1.
“ผมเอาแต่ถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เมื่อไรจะโดนจับ”
05.30 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2022 ตำรวจฝรั่งเศสระดมกำลังอาวุธครบมือ บุกไปยังย่านชานเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปารีส พร้อมหมายจับ
พวกเขามีใบหน้าของผู้ต้องหาชัดเจน พร้อมประวัติสุดอื้อฉาวที่ถูกระบุไว้คร่าวๆ ว่า ในช่วงปี 1980 เคยมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนโบกรถ แล้วชายคนนี้จอดรับ อาสาพาไปส่ง ขณะนั่งในยานพาหนะ เธอกลับถูกล่วงละเมิดทางเพศ จึงไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีทันที
เคสนี้ศาลตัดสินให้เขารับโทษ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่า ทำไมคำพิพากษานี้กลับถูกลบไปจากประวัติของเขาหน้าตาเฉย
ผลเสียมหาศาลคือ บุคคลรายนี้ไม่มีประวัติก่อเหตุคดีอาชญากรรมทางเพศ เขาจึงลอยนวล สมัครเข้าทำงานได้มากมายหลายแห่ง โดยไม่มีการแจ้งเตือนจากภาครัฐว่า เขาอันตรายเพียงใด
หนึ่งในอาชีพที่เขาเลือกคือ ที่ปรึกษาในค่ายฤดูร้อน ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กๆ มาพักกัน การที่ประวัติเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางเพศถูกลบไป จึงเป็นเรื่องน่ากังวลต่อนักเรียนที่เข้าแคมป์
ไม่รู้ว่าในอดีตที่ขมขื่น มีเหยื่อกี่คนที่ถูกชายคนนี้ลงมือทำร้าย
แต่ตอนนี้ มันกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
เจ้าหน้าที่บุกจับกุมปีศาจร้ายขณะอยู่กับแฟนสาวแบบไม่ทันตั้งตัว สิ่งแรกหลังควบคุมตัวได้คือ ทางการขอเก็บดีเอ็นเอในตัวผู้ต้องหาทันที เพื่อรีบนำไปพิสูจน์
ห้องแล็บเร่งตรวจผลนี้อย่างละเอียด โดยมีคำสั่งจากเบื้องบนให้ดำเนินการโดยด่วนที่สุด เพราะคำตอบของทุกอย่างที่ดำเนินการมาหลายสิบปีขึ้นอยู่กับมัน
ไม่ถึงวัน ความจริงก็ปรากฏ เจ้าหน้าที่ต่างโล่งอก พวกเขาทำสำเร็จ ก่อนไปแจ้งกับทางผู้ต้องหาที่นั่งอยู่ในห้องสอบสวน
“ผลดีเอ็นเอออกมาแล้วนะ”
“คุณคือนักล่าแห่งป่านี่เอง”
ชายคนนั้นพยักหน้ารับทันที เหมือนเขารอคอยช่วงเวลานี้มาทั้งชีวิต เช่นเดียวกับพวกฆาตกรต่อเนื่องทั้งหลาย เจ้าตัวพูดกับนักสืบว่า
“ผมเอาแต่ถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เมื่อไรจะโดนจับ”
“ผมสมควรแล้ว เพราะคิดมาตลอดว่า สิ่งที่ผมทำมาทั้งหมดนั้น มันไม่ถูกต้องเลย”
ไม่ถูกต้องเลย! หัวหน้าชุดจับกุมที่เป็นผู้หญิงส่ายหัว ช่างเป็นคำพูดที่ดูเบาบางยิ่งนักต่อสิ่งที่เขาทำ มันควรจะใช้คำว่าวิปริตต่างหาก ถึงจะเหมาะสม
ชายในสภาพทรุดโทรม นั่งหงออยู่ในห้องสืบสวน ตำรวจต่างแห่กันมาดู นี่หรือคนที่พวกเขาตามหามาอย่างยาวนาน
บุรุษที่ก่อเหตุข่มขืนผู้หญิงไป 5 ราย และทำร้ายร่างกายจนเหยื่อบางคนถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส บัดนี้สัตว์ร้ายในคราบมนุษย์สิ้นฤทธิ์แล้ว หลังลอยนวลในเงามืดมาหลายปี
หากไม่มีความช่วยเหลือจากเอฟบีไอที่นำนวัตกรรมล่าสุดจากสหรัฐอเมริกามาใช้ คงเป็นเรื่องยากที่จะจับกุมอาชญากรรายนี้
2.
