จะมีสักกี่อาชีพที่ต้องทำหน้าที่ปลุกผู้คนให้ตื่นจากที่นอน พาไปอาบน้ำ กินข้าว พาเข้านอน และจะมีสักกี่งานที่ต้องดูแลชีวิตคนทั้งกายและใจ คอยเฝ้ามองอาการทั้งตอนตื่นและตอนนอน มิหนำซ้ำยังต้องเป็นเพื่อนสนทนาทั้งยามสุขและยามทุกข์ ผู้อ่านหลายคนคงนึกคำตอบไม่ออกว่า อาชีพอะไรที่ต้องทำงานมากมายถึงเพียงนี้ บ้างก็คงเดากันต่างๆ นานาว่าเป็นหมอกายภาพ เป็นคนใช้ หรือบางคนอาจไม่มองเป็นอาชีพ แต่เป็นภาระของลูกหลานที่ต้องทำ
น้อยคนนักที่จะตอบว่าภาระหน้าที่ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ ‘Caregiver’ หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุต้องทำในทุกวัน โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ ที่ร่ำเรียนศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ไปจนถึงผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เข้ารับการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care)
แต่ก็เหมือนสัจธรรมของโลกปกติ คนเป็นหมอหรือพยาบาล ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะป่วยไม่ได้ คนเป็น Caregiver ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาต้องเป็น ‘ยอดมนุษย์’ ที่ทำงานได้โดยไม่หมดแรง ยิ่งเมื่องานของพวกเขาคือการอยู่ใกล้ชิดและดูแลผู้ที่พร้อมจะจากโลกใบนี้ไปได้ทุกเมื่อ ต้องทำงานภายใต้บรรยากาศที่ผันผวน จากสุขอาจกลายเป็นทุกข์ในทันที ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังทำงานในยุคที่ความต้องการ Caregiver สูงลิ่ว แต่จำนวนบุคลากรและผู้ที่ต้องการเข้ามาประกอบอาชีพนี้กลับร่อยหรอ
ในบทความชิ้นนี้ The Momentum จะพาผู้อ่านไปสำรวจการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องทำหน้าที่เป็น Caregiver ในโรงพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ป่วยแบบประคับประคอง เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการเป็นผู้ให้การดูแล ความเปราะบาง และระบบรองรับที่ยังไม่ดีพอ
การดูแลที่มากกว่าทางกาย
คำว่า Caregiver หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ ในความเข้าใจของสังคมไทย มักถูกจำกัดความหมายอยู่แค่คนป้อนข้าว อาบน้ำ เปลี่ยนแพมเพิร์ส พาตื่นและพาเข้านอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในลิสต์หน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น
ทว่าผู้ให้การดูแลแบบประคับประคองในระบบสาธารณสุขที่พบเห็นได้ในโรงพยาบาล สถานชีวาภิบาล ทั้งของภาครัฐและเอกชน พวกเขามีหน้าที่ที่ลึกซึ้งกว่ามาก เพราะไม่เพียงแต่ต้องดูแลอาการเจ็บป่วย แต่ยังต้องดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีที่สุดด้วย
“โรงพยาบาลที่ใช้ระบบรักษาแบบทั่วไป ส่วนใหญ่เน้นรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรค แต่สำหรับงาน Palliative Care หรือการดูแลแบบประคับประคอง Caregiver จะต้องคิดว่า หากผู้ป่วยได้รับการรักษาแล้ว เขาจะมีความสุขหรือเปล่า หากได้รับการรักษาแต่คุณภาพชีวิตของเขาไม่ดี ก็ต้องกลับมาคิดต่อว่า จะทำอย่างไรให้เขาอยู่ในกระบวนการรักษาต่อไป พร้อมกับการใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด”
จิตภา แสนจันทร์ พยาบาลวิชาชีพที่ทำงานด้าน Palliative Care ชี้ให้เห็นภาระหน้าที่ของเธอ ก่อนจะเล่าต่อไปว่า การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองไม่ได้ทิ้งการรักษา แต่เป็นการทำควบคู่ไปพร้อมกับการดูแลคุณภาพชีวิต
