การลงทุนด้าน Data Center กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย จากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริการคลาวด์ และเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลประกาศเป้าหมายผลักดันประเทศให้เป็น Digital Hub ของอาเซียน ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมี Data Center เปิดดำเนินการแล้ว 31 แห่ง และกำลังก่อสร้างอีก 8 แห่ง ขณะที่กฎหมายไทยยังไม่มีการกำหนด Data Center เป็นกิจการเฉพาะ และไม่จัดเป็นโรงงานเนื่องจากไม่ได้มีการผลิตสินค้า ทำให้การขออนุญาตก่อสร้างส่วนใหญ่ดำเนินการภายใต้กฎหมายควบคุมอาคาร โดยหลายโครงการยื่นขออนุญาตในประเภทคลังสินค้า (ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งไม่อยู่ในประเภทกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าดึงดูดการลงทุนอย่างเต็มที่ โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกว่า 86% ไหลเข้าสู่ธุรกิจ Data Center และ Cloud Service เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
เมื่อการลงทุนเติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีกฎหมายและมาตรการกำกับดูแล Data Center เพียงพอแล้วหรือยังที่จะรองรับกิจการที่ใช้ทั้งกำลังไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาล
การลงทุน Data Center ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ข้อมูลจากงานศึกษา Thailand Data Center Market-Investment Analysis & Growth Opportunities 2026-2031 ของ Arizton Advisory & Intelligence ระบุว่า กรุงเทพฯ นับเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรม Data Center ของไทย เนื่องจากเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจ มีสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมาก และมีการใช้งานด้านไอทีกระจุกตัวจำนวนมหาศาล โดย ณ สิ้นปี 2568 มีศูนย์ข้อมูลเปิดดำเนินการแล้ว 31 แห่ง และอยู่ระหว่างพัฒนาอีก 8 แห่ง
อย่างไรก็ตาม นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว การลงทุนยังกระจายไปยังจังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีความพร้อมด้านระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และสายเคเบิลใต้น้ำ ทำให้กลายเป็นทำเลยุทธศาสตร์ของผู้ให้บริการระดับโลก
ขณะเดียวกัน ตัวเลขการลงทุนจาก BOI ยิ่งสะท้อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมนี้ โดยในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนด้าน Data Center จำนวน 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 7.28 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหลายเท่าตัว
ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมมากกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยกว่า 873,741 ล้านบาท หรือประมาณ 86% เป็นการลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service จำนวน 48 โครงการจากนักลงทุนหลัก ได้แก่ สิงคโปร์ อังกฤษ และญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค
ทั้งนี้ เมื่อต้นปี 2569 BOI ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการ Data Center และ Cloud Service ระดับไฮเปอร์สเกล จำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย True Internet Data Center จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 45,304 ล้านบาท, GSA Data Center 05 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Gulf, Singtel และ AIS จำนวน 2 โครงการ มูลค่า 37,202 ล้านบาท, Stellar DC ของ STECON ร่วมกับ SC Zeus จากสิงคโปร์ มูลค่า 8,050 ล้านบาท และ Freyr Technology (Thailand) จากสิงคโปร์ มูลค่า 6,321 ล้านบาท
จากการขยายตัวของการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจ Data Center ของประเทศไทยเติบโตกว่า 54% ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็นตลาด Data Center ที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย และมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล การประมวลผล AI และบริการ Cloud ของภูมิภาคในอนาคต
เบื้องหลังการลงทุนมหาศาล คือความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพฯ จะมีศูนย์ข้อมูลเปิดดำเนินการแล้ว 31 แห่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งจะมีขนาดหรือผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรเท่ากัน โดยทั่วไปแล้ว Data Center จะแบ่งขนาดตามความสามารถในการรองรับการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ไปจนถึงระดับไฮเปอร์สเกลที่มีขนาดมากกว่า 20 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุด ออกแบบมาเพื่อรองรับบริการ Cloud และการประมวลผล AI ในระดับมหาศาล จึงเป็นประเภทที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุด ทั้งไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และโครงสร้างพื้นฐาน
Data Center ขนาด 200 เมกะวัตต์ ที่เปิดดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าใกล้เคียงกับความต้องการของ 2-4 แสนครัวเรือน หรือเทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดขนาดกลางทั้งจังหวัด
นอกจากพลังงานไฟฟ้าแล้ว Data Center ยังใช้น้ำสำหรับระบบทำความเย็น หากมีค่า Water Usage Effectiveness (WUE) อยู่ที่ 2 ลิตรต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ก็จะใช้น้ำประมาณ 9,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือราว 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
รายงานจากสถาบันเพื่อน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-INWEH) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 Data Center ที่รองรับงาน AI ทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 945 เทระวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือคิดเป็นราว 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก พร้อมกับอาจใช้น้ำมากกว่า 9.3 ล้านล้านลิตรต่อปี และใช้พื้นที่โครงสร้างพื้นฐานรวมกว่า 1.45 หมื่นตารางกิโลเมตร หากไม่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การขยายตัวของเทคโนโลยีนี้อาจทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกตกอยู่ในสภาวะตึงตัวอย่างรุนแรง
Data Center ไม่ต้องทำ EIA-ไม่มีกฎหมายควบคุมการก่อสร้าง
