ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การทำเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำในเมียนมาขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำกก ขณะที่หลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียม ผลตรวจคุณภาพน้ำ และงานศึกษาจากหลายหน่วยงาน ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การขยายตัวของเหมืองเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับการปนเปื้อนโลหะหนักในลำน้ำที่ไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ต้นตอของปัญหาอยู่ในพื้นที่ที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีประเทศใดจัดการเพียงลำพัง แม้ว่าเหมืองแร่จะตั้งอยู่ในเมียนมา แต่หลายแห่งกลับอยู่ในพื้นที่ที่กองกำลังชาติพันธุ์ควบคุม ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการนอกอาณาเขต ขณะที่จีนซึ่งถูกเชื่อมโยงทั้งในฐานะผู้ลงทุน ผู้รับซื้อ และประเทศที่แร่ส่วนใหญ่ถูกส่งไปแปรรูป ก็ยังมองว่าเป็นปัญหาที่ไทยและเมียนมาต้องแก้ไขกันเอง
แม้จีนจะยืนยันมาตลอดว่าพร้อมให้ความร่วมมือ แต่จนถึงขณะนี้ ท่าทีของจีนยังอยู่ในระดับของการแสดงความกังวลและสนับสนุนการตรวจสอบร่วมกัน มากกว่าการประกาศมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการตรวจสอบบริษัทจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองในเมียนมา
จีนยังวางบทบาทของตนในฐานะ ‘ผู้สนับสนุนการตรวจสอบ’ มากกว่าจะยอมรับว่าตนเองเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหมืองของเมียนมา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจีนเป็นประเทศต้นน้ำที่แทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสารพิษเหล่านั้น ขณะเดียวกัน ยังได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลจากการลงทุนและการค้าในธุรกิจดังกล่าว
สุดท้ายกิจการเหมืองยังเดินหน้าต่อ สารพิษยังไหลลงแม่น้ำ และคนที่ต้องรับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชน
จีนเกี่ยวข้องกับปัญหาแม่น้ำกกอย่างไร
ท่ามกลางความพยายามของโลกในการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ‘เมียนมา’ ประเทศที่เผชิญวิกฤตทางการเมืองยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลายเป็นเป้าหมายของประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อินเดีย หรือจีน ที่พยายามเข้ามาจับจองแหล่งแร่หายาก (Rare Earth Elements) และแร่สำคัญ (Critical Minerals)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การทำเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำในประเทศเมียนมาขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย หลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียม ผลตรวจคุณภาพน้ำ และงานศึกษาจากหลายฝ่าย ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การขยายตัวของเหมืองเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับการปนเปื้อนของโลหะหนักในลำน้ำที่ไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่ไทย
อย่างไรก็ตาม แม้เหมืองจะตั้งอยู่ในเมียนมา แต่จีนกลับมีบทบาทสำคัญในแทบทุกช่วงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมแร่ ตั้งแต่การลงทุน การจัดหาเครื่องจักร เทคโนโลยี การสนับสนุนทางธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ไปจนถึงการเป็นตลาดปลายทางของแร่ที่ขุดได้
ข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) ระบุว่า เหมืองหลายแห่งในรัฐฉานมีความเชื่อมโยงกับทุนจีน ทั้งในรูปแบบบริษัทจีนเข้าไปลงทุนโดยตรง หรือร่วมทุนกับผู้ประกอบการในเมียนมา โดยเฉพาะในเมืองยอน ทางตอนใต้ของเมืองสาด รัฐฉาน ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยบริเวณตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพียงประมาณ 25 กิโลเมตร และบางจุดอยู่ห่างจากแม่น้ำกกเพียงราว 2.6 กิโลเมตร