นอกจากการทำหัตถการ เช่น ฉีดยา รักษาบาดแผล และดูแลอาการของผู้ป่วยแต่ละคนภายในโรงพยาบาลแล้ว สิ่งที่ Caregiver อย่างจิตภาละทิ้งไม่ได้ และต้องทำต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกๆ ที่พบหน้าคนที่จะอยู่ในความดูแลของเธอ คือการพูดคุยกับผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งไม่ใช่การคุยหรือทักทายทั่วไป แต่เป็นการสอบถามทุกฝ่ายว่า พวกเขาต้องการสิ่งใดจากการเข้ามาอยู่ในระบบการดูแลแบบประคับประคอง ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังต้องรู้อีกว่า ผู้ป่วยไม่ชอบสิ่งใด กลัวสิ่งใด ทำอะไรแล้วมีความสุข เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาในระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
ลองนึกว่าคุณไปโรงพยาบาลที่เน้นการรักษาอาการป่วย สิ่งที่คุณจะต้องพูดคุยกับหมอคงไม่ใช่เรื่องการ์ตูนที่คุณชอบ ภาพยนตร์ที่อยากดู สถานที่ที่อยากไปสักครั้ง กระทั่งความรู้สึกไม่ดีเก่าๆ ที่ผุดขึ้นมาให้คิดถึง ทว่าสำหรับ Caregiver บทสนทนาที่ดูเป็นเรื่องส่วนตัวเหล่านี้ เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะพวกเขารู้ดีว่า ทุกการพูดคุยระหว่างผู้เข้ารับการรักษากับผู้ให้การรักษา จะนำไปสู่การคิดแผนการรักษา ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงที่เผชิญกับความเจ็บไข้
Caregiver: การดูแลที่ยังคงจำกัดทางด้านเวลา
เมื่อการดูแลแบบประคับประคองไม่ได้หยุดอยู่ที่การรักษาอาการของผู้เข้ารับบริการเพียงอย่างเดียว หากต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นพิเศษ Caregiver จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพยาบาล แต่ยังต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษา นักจิตบำบัด นักโภชนาการ นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด เภสัชกร หรือบางครั้งก็ต้องเป็นผู้ดูแลด้านจิตวิญญาณ อย่างการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามความต้องการของผู้เข้ารับบริการ เมื่อพวกเขาจากไป
จิตภาระบุว่า พยาบาลในระบบสาธารณสุขซึ่งทำหน้าที่เป็น Caregiver จะต้องดูแลผู้ป่วยในด้านจิตวิญญาณ เพราะในยามที่ร่างกายเปราะบาง ผู้ป่วยบางคนมักหวาดกลัวความตาย กังวลว่าตนเป็นภาระของครอบครัวหรือไม่ กลับกัน ผู้ป่วยบางคนอาจมีความคาดหวังบางอย่าง หรือความต้องการในช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเราต้องดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุม
“พยาบาลในระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจึงต้องมีทักษะด้านจิตวิทยา หรือความเป็น ‘Spiritual’ ที่จะดูแลคนไข้เพิ่มเข้ามา ก็จะมีความยากว่า ทำอย่างไรให้เราเข้าถึงความรู้สึกของผู้ป่วย จะทำอย่างไรให้เขาเปิดใจ ให้เขาบอกสิ่งที่แบกเอาไว้ในใจ เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ของตัวเองได้
“ปัญหาก็คือ ‘เวลา’ เพราะส่วนใหญ่เราจะต้องใช้เวลาในการคุยกับคนไข้นาน พยาบาลจะต้องอยู่กับคนไข้เป็นเวลานาน ซึ่งโรงพยาบาลทั่วไปไม่มีทางทำแบบนั้นได้ ทำได้เพียงแจ้งอาการ ทำตามมาตรการการรักษา และไม่ได้คุยกับคนไข้อีก แต่ในระบบดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่แบบนั้น เราต้องเข้าไปนั่งคุยกับผู้ป่วยเพื่อให้ได้คำตอบ” จิตภากล่าว
