่าเทียมมากกว่าเดิม

ที่มา:

https://waymagazine.org/internalized-misogyny/

https://themomentum.co/gender-internalized-misogyn/

Social media algorithms amplify misogynistic content to teens | UCL News – UCL – University College London

What is internalised misogyny and how can you overcome it?

https://midnightuniv.tumrai.com/midnighttext/0009999768.html

Tags: , , , , , , ,