SHRF รายงานว่า เหมืองแร่หายากในรัฐฉานดำเนินการโดยบริษัทจีน มีเจ้าหน้าที่ชาวจีนประมาณ 50-60 คนประจำอยู่ในพื้นที่ และมีกองทัพว้า (UWSA) ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ขณะที่รายงานอีกฉบับเมื่อปี 2568 ยังระบุว่า Chinese Investment Mining Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐจีน เป็นผู้ดำเนินกิจการเหมือง
โดยแร่จากพื้นที่เหล่านี้ถูกส่งต่อเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลายประเภท ตั้งแต่มอเตอร์ แม่เหล็กในรถยนต์ไฟฟ้า จอ LED เอไอ ชิป และกังหันลม ไปจนถึงอุปกรณ์ด้านยุทธศาสตร์ โดยมีจีนเป็นศูนย์กลางสำคัญของการแปรรูปและตลาดปลายทาง
ขณะเดียวกัน งานศึกษาของ Stimson Center พบว่า ในเดือนมีนาคมปี 2569 มีเหมืองมากกว่า 2,420 แห่งตามแม่น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป และเหมืองหลายแห่งดำเนินการอย่างผิดกฎหมายหรือแทบไม่มีการกำกับดูแล โดยหลายแห่งใช้เทคนิคการชะละลายแร่ (In-situ Leaching) ซึ่งเป็นการฉีดสารเคมีลงไปในชั้นดินเพื่อสกัดแร่ วิธีการดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนของโลหะหนัก ทั้งสารหนู แมงกานีส ปรอท และแคดเมียม ลงสู่แหล่งน้ำ
ทั้งนี้ เหมืองจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมาไม่ได้ควบคุมโดยตรง แต่เป็นพื้นที่ของกองกำลังชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกองกำลังว้า ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการทหารกับจีนมายาวนาน ความสัมพันธ์ดังกล่าวเอื้อให้บริษัทจีนดำเนินธุรกิจในพื้นที่เหล่านี้ได้ แม้จะเป็นพื้นที่ความขัดแย้ง ส่งผลให้กลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารเมียนมาในฐานะเจ้าของอธิปไตยเหนือพื้นที่ และกลุ่มติดอาวุธที่ควบคุมพื้นที่เหมือง ต่างก็มีส่วนในการอนุญาตหรือเอื้อให้เกิดการทำเหมืองโดยขาดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยปี 2560-2567 เมียนมาส่งออกแร่หายากไปจีนคิดเป็นมูลค่ากว่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท) และรัฐบาลทหารก็เลือกปิดตาต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อแลกกับรายได้ก้อนนี้ ขณะที่กองกำลังชาติพันธุ์ที่ควบคุมพื้นที่เหมืองก็ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากการเป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่
ดังนั้น การดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบจึงไม่อาจอาศัยเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศเจ้าบ้านเท่านั้น แต่ควรยึดถือมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศควบคู่กันด้วย เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและระบบนิเวศในประเทศปลายน้ำ รวมถึงประเทศไทย
ภาคประชาชนจึงเห็นว่า จีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ไม่เพียงเพราะจีนเป็นประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่ภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานของจีนมีอิทธิพลต่อกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นเหตุ
จีนเคลื่อนไหวอย่างไรต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หลังปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ผลการตรวจคุณภาพน้ำ และรายงานขององค์กรต่างๆ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ตอบคำถามสื่อหลายครั้ง โดยมีสาระสำคัญในทิศทางเดียวกัน
แถลงการณ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2568 เกิดขึ้นหลังการเดินขบวนวันสิ่งแวดล้อมโลกที่จังหวัดเชียงรายเพียง 3 วัน จีนระบุว่าให้ความสำคัญกับปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง สนับสนุนให้ไทยและเมียนมาเพิ่มการสื่อสารและการประสานงาน ดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มีความรับผิดชอบ และแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจีนกำหนดให้บริษัทจีนที่ไปลงทุนในต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น และจีนพร้อมร่วมมือกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศและคุณภาพน้ำ