ปี 1998-2008 ตำรวจฝรั่งเศสต่างตามล่านักล่าแห่งป่า หลังพบว่าเขาก่อเหตุจี้ข่มขืนและทำร้ายร่างกายผู้หญิง 4 ราย และเด็กผู้หญิงวัย 16 ปีอีกราย
รูปแบบการก่อเหตุของเขามีเอกลักษณ์เหมือนๆ กันคือ จะตระเวนขับรถไปในละแวกเปลี่ยว หากเจอผู้หญิงก็จะพูดจาเชิญชวนให้ขึ้นไปบนรถ เมื่อเหยื่อหลงกล เขาจะขับไปส่งที่บ้าน ก่อนจะใช้มีดจี้ขณะเหยื่ออยู่บนยานพาหนะ และพาไปลงมือข่มขืนในป่า แล้วทิ้งหญิงสาวไว้ที่นั่น
พฤติกรรมการก่อเหตุที่คล้ายกันถูกตำรวจศึกษาอย่างละเอียด พวกเขาเก็บหลักฐานดีเอ็นเอทุกอย่างที่พบ ทั้งในจุดเกิดเหตุและบนร่างกายเหยื่อ จนพบว่า ผู้ที่กระทำการอย่างเหี้ยมโหดคือบุคคลเดียวกัน
สื่อเรียกอสูรกายร้ายนี้ว่า นักล่าแห่งป่า
แต่ไม่มีใครสามารถจับกุมหรือระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้เลย แม้จะพลิกแผ่นดินล่ามากแค่ไหนก็ไร้วี่แวว คดีไม่มีความคืบหน้า พวกเขาไม่อาจกระชากหน้ากากตัวจริงของปีศาจตัวนี้ได้เลย
ปริศนาไร้คำตอบ สร้างความหวาดผวาในฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เพราะอาชญากรสุดอันตรายผู้นี้ปะปนอยู่ในฝูงชน อาจเป็นคนที่คุณพบหน้า เดินผ่าน หรืออยู่ใกล้ๆ ก็เป็นไปได้หมด
ความพยายามของตำรวจฝรั่งเศสไร้ผล เกือบ 20 ปีที่สูญเปล่า แต่พวกเขายังไม่ยอมแพ้ ทางการก่อตั้งตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษเพื่อจัดการคดีนี้โดยเฉพาะ
หัวหน้าชุดเป็นหญิงสาวที่ดูเผินๆ เหมือนครูใหญ่ท่าทางใจดีสุขุม แต่อย่าประมาทภาพลักษณ์ภายนอกเป็นอันขาด เพราะแท้จริงเธอเรียนจบด้านกฎหมาย และทำงานเกี่ยวกับคดีความรุนแรงทางเพศ ทั้งการข่มขืน ทำร้ายร่างกาย และฆาตกรรมมาตลอด
หากจะมีใครจับนักล่าแห่งป่าได้สำเร็จ คนนั้นจะต้องเป็นหญิงรายนี้อย่างแน่นอน
ปี 2018 เมื่อผู้บังคับบัญชาโยนเคสนี้มาให้เธอ หญิงสาวนั่งลง ศึกษาหลักฐานอย่างละเอียด ก่อนจะพบปัญหาที่ทำให้นักล่าแห่งป่าลอยนวล นั่นคือ แม้จะมีการเก็บดีเอ็นเอไว้อย่างดีเยี่ยม แต่เมื่อนำไปตรวจตามฐานข้อมูลอาชญากรของประเทศ กลับไม่พบว่าตรงกับใคร
นั่นหมายความว่า บุคคลอันตรายผู้นี้ไม่เคยโดนจับ หรืออาจถูกควบคุมตัว แต่ไม่เคยถูกเก็บดีเอ็นเอ
เมื่อเป็นแบบนั้น หลักฐานที่ตำรวจครอบครองจึงเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า เพราะไม่นำไปสู่การระบุตัวอาชญากรตัวเอ้ได้เลย