ในโรงพยาบาลเอกชนที่จิตภาทำงานอยู่ พยาบาล 1 คน อาจต้องดูแลผู้ป่วยจำนวน 15 คนภายใน 1 วัน เพื่อไม่ให้ภาระหน้าที่ของบุคลากรหนักหนาจนกระทบกับประสิทธิภาพการทำงาน ทางโรงพยาบาลจึงเพิ่ม ‘ผู้ช่วยพยาบาล’ เข้ามาทำหน้าที่ดูแลกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย เพราะท้ายที่สุด ‘คุณภาพชีวิต’ ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของการดูแลแบบประคับประคอง
อย่างไรก็ตาม หากเป็นโรงพยาบาลของภาครัฐที่มีขนาดใหญ่กว่าโรงพยาบาลเอกชน มีโอกาสที่พวกเขาจะมีผู้ป่วยให้ดูแลเยอะกว่ามาก ทำให้เวลาที่ต้องเฉลี่ยไปให้ผู้ป่วยแต่ละคนเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยอย่างแน่นอน
Caregiver: กับความเปราะบาง
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น Caregiver ไม่เพียงแต่ต้องดูแลผู้ป่วยตามอาการ แต่ยังต้องดูแลครอบคลุมถึงจิตใจ ในกระบวนการนี้ หนึ่งในวิธีที่ได้ประสิทธิภาพและเป็นสากล คือการ ‘สนทนา’ กับผู้ป่วย โดยมีปลายทางเป็นแผนการรักษาที่สะท้อนมาจากความต้องการของผู้ป่วยอย่างแท้จริง และทำให้พวกเขาได้ระบายสิ่งที่คั่งค้างภายในใจตนออกมา ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ห้วงเวลาที่ผู้ป่วยอยู่ภายใต้การรักษาแบบประคับประคองมีประสิทธิภาพสูงสุด
เมื่อ Caregiver ต้องพูดคุยกับผู้ป่วยได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องทุกข์ใจ เป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจไม่ได้มีระบบจัดการกับเรื่องราวที่ตนได้รับฟังที่แข็งแรงมากพอเช่นเดียวกับนักจิตเวช โดยเฉพาะเรื่องเล่าที่อาบด้วยความทุกข์ใจ ซึ่งบ่อยครั้งมักกระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้ดูแลเอง หรือมีโอกาสเกิดความรู้สึกร่วมกับเรื่องราวที่ได้รับฟังเช่นเดียวกัน
ธมลวรรณ ทับทิม ผู้ช่วยพยาบาลที่ทำงานเป็น Caregiver เล่าว่า การจัดการกับความรู้สึกและอารมณ์เป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจากการรับฟังปัญหาของผู้ป่วยในแต่ละครั้ง เปรียบเสมือนการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในใจของผู้ป่วย และมีโอกาสที่ตัว Caregiver เองจะตัดสินใจแทนผู้ป่วยในเรื่องนั้น
“แค่รับฟังก็อาจทำให้รู้สึกแย่แล้ว บางครั้งญาติของผู้ป่วยมาถามว่า ช่วยตัดสินใจให้เขาหน่อยได้ไหม ว่าควรจะแก้ไขปัญหาของพวกเขาอย่างไร มันทำให้ตัว Caregiver เองเกิดอาการเครียด และตั้งคำถามว่า ทำไมเขาถึงถามเราอย่างนั้น
“หลายครั้ง เรื่องราวที่เขาเล่ายังติดอยู่ในใจของเรา มีคำถามหลายคำถามตีกันอยู่ในตัวเรา ทำไมบ้านนั้นเขาเป็นแบบนั้นกัน ทำไมบ้านนี้ถึงเป็นแบบนี้ บ้านนี้ยอมรับได้ แล้วทำไมบ้านนี้ยอมรับไม่ได้ มันเป็นโจทย์ว่า แล้วเราจะหาพื้นที่ตรงกลางระหว่างเรากับผู้ป่วยอย่างไร กลับห้องไปแล้ว หลังเลิกงานจะทำอย่างไรให้ตัวเองไม่กลับมาคิดถึงเรื่องเล่าของผู้ป่วย”
เรื่องราวที่ Caregiver รับฟังจากผู้ป่วย โดยเฉพาะความทุกข์ร้อนและความเจ็บปวด สามารถสร้างอิทธิพลทางความรู้สึกต่อตัวผู้ดูแล เกิดความเครียด หรือบาดแผลทางใจทางอ้อมจากการรับรู้ความทุกข์ของคนอื่น หรือที่เรียกว่า Secondary Traumatic Stress (STS) ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของผู้ดูแล เช่น นอนไม่หลับ ฝันร้าย วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกเหมือนตัวเองถูกดึงเข้าไปอยู่ในความทุกข์ของผู้ป่วย ทั้งที่เหตุการณ์เหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง และอาจกระทบต่อเนื่องจนเกิดเป็นภาวะหมดไฟ (Burnout) ได้