ต่อมา 31 พฤษภาคม 2569 ก่อนที่เครือข่ายภาคประชาชนจะจัดกิจกรรมเดินธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำกกจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังจังหวัดเชียงราย จีนออกแถลงการณ์อีกครั้ง โดยย้ำจุดยืนเดิม พร้อมอ้างอิงผลตรวจคุณภาพน้ำของหน่วยงานไทยที่ระบุว่าคุณภาพน้ำโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และเสนอให้ใช้กลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง
จากนั้นวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก และเป็นวันที่ขบวนธรรมยาตราเดินทางถึงศาลากลางจังหวัดเชียงราย สถานทูตจีนออกแถลงการณ์เป็นครั้งที่ 3 หลังมีข้อเรียกร้องให้จีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จีนระบุว่าเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบร่วมกันระหว่างไทยกับเมียนมา พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และกำหนดให้วิสาหกิจจีนที่ไปลงทุนต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่ยอมให้บริษัทจีนทำลายสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ต่อมา 8 กรกฎาคม หลังเครือข่ายประชาชนจัดการชุมนุมหน้าสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ และสถานกงสุลจีนในเชียงใหม่และขอนแก่น จีนยังคงใช้ท่าทีเดิม โดยระบุว่าเข้าใจความกังวลของประชาชนต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่ยังคงย้ำว่าปัญหานี้เป็นเรื่องของแม่น้ำข้ามพรมแดนระหว่างไทยกับเมียนมา จึงควรให้ทั้ง 2 ประเทศร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความระบุว่า ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้พบกับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ตามคำขอของฝ่ายไทย โดยย้ำจุดยืนเดิมว่า จีนเข้าใจความกังวลของประชาชน สนับสนุนให้ไทยและเมียนมาตรวจสอบร่วมกัน และพร้อมเสริมสร้างความร่วมมือด้านการจัดการทรัพยากรน้ำกับประเทศในลุ่มน้ำโขง แต่ในขณะเดียวกันก็ระบุว่า ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอที่จะระบุความรับผิดชอบ และคัดค้านการกล่าวหาว่าจีนมีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่มีหลักฐาน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักเหตุผลและข้อเท็จจริง
“ในขณะที่ข้อเท็จจริงยังไม่มีความชัดเจนและความผิดชอบยังไม่สามารถบ่งบอกได้ กลับมีบุคคลบางกลุ่มนำประเด็นนี้ไปสร้างกระแสกล่าวหาและใส่ร้ายป้ายสีจีนโดยปราศจากมูลความเป็นจริงนั้น ฝ่ายจีนจึงคัดค้านอย่างเด็ดขาด และหวังว่าพรรคประชาชนจะยึดมั่นในท่าทีอย่างเป็นกลางและมีเหตุมีผล แสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไป” จางกล่าว
ทั้งนี้ ในการเข้าพบครั้งเดียวกัน พรรคประชาชนส่งข้อมูลพิกัดเหมืองกว่า 2,676 จุด จากงานศึกษาของ Stimson Center ให้ทางการจีนตรวจสอบว่า มีบริษัทหรือหน่วยงานของจีนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหมืองแห่งใดบ้าง พร้อมเสนอให้จีนใช้กฎหมายภายในประเทศ เช่น กฎหมายบริหารจัดการแร่หายาก กฎหมายการลงทุนในต่างประเทศ และกฎหมายควบคุมการส่งออก เพื่อตรวจสอบบริษัทจีนที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองในเมียนมา
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจําสํานักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยบน Facebook ส่วนตัวว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ถ้อยแถลงของจีนมีเนื้อหาใกล้เคียงกันทุกครั้ง ขณะเดียวกันเครือข่ายภาคประชาชนเคยพยายามประสานขอพบผู้แทนสถานทูตจีนและสถานกงสุลจีน เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ปัญหา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดข้อกังขาถึงความจริงใจของจีนในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา
“จีนมักพูดให้ตัวเองดูดี แต่ไม่มีรูปธรรมแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนแต่อย่างใด จีนยังหลับตาข้างเดียว ปล่อยให้จีนเทาซึ่งได้แก่ บริษัทจีน วิสาหกิจจีน ทำเหมืองแร่ในเมียนมาทั้งทางตรงและทางอ้อม ท่ามกลางความขัดแย้งในเมียนมา ตักตวงผลประโยชน์ และทำลายสิ่งแวดล้อมในประเทศเพื่อนบ้านและแม่น้ำโขงต่อไป