กระนั้นหญิงสาวไม่ยอมแพ้ เธอศึกษานวัตกรรมใหม่จากสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การไขคดีจับกุมคนร้าย ทั้งคดีค้างเก่าที่ปิดไม่ลง คดีลึกลับซับซ้อนที่ฆาตกรวางแผนอย่างรัดกุม มันคือเทคโนโลยีที่ถูกเรียกว่า การใช้ดีเอ็นเอสร้างผังตระกูลนั่นเอง
ความก้าวหน้าตรงนี้มาจากการที่มีบริษัทเอกชนเปิดรับตัวอย่างดีเอ็นเอจากบุคคลทั่วไป หากเก็บไว้มากพอก็จะเห็นความเชื่อมโยงว่า ใครเป็นญาติกับใคร เกี่ยวดองกับผู้ใดบ้าง ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าว แท้จริงมีขึ้นเพื่อให้เด็กที่ถูกทอดทิ้งตามหาพ่อแม่แท้ๆ หรือคนที่อยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ได้พบบุพการีที่แท้จริง และตามหาญาติที่สูญหาย
ทางตำรวจเห็นข้อดีของระบบนี้ จึงขอความร่วมมือจากบริษัทเอกชน เอาดีเอ็นเอที่พบในจุดเกิดเหตุ และเชื่อว่าเป็นของคนร้าย ไปเปรียบว่าเกี่ยวดองกับใครบ้าง หากพบก็จะไปตรวจสอบปีที่คนในตระกูลนั้นเกิด และเทียบเคียงกับช่วงเวลาที่ก่อเหตุ จนนำไปสู่การระบุตัวฆาตกรในที่สุด
ในสหรัฐฯ มีคนมอบดีเอ็นเอแก่บริษัทเอกชน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีลูกค้านับล้าน นั่นทำให้ตำรวจสามารถใช้ประโยชน์จากมันจนนำไปสู่การไขคดีมากมาย และถือว่าเป็นบทอวสานของฆาตกรต่อเนื่อง เพราะดีเอ็นเอหลักฐานในจุดเกิดเหตุ สามารถโยงไปหาอาชญากรได้อย่างรวดเร็ว
กระนั้นการใช้ดีเอ็นเอสร้างผังตระกูลในยุโรปไม่ใช่เรื่องถูกกฎหมาย เพราะการใช้เทคโนโลยีนี้สืบคดี เข้าข่ายการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จนไม่อาจนำมาใช้ในชั้นศาลได้
อีกทั้งความก้าวหน้าตรงนี้อาจเป็นที่นิยมในสหรัฐฯ มีคนเอาดีเอ็นเอมาให้บริษัทที่ทำเรื่องนี้ แต่ในยุโรปปรากฏว่ามีคนสนใจน้อยมาก ฐานข้อมูลที่ได้จึงไม่เพียงพอต่อการสร้างผังตระกูล จนล่าตัวอาชญากรมาได้
ตำรวจหญิงพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน โดยมองว่าข้อห้ามเรื่องการนำดีเอ็นเอของประชาชนมาใช้ตรวจสอบ สร้างผังตระกูลอาชญากร ช่างเป็นสิ่งที่งี่เง่า
แต่เมื่อสังคมอยู่ระหว่างการถกเถียงในเรื่องนี้ หัวหน้าชุดไขคดีนักล่าแห่งป่าจึงตัดสินใจติดต่อไปยังเอฟบีไอของสหรัฐฯ โดยส่งตัวอย่างดีเอ็นเอของอาชญากรคนนี้ให้ไป
เอฟบีไอตรวจสอบอย่างละเอียด ทว่าพวกเขาไม่อาจใช้มันไขคดีนี้ได้ เพราะฐานข้อมูลไม่มากพอ กระนั้นการทำงานระหว่าง 2 ประเทศ นำไปสู่แผนการครั้งสำคัญคือ การเสาะหาว่า มีคนฝรั่งเศสคนไหนที่มอบดีเอ็นเอให้กับบริษัทเอกชน เพื่อนำไปสร้างผังตระกูลบ้างหรือไม่