ภาระทางใจของ Caregiver ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างการสนทนาของผู้ป่วยกับผู้ดูแลเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นจากความผูกพัน จิตภาชี้ว่า ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องเห็นคนไข้ในความดูแลจากไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ความเศร้าใจเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีวิธีจัดการกับอารมณ์เศร้าโศก และในไม่ช้า พวกเขาต้องเดินเข้าไปยังห้องของคนไข้ที่ยังมีชีวิตอยู่ในห้องถัดไปด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม เพื่อไม่ให้เกิดบรรยากาศหม่นหมองซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการรักษาในระบบประคับประคอง
“คนไข้อยู่กับเรามา 7-8 เดือน หรือกับบางคนเขาดูแลกันมาเป็นปี บางคน 2 ปี หรือในบางคนอาจจะไม่นาน แต่เราก็รู้สึกผูกพันกับเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัว
“เราจะบอกกับตัวเองเสมอว่า เราเป็นมนุษย์ เรารู้สึกเสียใจได้ เศร้าได้ แต่เราต้องดึงตัวเองกลับมาทำงานต่อ ซึ่งจะใช้วิธีพูดกับตัวเองว่า เราทำให้เขามีความสุขแล้ว ความผูกพันระหว่างคนไข้กับเราสุดท้ายก็ต้องแยกย้าย” จิตภากล่าว
Caregiver จึงเป็นวิชาชีพที่มีโอกาสเกิดความ ‘เปราะบาง’ ด้านสภาพจิตใจไม่แพ้นักจิตบำบัด และต้องการวิธีจัดการภาวะนั้น ดังนั้นนักบำบัดจึงเป็นอีกทางออกหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา STS ไม่ว่าจะเป็นนักจิตบำบัด นักดนตรีบำบัด หรือนักศิลปะบำบัด ที่เข้ามาช่วยจัดวิธีในการเยียวยาผู้ดูแล ก่อนที่พวกเขาจะเหนื่อยล้าจากความเครียดและหมดไฟ ซึ่งจะตอกย้ำปัญหา Caregiver ที่มีอยู่อย่างจำกัดในปัจจุบัน
ทว่าในโรงพยาบาลของรัฐทั่วไป ปัญหาความเปราะบางของ Caregiver อาจซับซ้อนกว่า เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับการรักษาผู้ป่วยที่อาจทำให้เห็นภาพที่เจ็บปวดมากกว่า เช่น ผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้ป่วยที่ต้องต่อสายขับปัสสาวะหรืออุจจาระ ทั้งยังทำให้แผนการดูแลแบบประคับประคองมีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
Caregiver: ภารกิจที่ครอบจักรวาล
สำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิงในระบบดูแลแบบประคับประคอง Caregiver เปรียบเสมือนผู้เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย หากผู้ป่วยใช้ขาได้ไม่เต็มที่ พวกเขาจะคอยเป็นขาให้ หากใช้แขนไม่ได้ ก็จะช่วยเป็นแขนให้ในทุกกิจวัตรของคนไข้ การดูแลแบบประคับประคองจึงเป็นหนึ่งในภารกิจของ Caregiver อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
หน้าที่ที่คุ้นเคย เช่น การพาตื่นและพาเข้านอน การอาบน้ำ ดูแลการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ พลิกตัวในกรณีของผู้ป่วยติดเตียงที่เสี่ยงเป็นแผลกดทับ และเช็ดตัว เป็นกิจวัตรพื้นฐานที่ Caregiver ต้องช่วยเหลือผู้ป่วย ดังนั้นคนหนึ่งคนจึงเปรียบเสมือนมีร่างแยก หรือในกรณีโรงพยาบาลขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ อาจมีคนไข้หลายคนให้ดูแล ทั้งยังต้องดำเนินการด้วยความละมุนละม่อมตามข้อจำกัดทางร่างกายของผู้ป่วย
“หากจะบอกว่าไม่เหนื่อยก็ดูจะโกหกตัวเองเกินไป Caregiver เป็นงานที่เหนื่อยมาก ถึงแม้ภายนอกเราอาจจะยิ้มแย้มแจ่มใส แข็งแรง แต่ก็รู้สึกได้เลยว่า ข้างในตัวเรามีความเหนื่อยล้าอยู่” ธมลวรรณกล่าว