“ในรอบปีที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง เคยเชิญท่านมาพบปะกับประชาชนที่เชียงราย จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนที่กรุงเทพฯ โยนให้เจ้าหน้าที่กงสุลจีนที่เชียงใหม่ ในขณะเดียวกันกงสุลจีนก็โยนกลับไปให้สถานทูตจีน และแล้วพวกท่านก็ไม่ยอมมาพบพวกเรา มันแสดงให้เห็นว่าพวกท่านไร้ความจริงใจอย่างสิ้นเชิง” สืบสกุลกล่าว
ในทางกฎหมาย ไทยยังมีทางเลือกอะไรบ้างในการเจรจากับจีน
อริศรา เหล็กคำ อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มองว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้กลไกระหว่างประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ทั้งเมียนมาและจีนรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักที่มีสาเหตุจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมายังมีข้อจำกัดอย่างมาก ทั้งในเชิงข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และบริบททางภูมิรัฐศาสตร์
อาจารย์อริศราอธิบายต่อว่า ท่าทีของจีนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าจีนมองปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก เป็นปัญหาของแม่น้ำสาขาระหว่างไทยกับเมียนมา โดยหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงต้นเหตุที่อาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ แม้สื่อและรายงานหลายฉบับจะเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานแร่กับผู้ประกอบการจีน
แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ การดำเนินการใดๆ จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าการปนเปื้อนเกิดขึ้น ณ จุดใด ใครเป็นผู้ควบคุมหรือมีอำนาจเหนือกิจกรรมเหมืองที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน และมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานอย่างไร
“ตราบใดที่การสร้างข้อเท็จจริงร่วมกันระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องยังต้องใช้เวลา การผลักดันให้เกิดการยอมรับความรับผิด หรือการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุของเหมืองย่อมเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับแร่สำคัญที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก และมีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่าย” อริศรากล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ปลายทางของการแก้ไขปัญหาจะยังอีกยาวไกล แต่ไทยยังจำเป็นต้องใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว
อริศราอ้างอิงงานวิจัยของ รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การปนเปื้อนของสารโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง มีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเห็นว่าไทยไม่ควรจำกัดการดำเนินการไว้เพียงมาตรการภายในประเทศ เช่น การตรวจวัดคุณภาพน้ำ การเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน หรือการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพราะแม้มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็น แต่เป็นเพียงการจัดการผลกระทบที่ปลายเหตุ และหากลดหรือยุติแหล่งกำเนิดมลพิษที่ต้นทางไม่ได้ ไทยก็จะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อเฝ้าระวังและรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ต้นเหตุของการปนเปื้อนยังคงดำเนินต่อไป
ดังนั้น ไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดการที่ต้นเหตุของการปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมืองแร่ ควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ และใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกระดับอย่างเป็นระบบ
อริศราเสนอว่า หนึ่งในกลไกความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำของเมียนมาที่สำคัญในขณะนี้คือ กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation: LMC) ซึ่งมีสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม แม้กรอบนี้จะไม่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเหมืองแร่โดยตรง
