เคยสงสัยไหมว่า ทำไมวันศุกร์ถึงกระชุ่มกระชวย พร้อมทำอะไรสนุกๆ ช่วงสุดสัปดาห์ แต่พอวันจันทร์กลับหงอย อ่อมพลังงาน หรือบางคนอาจรู้สึกขาดแรงจูงใจ (Motivation) แทบทุกวัน และเริ่มไม่ค่อยมีความสุข สาเหตุอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน แต่หนึ่งในนั้นที่ชินนี่อยากจะขยี้ในบทความนี้ คือสารในสมองตัวหนึ่งที่ชื่อว่า โดพามีน (Dopamine) ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อแรงจูงใจ ความสุข สุขภาพ และการเรียนรู้ของเรา

เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบโดพามีนกับอาหารอย่างหนึ่งคือน้ำตาล ชินนี่ไม่ปฏิเสธว่าน้ำตาลให้พลังงานแก่ร่างกายของเราได้ แต่เราบริโภคมากเกินไปแทบทุกวัน ทั้งในรูปแป้งและน้ำหวาน บวกกับแทบไม่กินผักเพื่อเสริมไฟเบอร์เลย น้ำตาลที่มากเกินไปจะทำร้ายร่างกาย เฉกเช่นเดียวกับโดพามีนค่ะ 

หลายคนอาจเข้าใจว่า โดพามีนเป็นฮอร์โมนแห่งแรงจูงใจ ทำให้เรามีความสุข อยากรู้ อยากเรียน อยากทำงาน และปรารถนาที่จะมีชีวิต ซึ่งก็จริง หากมันมาในปริมาณและวิธีที่สมดุล โดพามีนที่ดีต่อตัวเราควรได้จากการอดทนลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่หากโดพามีนได้มาจากการเสพติดกิจกรรมบางอย่าง โดพามีนแบบนี้จะทำร้ายร่างกายเรา คล้ายกับที่เราเสพติดความหวานนั่นแหละค่ะ โดพามีนแบบนี้ คือสิ่งที่หลายคนเรียกว่า ‘Cheap Dopamine’ 

เอาจริง โดพามีนทำให้มนุษย์อยู่รอดได้ เช่น สมัยที่มนุษย์ยังเร่ร่อน ไล่ล่าสัตว์ หาอาหาร การที่จะลุกขึ้นไปล่าสัตว์ มันต้องมีแรงจูงใจนะ ถ้าไม่มี ก็จะมีสภาพเหมือนบรรดามินเนียนในหนังภาคที่พวกนางไม่มีเจ้านาย ไม่มีแรงจูงใจในการทำอะไรทั้งสิ้น เมื่อมีแรงจูงใจออกไปล่าหาอาหาร ก็ต้องใช้แรง ใช้ความสามารถ ซึ่งเหนื่อยและเครียด แต่พอได้อาหาร ก็จะอิ่มทั้งกายและใจ และมีแรงจูงใจจะออกไปหาอาหารในวันต่อๆ ไป 

พูดง่ายๆ คือ การออกแรง อดทน ตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะเหนื่อยและยาก แต่สิ่งที่จะได้ คือความสุขและแรงจูงใจที่มากขึ้น ซึ่งมาจากโดพามีนที่สมดุลและหลั่งมาช้าๆ  

ในทางตรงกันข้าม ถ้าการหลั่งโดพามีนไม่ได้มาจากการอดทนทำอะไร แต่มาจากการเสพติด เช่น ติดหวาน ติดโซเชียลมีเดีย หรือติดยาเสพติด โดพามีนนั้นจะมาแบบรวดเร็วและพุ่งสูง (คล้ายน้ำตาลพุ่งเลย) อาจจะคิดว่า ดีสิ โดพามีนมาเร็ว มาสูง ก็ยิ่งสุขล้นสิ ไม่ใช่นะคะ อย่างน้ำตาลพุ่งเร็ว ก็ไม่เท่ากับร่างกายมีพลังงานเพิ่มขึ้น ตรงกันข้าม ร่างกายจะจัดการกับน้ำตาลที่พุ่งสูงนั้น และทำให้ระดับน้ำตาลลดลง จนเรารู้สึกน้ำตาลตก โหยอาหารวนไปทั้งวัน 

คอนเซปต์เดียวกันกับโดพามีน ถ้าพุ่งเร็ว ร่างกายจะปรับให้อยู่ในภาวะสมดุล แต่เนื่องจากมันพุ่งสูง การปรับนั้นจะทำให้ระดับโดพามีนลงต่ำ และเมื่อโดพามีนต่ำนี่แหละ เราจะเริ่มไม่มีความสุข อารมณ์ไม่แจ่มใส ไม่อยากทำอะไร อยากเพียงกลับไปหาสิ่งที่เราเสพติดเพื่อเติมโดพามีน[1] สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าร่างกายลงโทษอะไรเรานะ แต่เขากำลังบอกเราต่างหากว่า “เธอจ๋า โดพามีนต่ำแล้วนะ รู้สึกอะไรหรือเปล่า ถ้ารู้สึก ก็ช่วยลุกจากเตียง หยุดไถมือถือ ไปทำอย่างอื่นดีไหม”