ข้อมูลจาก Al Jazeera สะท้อนเสียงของประชาชนในบางพื้นที่ว่า โครงการ Data Center ขนาดใหญ่บางแห่งไม่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งที่ชุมชนเห็นว่าควรผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนดำเนินโครงการ หลายโครงการเลือกยื่นขออนุญาตในประเภท ‘คลังสินค้า’ หรืออาคารประเภทอื่น แทนการระบุว่าเป็น Data Center ซึ่งประชาชนมองว่าอาจทำให้โครงการไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด
สอดคล้องกับประเด็นที่ได้รับความสนใจในช่วงที่ผ่านมา คือโครงการ Data Center ขนาดประมาณ 20 เมกะวัตต์ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งเรื่องการใช้น้ำและไฟฟ้า ความร้อนที่เกิดจากการดำเนินงาน รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลและชุมชนโดยรอบ
สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยบริษัทแจ้งขอก่อสร้างถูกต้องตามการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เพื่อใช้เป็นคลังสินค้า ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสำนักงาน
จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับดูแล Data Center ทำให้การพิจารณาอนุญาตโครงการในปัจจุบันยังต้องอาศัยกฎหมายทั่วไป เช่น กฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมือง ขณะที่ Data Center ยังไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงาน เนื่องจากไม่ได้ใช้เครื่องจักรเพื่อการผลิตสินค้า
นอกจากนี้ กฎหมายไทยยังไม่มีการกำหนดให้ Data Center เป็นประเภทกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการลักษณะนี้จะต้องทำ EIA ก็ต่อเมื่อเข้าเกณฑ์ของกฎหมายประเภทอื่น เช่น เป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม หรือเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมในกรณีอื่น
ทั้งนี้ เมื่อประเทศไทยกำลังผลักดันให้เป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค กฎหมายก็ควรได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรม ประเทศไทยควรมีกฎหมายหรือหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับ Data Center เพื่อกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน เช่น โครงการขนาดใดควรต้องจัดทำ EIA ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ประเภทใด ต้องมีมาตรการด้านพลังงาน การบริหารจัดการน้ำ การระบายความร้อน และการป้องกันผลกระทบต่อชุมชนอย่างไร รวมถึงกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลโดยตรง
ไทยควรกำกับดูแลไปทางไหน?
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 รัฐบาลได้เปิดตัว Thailand FastPass ซึ่งเป็นกลไกบูรณาการการทำงานของ 8 หน่วยงานภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการอนุมัติการลงทุน ช่วยลดระยะเวลาการดำเนินการลงประมาณ 20-50% เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลได้มากขึ้น
กลไกนี้จะเข้าไปเร่งรัดขั้นตอนสำคัญที่มักเป็นคอขวดของโครงการลงทุน ทั้งการอนุญาตจัดตั้งโรงงาน การจัดตั้งเขตประกอบการเสรี การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ขยายบทบาทของคณะอนุกรรมการจัดการพลังงาน ให้เข้ามากลั่นกรองโครงการ Data Center ก่อนเสนอขอรับการส่งเสริมการลงทุน ครอบคลุมทั้งการใช้พลังงาน ความพร้อมของทรัพยากรน้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงทุน
นอกจากนี้ BOI ยังอยู่ระหว่างทบทวนหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำในปริมาณสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของภาคประชาชนในระยะยาว โดยรัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางให้ผู้ลงทุนร่วมพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาดผ่านกลไก Direct PPA เพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบ ควบคู่กับการบริหารจัดการผลกระทบด้านทรัพยากรอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานดูแลภาพรวมเรื่องการขอใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดกรณีที่นักลงทุนบางรายมาขออนุมัติโครงการทิ้งไว้เพื่อจองสิทธิ แล้วนำไปขายต่อเหมือนการขายใบจองรถยนต์รุ่นดัง ดังนั้นยุทธศาสตร์ใหม่จึงกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องวางหนังสือค้ำประกัน (Bank Guarantee) หากได้รับอนุมัติแล้วไม่ยอมลงทุนสร้างจริงตามแผน จะถูกยึดเงินประกันและมีบทลงโทษ
หากเปรียบเทียบประเทศสิงคโปร์ในช่วงปี 2562-2565 รัฐบาลสิงคโปร์เคยต้องสั่งระงับการอนุญาตก่อสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ชั่วคราว เพื่อทบทวนนโยบายควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจดิจิทัลดังกล่าว
หลังจากนั้น จึงได้จัดทำแผน Green Data Centre Roadmap ในปี 2567 โดยมี IMDA ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของศูนย์ข้อมูลสีเขียว โดยเน้นไปที่มาตรฐานการใช้พลังงานขั้นสูง การจำกัดการขยายตัวเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานใหม่เพื่อความยั่งยืน
Data Center ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะทำให้ไทยได้รับเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นช่องว่างของกฎหมายไทยที่ยังไม่ทันต่อเทคโนโลยี
ประเทศไทยไม่ควรประเมินความสำเร็จของการลงทุน Data Center จากเพียงมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโครงการที่เข้ามาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่าการลงทุนดังกล่าวสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด
หลายโครงการยังอยู่ในช่วงเตรียมการและยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ภาครัฐควรทบทวนมาตรการกำกับดูแลก่อนที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อทรัพยากรในอนาคต
แล้วประเทศไทยจะออกแบบกฎหมายและมาตรฐานกำกับดูแล Data Center อย่างไร เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Digital Hub ไปพร้อมกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและคุณภาพชีวิตของประชาชน
อ้างอิง:
– https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1243525
– https://www.boi.go.th/upload/content/PR20_2569TH.pdf
– https://www.boi.go.th/index.php?page=press_releases
– https://osos.boi.go.th/TH/news/2384/
– https://www.prachachat.net/business/news-2037294
– https://thaibizsingapore.com/news/main/directions/green-data-centre/
Tags: Data Center, ดาต้าเซนเตอร์, Cloud, Digital Hub, บริการคลาวด์, AI, ดิจิทัล, EIA, สิ่งแวดล้อม