ประเทศไทยควรปรับกรอบการเจรจาจากการมุ่งเน้น ‘ความเสียหายที่ประเทศไทยได้รับ’ ไปสู่การเสนอ ‘ความมั่นคงและผลประโยชน์ร่วมของลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขง’ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของกรอบความร่วมมือนี้ เพราะจะช่วยให้ทุกประเทศมองว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากกิจกรรมเหมืองแร่เป็นการร่วมกันคุ้มครองทรัพยากรน้ำ ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำ มากกว่าจะเป็นข้อเรียกร้องของไทยเพียงฝ่ายเดียว
ไทยควรใช้กรอบ LMC ผลักดันความร่วมมือเชิงรุกในประเด็นที่ทุกประเทศดำเนินการร่วมกันได้ เช่น การจัดตั้งหรือยกระดับระบบติดตามคุณภาพน้ำร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และผลการตรวจวัดสารปนเปื้อน การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับเหตุปนเปื้อนจากเหมืองหรือกิจกรรมอุตสาหกรรมในพื้นที่ต้นน้ำ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจกรรมเหมืองแร่ในระดับภูมิภาคให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ LMC และมีโอกาสได้รับการตอบรับจากจีนและประเทศสมาชิกมากกว่าการหยิบยกประเด็นในลักษณะข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ กรอบ LMC ไม่ควรถูกใช้เฉพาะในมิติทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากเสาความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากในอนาคตมีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า กิจกรรมเหมืองแร่บางแห่งอาจเชื่อมโยงกับการลักลอบขนแร่ การฟอกเงิน การบังคับใช้แรงงาน หรืออาชญากรรมข้ามชาติ โดยการดำเนินการควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส เคารพหลักนิติธรรม และอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการเสริมสร้างความมั่นคงของลุ่มน้ำดำเนินควบคู่กันอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากกรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคแล้ว อริศรายังเสนอว่า ไทยควรใช้กฎหมายภายในของจีนเป็นอีกหนึ่งฐานในการดำเนินการทางการทูต
อาจารย์อธิบายว่า กฎระเบียบว่าด้วยการลงทุนในต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน ค.ศ. 2026 (Regulations on Outbound Investment) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 กำหนดกรอบการกำกับดูแลนักลงทุนจีนที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการลงทุนโดยตรงและโดยอ้อม
กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้ไทยปรับกรอบการเจรจาจากการเรียกร้องให้จีนแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทย ไปสู่การเสนอให้จีนใช้กฎหมายของตนเองตรวจสอบว่า หากมีนักลงทุนจีนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา นักลงทุนเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมและการกำกับดูแลกิจการตามที่กฎหมายจีนกำหนดหรือไม่
ไทยสามารถรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น ผลการตรวจคุณภาพน้ำ ข้อมูลการปนเปื้อนของโลหะหนัก ข้อมูลอุทกวิทยา และภาพถ่ายดาวเทียม ส่งต่อให้หน่วยงานของจีนเพื่อประกอบการตรวจสอบ โดยเป็นการสนับสนุนให้จีนใช้กลไกกำกับดูแลตามกฎหมายภายในของตนเองได้
อีกกฎหมายที่ไทยใช้เป็นฐานในการเจรจาได้ คือ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการส่งออกแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Export Control Law of the People’s Republic of China) ซึ่งใช้ควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี เครื่องจักร และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับแร่สำคัญ เช่น แร่หายาก ลิเทียม และแกลเลียม ฯลฯ หากมีข้อเท็จจริงว่า กิจกรรมเหมืองในเมียนมาอาจใช้เทคโนโลยีที่อยู่ภายใต้ระบบควบคุมของจีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ไทยสามารถเสนอให้รัฐบาลจีนตรวจสอบว่า มีการส่งออกหรือถ่ายโอนเทคโนโลยีดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