ลองนึกดู ถ้าเราติดโซเชียลฯ โดยเฉพาะคลิปสั้นๆ เวลาเราทำอะไรแป๊บเดียว ก็ต้องแวะเข้าโซเชียลฯ อีก เพราะสิ่งนี้ทำให้โดพามีนเราพุ่งแทบทั้งวัน จนร่างกายคุ้นชินกับโดพามีนระดับนี้ เมื่อต้องตั้งใจฟัง ตั้งใจดู อดทนเรียนอะไรนานๆ หรือแม้กระทั่งอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ซึ่งกิจกรรมแบบนี้จะหลั่งโดพามีนช้าๆ (แต่ยั่งยืนกับร่างกายเรา)​ 

ร่างกายที่ติดโซเชียลฯ และคลิปสั้นไปแล้ว จะไม่ชินกับโดพามีนที่หลั่งช้าๆ และไม่มีแรงจูงใจจะฟังหรือทำต่อนานๆ สุดท้ายก็หยุดทำ จึงไม่น่าแปลกที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในปัจจุบันไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้นานๆ 

สำหรับชินนี่ สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาระดับชาติ ระดับโลกหรือเปล่า เพราะนวัตกรรมใหม่ๆ และเทคโนโลยีล้ำๆ เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ การอ่าน การสังเกต และการอดทนลงมือทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องการความทุ่มเทแรงกายและแรงใจ จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ และถ้ามนุษย์ส่วนใหญ่ขาดความสามารถในการจดจ่อและอดทน เราจะมีนวัตกรรมและความรู้ใหม่ๆ มากขึ้นไหม 

มากกว่านั้น สมองเราจัดการความสุขและความเจ็บปวดในบริเวณเดียวกัน ฟังไม่ผิดค่ะ สุขหรือทุกข์เกิดที่เดียวกันในสมอง หนังสือที่อธิบายเรื่องนี้ได้เห็นภาพสุดคือ Dopamine Nation[2] โดย แอนนา เลมบ์เค (Anna Lembke) ลองนึกภาพว่า ในสมองเปรียบเหมือนเครื่องเล่นเด็กอย่างไม้กระดก ที่ 2 ด้านของไม้กระดกคือ ความสุข (Pleasure) และความเจ็บปวด (Pain) ถ้าเราเสพสุขไปเยอะๆ โดยเฉพาะแบบที่ทำให้โดพามีนพุ่งเร็วและแรง เช่น ยาเสพติด แอลกอฮอล์ หนังโป๊ น้ำชงหวานร้อย คลิปสั้นโซเชียลฯ ไม้กระดกด้านความสุขก็จะเริ่มหนักขึ้น ปล่อยให้ด้านความเจ็บปวดเบาหวิวไปเรื่อยๆ 

แต่ร่างกายไม่ปล่อยให้ไม้กระดกด้านเจ็บปวดว่างเปล่าได้นานหรอก สักพักร่างกายจะทำให้เกิดสมดุลโดยใส่ความเจ็บปวดลงไปด้านว่างเปล่าเบาหวิวนั้น และนั่นคือจุดที่เราเจ็บปวดและทุกข์

เอาแบบเห็นภาพนะ อาจไม่ถูกต้องตามหลักการเป๊ะ เช่น การติดยาเสพติด ติดเหล้า ระหว่างที่เราเสพ เราดื่ม แน่นอนว่ามันสุขมาก แต่เช้าวันต่อมา เราจะเผชิญกับภาวะอารมณ์ดิ่งหดหู่ ขาดแรงจูงใจ และเกิดความทุกข์ทางใจ (นอกเหนือจากอาการเมาค้างทางกาย) 

ถ้าเราเสพติดความสุขแบบ Cheap Dopamine นี้ไปเรื่อยๆ ไม้กระดกด้านความทุกข์ก็จะถูกกดให้หนักอย่างนั้นไปเรื่อยๆ นี่แหละคือจุดที่ทำให้เราแทบไม่อยากลุกจากเตียง แทบไม่อยากแม้แต่กินข้าว จมอยู่กับการไร้แรงจูงใจใดๆ ส่งผลต่อจิตใจและความสัมพันธ์กับคนรอบตัว 

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ผลทางใจและความรู้สึก แต่ยังกระทบสุขภาพกาย การไม่มีแรงจูงใจทำให้การกินดีและการออกกำลังกายเป็นไปได้ยาก ภาวะเสพติด Cheap Dopamine นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียด 