และถ้ามี ก็ต้องดูไปว่า มีเจ้าของดีเอ็นเอรายใดที่มีขนาดครอบครัวใหญ่มากพอ และมีลูกหลานสืบย้อนไปถึงบรรพบุรุษหลายชั่วโคตรได้ เพราะจะยิ่งเพิ่มจำนวนฐานข้อมูลในการเสาะหานักล่าแห่งป่าได้ง่ายขึ้นด้วย
การตามหาเรื่องนี้ดำเนินไปหลายเดือน จนกระทั่งพวกเขาพบตระกูลบูเวต์ (Bouvet) ซึ่งเป็นครอบครัวที่ปักหลักในฝรั่งเศส และมีคนในตระกูลเริ่มทำวิจัย และมอบดีเอ็นเอของครอบครัวให้กับบริษัทเอกชนมานานกว่า 15 ปี จนสามารถสร้างผังตระกูล สืบค้นไปหาสาแหรกในอดีตเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ผ่านบรรพบุรุษย้อนไปถึง 16 รุ่น
นั่นทำให้พวกเขามีคนที่ข้องเกี่ยวกับตระกูลตัวเองมากถึง 6,000 รายด้วยกัน
ฐานข้อมูลนี้ถือเป็นสมบัติล้ำค่า และเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดี ทางเอฟบีไอและหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษนำไปใช้เทียบเคียง และเพราะมีกลุ่มตัวอย่างกว่า 6 พันชิ้น จึงกินเวลาพักใหญ่
ก่อนจะมีข่าวสำคัญมาถึงทุกคน
“เราพบว่าดีเอ็นเอของนักล่าแห่งป่า มีบางส่วนตรงกับคนในตระกูลนี้”
3.
มันคือเบาะแสสำคัญในรอบหลายสิบปี พวกเขาพบว่ามีรูปพรรณสัณฐานบางอย่างของคนในตระกูลนี้ที่สอดคล้องกับคำให้การของเหยื่อในคดีนักล่าแห่งป่า ทั้งอายุ ส่วนสูง และสีของดวงตา โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของฝรั่งเศสพบว่า ความเชื่อมโยงทางดีเอ็นเอระหว่างนักล่าแห่งป่ากับดีเอ็นเอของตระกูลบูเวต์นั้น ตัดผ่านกันอย่างชัดเจนผ่านทางครอบครัวหนึ่ง
เมื่อพบว่ามีเศษเสี้ยวของดีเอ็นเอตรงกัน ทำให้เจ้าหน้าที่รีบขยายผลเพิ่มเติมทันที ทางเอฟบีไอใช้เวลาอีกหลายเดือนในการสืบค้นคำให้การของเหยื่อและร่องรอยหลักฐาน จนระบุได้ชัดว่า อาชญากรผู้นี้น่าจะเกิดในปี 1960
นี่คือหลักฐานสำคัญ เพราะทีมปฏิบัติการพิเศษได้สำรวจสาแหรกบูเวต์จนพบว่า คนในตระกูลครอบครัวหนึ่งของบูเวต์ มีลูกที่เกิดในช่วงปี 1960 ด้วย
เมื่อตรวจสอบรายชื่อของชายคนนี้ พวกเขาพบว่า ตอนนี้เขามีอายุ 62 ปีแล้ว และเมื่อดึงฐานข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลมาตรวจสอบก็พบว่า บุคคลดังกล่าวมีรูปพรรณสัณฐานตรงกับนักล่าแห่งป่ามากที่สุด
ชื่อของเขาคือ
บรูโน ยัมบริก กอนซัลโว (Bruno Llambrich Gonzalvo)
เจ้าหน้าที่ส่งหลักฐานต่อศาล เพื่อขออนุมัติหมายจับ เมื่อได้รับอนุมัติ
จึงดำเนินการเข้าจับกุมทันที
แผนถูกวางไว้ว่า จะบุกในเวลา 05.30 น. ของวันที่ 13 ธันวาคม 2022
และทุกอย่างเป็นไปตามแผน บัดนี้อสูรร้ายรายนี้สิ้นท่าเรียบร้อยแล้ว
4.