อริศราอธิบายว่า การปรับกรอบการเจรจาเช่นนี้จะเปลี่ยนจากการเรียกร้องให้จีนรับผิดชอบต่อปัญหาของไทยไปเป็นการเสนอความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมายของจีน ซึ่งสอดคล้องกับหลักอธิปไตยของรัฐและแนวทางการทูตที่จีนให้ความสำคัญ และมีแนวโน้มได้รับการตอบสนองมากกว่าการยื่นข้อเรียกร้องฝ่ายเดียว
“ไทยสามารถกำหนดกรอบการสื่อสารทางการทูตโดยเน้นว่า ไทยไม่ได้ร้องขอให้จีนเข้ามาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทย แต่ต้องการจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายของจีนในกรณีที่อาจมีการฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมการส่งออกของจีน ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขว่ามีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานรองรับเพียงพอ” อริศรากล่าว
ทางออกของไทย ใช้กลไกระหว่างประเทศ
ในอีกแง่หนึ่ง ไทยยังมีเครื่องมือทางกฎหมายและการทูตที่ใช้ได้ภายใต้ข้อจำกัด ทั้งการอาศัยกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เป็นเวทีผลักดันความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค และการใช้กฎหมายภายในของจีนเป็นฐานในการเสนอให้รัฐบาลจีนตรวจสอบและกำกับดูแลนักลงทุนของตนเอง
หากไทยสามารถปรับกรอบการเจรจาให้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมและเคารพหลักอธิปไตยของแต่ละประเทศ ก็อาจมีโอกาสสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้มากกว่าการมุ่งเรียกร้องความรับผิดเพียงฝ่ายเดียว
นอกจากนี้ ในการประชุม High-level Meeting on Critical Energy Transition Minerals ของสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ในการผลักดันประเด็นดังกล่าวในเวทีระหว่างประเทศ
จีนประกาศสนับสนุนการจัดทำกรอบธรรมาภิบาลแร่สำคัญของโลก (Global Critical Minerals Governance) ภายใต้การนำของ UN โดยย้ำหลักการสำคัญ ได้แก่ การค้าเสรี ความร่วมมือระหว่างประเทศ การเคารพอธิปไตยของรัฐเจ้าของทรัพยากร การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และการส่งเสริม Green Mining (การทำเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) ไทยก็สามารถอ้างอิงหลักการเดียวกัน เพื่อผลักดันให้จีนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งนี้ การดำเนินการควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ตรวจสอบได้
อริศราสรุปว่า แม้การแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำจะยังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อเท็จจริงที่ต้องได้รับการพิสูจน์ร่วมกัน และบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไทยยังมีเครื่องมือทั้งทางกฎหมายและการทูตที่สามารถใช้ได้ โดยควรมุ่งสร้างความร่วมมือในการรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดการยอมรับร่วมต่อข้อเท็จจริงในระดับระหว่างประเทศ ควบคู่กับการใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เช่น กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง และการใช้กฎหมายภายในของประเทศที่เกี่ยวข้องเป็นฐานในการเจรจา
อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้อาจช่วยเปิดพื้นที่ในการเจรจาและสร้างความเข้าใจร่วมกันได้มากกว่าการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้โดยตรงในระยะสั้น หากไทยสามารถปรับกรอบการเจรจาให้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วม การเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ และการจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ก็จะเพิ่มโอกาสในการสร้างความร่วมมือในระยะยาว มากกว่าการมุ่งเรียกร้องความรับผิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว
อ้างอิง:
– https://www.stimson.org/2026/การทำเหมืองแร่โดยไม่ได/
– https://shanhumanrights.org/?p=5051
– https://www.facebook.com/share/p/1BqrMx4Vx7/?mibextid=wwXIfr
– https://www.facebook.com/share/p/1JNnWyD7iN/
– https://www.facebook.com/share/p/185t9Hh4Aq/?mibextid=wwXIfr
Tags: เหมืองแร่, ภาคเหนือ, แม่น้ำกก, สารหนู, แม่โขง, วิกฤตสิ่งแวดล้อม, จีน, มลพิษข้ามพรมแดน, สิ่งแวดล้อม, โลหะหนัก, แม่น้ำ, แม่น้ำปนเปื้อน, เมียนมา