เมื่อร่างกายท่วมไปด้วยคอร์ติซอล ร่างกายจะอักเสบเรื้อรัง และการพุ่งขึ้นของโดพามีนยังรบกวนการนอน ทั้งหมดที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นการกินดี นอนดี ความสัมพันธ์ที่ดี และการออกกำลังกาย ล้วนเกี่ยวข้องกับ Longevity และถ้าเราเสพติด Cheap Dopamine ย่อมส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพที่ยั่งยืนของเรา

ในทางกลับกัน ถ้าเราอดทน สู้ทนเรียนรู้ ทำอะไร สร้างอะไรบางอย่าง เรากำลังเพิ่มน้ำหนักให้ไม้กระดกด้านความเจ็บปวดเหมือนเดิม ร่างกายต้องปรับสมดุลด้วยการใส่น้ำหนักไม้กระดกด้านความสุข ด้วยการค่อยๆ หลั่งโดพามีนแบบช้าๆ นี่แหละ คือความสุขแบบโดพามีนที่ควรได้[3] ที่มนุษย์เราตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษได้มาตลอด จนอยู่รอดดำรงเผ่าพันธุ์ มีแรงจูงใจ สร้างจินตนาการ นวัตกรรม และสรรสร้างเทคโนโลยีส่งทอดมาถึงพวกเรามนุษย์ศตวรรษที่ 21

มีหลายวิธีที่ลดการเสพติด Cheap Dopamine ได้ เช่น เลิกติดหวาน กินดี ขยับตัว ออกกำลังกาย ทำความสะอาดบ้าน ไม่เล่นโซเชียลฯ เป็นสิ่งแรกตอนตื่นนอนและเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนนอน มีเป้าหมายในชีวิต มีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและคอมมูนิตี้ 

ชินนี่ขอยกอีกตัวอย่างที่อาจช่วยให้หลุดจาก Cheap Dopamine ในโซเชียลฯ ได้คือ การอ่านหนังสือ หนังสือที่ว่านี้ คือหนังสือเป็นเล่มๆ ที่เขียนโดยมนุษย์ ผ่านการบรรณาธิกรจากมนุษย์ และถูกเลือกเองโดยผู้อ่าน เราอยู่ในโลกโซเชียลฯ แทบจะ 100% แล้ว ซึ่งมีข้อดีเยอะมาก แต่อย่างหนึ่งที่ตามมาคือ ข้อมูล ภาพ เรื่องเล่า วิดีโอแบบสั้นๆ ที่เราเห็นและเสพแทบทั้งวันจากโซเชียลฯ นั้น ผ่านการเลือกโดยอัลกอริทึม บางทีอาจเขียนโดยอัลกอริทึมด้วยซ้ำ 

แล้วมันเป็นปัญหาอย่างไร คืออย่างนี้ค่ะ หน้าที่ของอัลกอริทึมคือ ทำให้เราติดหน้าจอมากที่สุด โดยการ Ultra Process (ปั่นขั้นสุด) ข้อมูลให้สั้น เสพง่าย ไม่เน้นความจริง แต่เน้นดราม่า ความมัน และมักจะเป็นเรื่องแซ่บที่สะท้อนเสียงในหัว เสิร์ฟสิ่งที่เราชอบและเกลียด โดยเฉพาะความเกลียดจะทำให้เราติดและไม่หยุดเสพโซเชียลฯ 

ชินนี่ตั้งใจใช้คำว่า Ultra Process เพราะสำหรับชินนี่ สิ่งนี้คือ Ultra-Processed Information ที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย เช่นเดียวกับ Ultra-Processed Food (UPFs) หรืออาหารแปรรูปขั้นสูง ที่ไม่เน้นประโยชน์ทางอาหารต่อร่างกาย แต่เน้นความมัน เค็ม หวาน กรอบ นุ่ม และแซ่บ เพื่อให้เรากลับมากินซ้ำกินซ้อน และติดไปเรื่อยๆ 

ชินนี่หวังว่าทุกคนจะเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่ทำให้เราเสพติด Cheap Dopamine ถ้าเราตระหนักว่า เราควรกินอาหารจริง (Whole Food) มากกว่าอาหารแปรรูปขั้นสูง เราก็น่าจะเริ่มรับข้อมูลจริงจากการดูวีดีโอยาว อ่านหนังสือเป็นเล่ม บทความที่เขียนโดยมนุษย์ แม้จะอยู่ในโซเชียลฯ (เช่นบทความนี้ 555 แอบไทอินสินค้าตัวเอง) มากกว่าที่จะบริโภค Ultra-Processed Information จากอัลกอริทึมที่เราไม่มีสิทธิแม้แต่จะเลือก

 

อ้างอิง: 

[1] Power, T. (2025). The DOSE effect: Everyday habits to balance your brain for a healthier, happier life. HQ.

[2] Lembke, Anna. (2021). Dopamine Nation: Why Our Addiction to Pleasure Is Causing Us Pain. Dutton.

[3] Power, TJ. (2025). The DOSE effect: Everyday Habits to Balance Your Brain for a Healthier, Happier Life. HQ.

Tags: , , , , , , , , ,