เรื่องที่น่าตกใจคือ ตลอดเวลาแห่งการก่อเหตุ นักล่าแห่งป่าไม่เคยปกปิดใบหน้า หรือป้องกันดีเอ็นเอ แถมเขายังลงมือเยี่ยงปีศาจ และยังเคยคิดจะลงสมัครการเมืองท้องถิ่น โดยได้โพสต์ Facebook ถึงความคิดนี้ในปี 2020 หรือ 2 ปีก่อนโดนจับด้วย
เมื่อค้นประวัติพบว่า บุรุษสุดอันตรายผู้นี้มีประวัติอยู่ในชุมชนแออัด และเปลี่ยนงานบ่อยครั้ง แต่นอกจากนั้น ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า ทำไมเขาถึงเลือกเส้นทางอาชญากร
มีเพียงคำรับสารภาพว่า ตัวเองเป็นนักล่าแห่งป่าตัวจริง แต่ไม่บอกอะไรมากไปกว่านั้น แค่ยอมรับผิดเท่านั้น
เหมือนเจ้าตัวได้ตัดสินใจไปแล้วว่า หากไม่รอด จะต้องทำอย่างไรต่อไป
และนั่นคือสิ่งที่ตำรวจฝรั่งเศสประมาท พวกเขาดีใจที่ปิดคดีได้ โดยลืมว่า ยังจะต้องมีขั้นตอนส่งผู้ต้องหาขึ้นสู่ชั้นศาลอีก เพราะความไม่รอบคอบนี้ ทำให้หลังจากกอนซัลโวอยู่ในเรือนจำได้เพียงปีกว่าๆ เจ้าตัวก็สบโอกาสปลิดชีพตัวเอง ทำให้นักล่าแห่งป่าไม่เคยถูกนำตัวขึ้นศาล หรือได้รับคำพิพากษาแต่อย่างใด
นั่นทำให้ทางการพลาดโอกาสที่จะสืบสวนว่าเหยื่อของเขามีมากกว่านี้หรือไม่ และอะไรอยู่เบื้องหลังการลงมือสุดเหี้ยมนี้
ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก!
ทางหัวหน้าชุดจับกุมยังเชื่อเสมอว่า นักล่าแห่งป่าน่าจะก่อเหตุกับเหยื่อมากกว่า 5 คน และคงเคยลงมือหลายพื้นที่ทั้งในและนอกฝรั่งเศสด้วย
เพราะมีบางคดีในเยอรมนีที่พบรูปแบบการก่อเหตุของเขา ในคดีฆ่าข่มขืนหญิงสาว ซึ่งออกไปยืนรอแฟนหนุ่มนอกบาร์ แต่เมื่ออีกฝ่ายกลับมา หญิงสาวก็หายตัวไปแล้ว มีพยานบอกว่าเธอขึ้นรถไปกับผู้ชายสักคน ไม่แน่ชัดว่าถูกจี้หรือถูกล่อลวง
แต่สุดท้าย เหยื่อถูกข่มขืนแล้วถูกรัดคอจนตาย ทิ้งศพไว้ในป่า ทำให้ลูกน้อยวัย 6 ขวบต้องกำพร้าแม่ตลอดกาล
เคสลักษณะนี้มีจำนวนมาก ทำให้ทางการฝรั่งเศสมั่นใจว่า กอนซัลโวน่าจะก่อเหตุมากมาย ตลอดเวลาที่ลอยนวลจากเงื้อมมือของตำรวจ
มีคนสันนิษฐานว่า การที่เขาตัดสินใจชิงฆ่าตัวตาย ก็เพื่อปิดตายความลับของตัวเอง ไม่ให้โลกหรือใครอื่นรู้จำนวนเหยื่อที่แท้จริงหรือไม่
เรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้คำตอบแน่ชัดจนถึงปัจจุบัน
แต่หญิงสาวหัวหน้าชุดยังมั่นใจว่า สักวันตัวเองอาจจะไขปริศนานี้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเอฟบีไอของสหรัฐฯ อีกต่อไป
เพราะถึงตอนนั้น สังคมฝรั่งเศสน่าจะเปิดใจให้กับเทคโนโลยีสร้างผังตระกูลดีเอ็นเอแล้ว
“ฉันหวังว่า เราจะได้ใช้มันในการล่าตัวอาชญากรพวกนี้อย่างเต็มที่…สักที”
อ้างอิง:
– https://www.wsj.com/world/europe/dna-crime-unsolved-murder-fbi-europe-8bb6284c
– https://www.news24.com/world/serial-rape-suspect-arrested-in-france-legal-source-20221214
Tags: คดี, Haunted History, จี้, ไขคดี, DNA, ฝรั่งเศส, อาชญากรรม, ดีเอนเอ