การทำงานบนเส้นเวลาที่ไร้ความแน่นอนเกินจะคาดเดาได้ อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของ Caregiver อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ธมลวรรณเล่าต่อว่า เธอเคยทำงานหนักจนร่างกายไม่ไหว และเริ่มส่งสัญญาณผ่านอาการของโรคที่รุมเร้า
“ตัวเรามีอาการภูมิแพ้อยู่แล้ว และเป็นทอนซิลอักเสบเรื้อรัง แรกๆ ก็ได้ยามากินเรื่อยๆ จนเกิดอาการดื้อยา ก็ตกใจว่าทำไมสุขภาพเราแย่ จนหมอบอกว่า ร่างกายของเราขาดการพักผ่อน ซึ่งตัวเราเองก็ปรับไม่ได้ จึงตัดสินใจผ่าตัดเมื่อปีที่ผ่านมา”
ปัจจัยด้านเวลาการทำงานของ Caregiver ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวผู้ดูแลในมิติใดมิติหนึ่ง โดยเฉพาะร่างกายที่เห็นตัวอย่างชัดเจนจากกรณีของธมลวรรณ
และหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม แทนที่ Caregiver จะเป็นอาชีพที่ทำให้คุณภาพชีวิตของใครสักคนดีขึ้น อาจกลายเป็นการบั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลเอง มากไปกว่านั้น คือคำถามสำคัญว่า หากผู้ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลคนอื่นป่วย แล้วใครจะดูแลผู้ป่วยในระบบประคับประคองต่อไป
Caregiver: ต้องมีระบบดูแล
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2565 และในปัจจุบัน (ปี 2569) ประชากรผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอยู่ราว 14.96 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 23 ของประชากร 65.48 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า กลุ่มเปราะบางในประเทศนี้ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันความต้องการ Caregiver ก็สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า ภายในปี 2580 ไทยอาจต้องการ Caregiver มากถึง 2.5 แสนคน
ข้อมูลจาก นายแพทย์ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา ที่ปรึกษาโครงการวิจัยการวิเคราะห์สถานการณ์และองค์ความรู้ระบบการดูแลระยะยาวในชุมชนของประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุอยู่ราว 6-7 แสนคนที่ควรได้รับการดูแลแบบ ‘Long-term Care’ อย่างใกล้ชิด ทว่าเรากลับมี Caregiver มืออาชีพเพียง 1-1.2 หมื่นคนเท่านั้น
นายแพทย์ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ที่ปรึกษาคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เหตุผลกับ The Momentum ว่า จำนวน Caregiver ที่มีอยู่หยิบมือ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกับอาชีพดังกล่าวไม่มาก ด้วยภาระที่ต้องรับผิดชอบ ความเครียด และการต้องอยู่กับผู้มีภาวะพึ่งพิงเป็นระยะเวลานาน จนกัดกินชีวิตส่วนตัวมากจนเกินไป
นายแพทย์ฉันชายยังเพิ่มเติมว่า ไม่เพียงแต่ภาระทางใจและกายของผู้ดูแล ที่ทำให้ Caregiver ไม่ใช่อาชีพที่ได้รับความสนใจ แม้ยุคที่มีความต้องการในตลาดแรงงานสูง แต่ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นผสมโรง โดยเฉพาะค่าแรงที่ต่ำสวนทางกับภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ในขณะเดียวกัน ระบบที่ดูแล Caregiver ยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาอีกมาก
“โดยทั่วไปในตอนนี้ ค่าแรงของ Caregiver อาจไม่ได้จูงใจเท่าไรนัก ผมคิดว่าในอนาคต เราต้องพยายามพัฒนาเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับคนที่ทำหน้าที่นี้ เพราะเขาทำสิ่งที่มีความสำคัญจริงๆ รายได้ที่เขาควรจะได้รับจึงต้องเหมาะสมกับความสำคัญของงานที่ทำ”
ไม่เพียงค่าจ้างที่ยังไม่ดึงดูดใจ ระบบที่โอบอุ้มคนทำงาน Caregiver เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจของแรงงานว่า จะพาตัวเองเข้ามาในอาชีพนี้หรือไม่ นายแพทย์ฉันชายสะท้อนว่า ปัจจุบันยังไม่มีระบบสนับสนุนคนทำงานที่เพียงพอ เช่น หน่วยงานที่ดูแล Caregiver เมื่อเกิดปัญหาระหว่างทำงาน การอัปสกิลวิชาชีพที่ไม่ต่อเนื่อง การทำงานที่ไร้ทีม ที่สำคัญคือ ยังไร้เส้นทางการเติบโตในสายอาชีพที่ชัดเจน
“ผมมองว่าในอนาคต เราต้องขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กับคำว่า Long-term Care และอาชีพ Caregiver ในตอนนี้ มีอัตราส่วนของผู้ดูแลผู้สูงอายุส่วนหนึ่งเป็นแรงงานถูกกฎหมายจากต่างชาติ ซึ่งพวกเขาก็มีความสำคัญ แต่ผมมองว่า เราต้องมีระบบที่จะสร้างคนไทยเข้ามาเป็นบุคลากร โดยมีความรู้และทัศนคติที่ดีเข้ามา
“แต่เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับระบบที่เหมาะสมที่จะสนับสนุนพวกเขาด้วย มันคงไม่ใช่การบอกใครว่า ฉันจะให้คุณเข้าไปทำงานอยู่ที่บ้านนั้น แต่ไม่มีอะไรซัพพอร์ต
“อย่าคิดจะสร้าง Caregiver มาป้อนตลาด ถ้ายังไม่มีระบบที่ทำให้เขาอยู่ได้ มันจะไม่ยั่งยืน เพราะการทำงานแล้วไม่มีระบบรองรับ ไม่มีคนช่วยดูแล ไม่มีทีม คงไม่สามารถทำให้พวกเขาดำเนินชีวิตต่อไป หรือมีเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมได้” นายแพทย์ฉันชายกล่าว
จริงอยู่ที่ว่า ใครก็เป็น Caregiver ได้ ทว่าการเข้าสู่อาชีพโดยเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณสุข ไม่เพียงแต่ต้องใช้ศาสตร์ทางด้านวิชาชีพ แต่ยังต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถดูแลผู้เข้ารับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แพทย์หญิงนิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ช่วยอำนวยการโรงพยาบาลคูน ให้ข้อมูลว่า บุคลากรในระบบสาธารณสุขที่ให้ความดูแลแบบประคับประคอง ไม่เพียงแต่ต้องทำงานประจำซ้ำๆ แต่ต้องใช้ความรู้ แรงกาย แรงใจ และความเมตตา เพื่อพาคนไข้ออกจากจุดที่ทุกข์ที่สุด ให้กลับมายิ้มได้ ดังนั้นเพื่อทดแทนพลังงานที่ Caregiver ต้องสูญเสียไปกับการดูแลผู้ป่วย ก็ควรได้รับคืนมาผ่านแรงสนับสนุนของระบบสาธารณสุขเช่นกัน
“องค์กรต้องสนับสนุนเขาให้เพียงพอ เขาถึงจะมีกระจิตกระใจไปดูแลคนอื่นให้มีความสุข ถ้าเขาไม่สามารถดูแลตัวเองให้มีความสุขได้ มันก็แบ่งปันไปไม่ถึงคนอื่นอยู่ดี”
สังคมที่มี Caregiver ไม่เพียงพอ มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า จะทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการรักษาที่ยากขึ้น เพราะไม่มีใครพาไปสถานพยาบาล สุขภาพของพวกเขาจะย่ำแย่ลง และเสี่ยงที่จะเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ครอบครัวต้องรับภาระ แต่ระบบสาธารณสุขไทยก็ต้องรับภาระการดูแลความเจ็บป่วยของพวกเขาด้วย
ในยุคที่สัดส่วนผู้สูงอายุในไทยมีมากขึ้นเรื่อยๆ อาชีพ Caregiver จึงยิ่งทวีความสำคัญ แต่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยกลับมีระบบสนับสนุนพวกเขาน้อยเกินไป ทั้งด้านรายได้ เส้นทางอาชีพ ทีมงาน การเติบโต ฯลฯ จนหลายคนเลือกที่จะไม่เข้าสู่อาชีพนี้
ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะหันมาใส่ใจบุคลากร Caregiver มากยิ่งขึ้น ให้เหมาะสมกับภาระหน้าที่ที่พวกเขาต้องทำและแบกรับในแต่ละวัน



