“ที่พักราคา 3,000-4,000 บาทในกรุงเทพฯ ก็พอจะหาได้อยู่ ถ้าไม่ติดหรูเกินไป”

แต่ห้องที่ว่า มักแลกมาด้วยทำเลที่อยู่ลึกเข้าไปในซอย ถนนเปลี่ยว ไฟติดบ้าง ดับบ้าง สภาพแวดล้อมไม่น่าไว้ใจ และไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยอะไรนอกจากกุญแจ 1 ดอก หากใครเจอห้องเช่าราคาย่อมเยาในทำเลดีๆ ก็โชคดีไป แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ ถ้าอยากลดความเสี่ยงก็ต้องยอมจ่ายแพงขึ้น

ส่วนต่างหลักพันระหว่างอพาร์ตเมนต์ในซอยกับคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า กลายเป็นภาระส่วนตัวที่ถูกผลักมาให้หลายคนต้องแบกรับ โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเปราะบางต่อความรุนแรงทางเพศมากกว่า ทำให้พวกเธอไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องยอมจ่ายแพงเพียงเพื่อจะใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจระยะทางกลับบ้านเพียง 500 เมตรอาจดูไม่ไกล แต่เมื่อปลายทางอยู่ในซอยเปลี่ยว การเดินเพียงไม่กี่นาทีก็กลายเป็นความเสี่ยงในทุกก้าว ต้นทุนที่ต้องจ่ายจึงไม่ได้มีแค่ค่าที่พัก แต่ยังรวมถึงค่าแท็กซี่หรือวินมอเตอร์ไซค์ ที่หลายคนยอมจ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินคนเดียวในความมืด ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงการซื้อความรู้สึกว่าปลอดภัยมากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะในความเป็นจริง ข่าวการล่วงละเมิดทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะยังปรากฏให้เห็นอยู่แทบทุกวัน ต้นทุนที่ผู้หญิงแบกรับเพื่อแลกกับการใช้ชีวิตอย่างอุ่นใจจึงกลายเป็นค่าใช้จ่ายแฝงก้อนใหญ่ เพิ่มขึ้นมาจากเดิมที่ค่าครองชีพก็สูงอยู่แล้ว

“ผู้หญิงต้องป้องกันตัวเองเวลาเดินในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่สูญเสียพลังงานชีวิตมาก พวกเธอต้องแชร์โลเคชันให้ครอบครัว ถือกุญแจไว้ป้องกันตัว ถ้ารู้สึกว่าถนนเส้นไหนไม่ปลอดภัยหรือไฟไม่สว่างพอ ก็ยอมที่จะเลือกทางที่ไกลกว่าเพื่อไปยังจุดหมาย” 

เมย์ นิวีซาร์ (May Newisar) อาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมืองจาก University of Leeds อธิบายว่า ความกลัวของผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะสัมพันธ์กับการวางผังเมือง ที่ส่วนมากอิงอยู่กับความรับรู้ด้านความปลอดภัยของผู้ชายเป็นหลัก เพราะผู้ชายเป็นคนออกแบบ ทว่าความกลัวของผู้หญิงนั้นต่างออกไปจากผู้ชาย

เมื่อที่พักในตึกเดียวกันไม่ได้ปลอดภัยเท่ากันสำหรับชายหญิง ผู้หญิงจึงต้องแบกรับต้นทุนส่วนเกิน ทั้งในรูปแบบของเงินค่าเช่า ค่าเดินทาง ค่าเสียเวลา แรงกาย สุขภาพจิต และความเป็นอิสระที่จะใช้ชีวิตตามใจปรารถนา คล้ายกับว่าต้องจ่าย ‘ภาษีความปลอดภัย’ (Safety Tax) อันเป็นผลมาจากเพศสภาพ 

ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ภาษีความปลอดภัยก็ยิ่งสูงขึ้น จนอาจกลายเป็นความหรูหราสำหรับผู้หญิงหลายคน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีกำลังทรัพย์เช่าคอนโดติดรถไฟฟ้า หรือจ่ายเงินเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน นอกเหนือจากเงินแล้ว ยังต้องจ่ายภาษีนี้ด้วยการต้องประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลา ต้องเลือกเสื้อผ้าให้มิดชิด ต้องคำนวณเวลาเดินทางให้ถึงบ้านก่อนค่ำ หรือแม้กระทั่งแกล้งคุยโทรศัพท์กับแฟนทิพย์ตอนนั่งรถแท็กซี่ ต้นทุนที่มองไม่เห็นเหล่านี้จึงส่งผลกระทบต่อรูปแบบการใช้ชีวิต และการตัดสินใจทางการเงินของผู้หญิงไม่น้อย

งานวิจัยของนิวีซาร์เสนอว่า ทางออกคือการดึงผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบเมือง เพื่อสะท้อนปัญหาที่แท้จริงและเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นพื้นที่ที่ลดความเครียดและความเสี่ยงที่จะเกิดอาชญากรรม ให้เมืองเป็น Feminist City ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

แนวคิด Feminist Urbanism ว่าด้วยการออกแบบเมืองให้มีความเป็นกลาง เพราะในพื้นที่เดียวกัน คนแต่ละกลุ่มกลับมีข้อจำกัดและประสบการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น สะพานลอยที่สูงชันไปสักนิด อาจไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับคนหนุ่มสาวเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุ เราจึงควรสร้างเมืองที่คำนึงถึงการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ที่หลากหลายของทุกคนมากขึ้น นอกจากเรื่องเพศ ยังรวมถึงอายุ ฐานะ และความพิการทางร่างกายอีกด้วย

แล้วเมืองที่มีความเป็นกลาง หน้าตาเป็นอย่างไร

เพราะแต่ละเมืองมีบริบทที่ต่างกัน เมืองที่มีความเป็นกลางจึงไม่จำเป็นต้องมีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด ข้อมูลจากเครือข่ายสากล Right to the City ระบุว่า Feminist City ควรมี 5 คุณสมบัติหลัก ดังนี้ 

 1. ความเข้าถึงกัน (Proximity) เมืองที่ดี คือเมืองที่ทุกสิ่งอยู่ใกล้บ้านแบบเดินถึงกันได้ หรือมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี 

 2. ความหลากหลาย (Diversity) ที่ทำให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร เข้าถึงบริการสาธารณะได้เท่ากัน 

 3. ความปลอดภัย (Safety) รวมถึงการรับรู้ถึงความปลอดภัย ที่ช่วยให้ใช้พื้นที่ต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยทั้งกลางวันและกลางคืน 

 4. ความมีชีวิตชีวา (Vitality) สร้างสังคมที่ผู้คนสร้างสายสัมพันธ์กัน ขอความช่วยเหลือกันเมื่อจำเป็นได้ 

 5. การเป็นตัวแทน (Representation) ให้ผู้มีส่วนร่วมตัดสินใจพัฒนาเมืองมาจากคนหลายกลุ่ม ว่าพื้นที่นั้นควรเป็นอย่างไร และมีเรื่องราวอย่างไร

เมืองอูเมโอ (Umeå) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสวีเดน เป็นหนึ่งในเมืองที่ใช้แนวคิด Feminist Urbanism มาวางโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การออกแบบอุโมงค์สถานีรถไฟให้เปิดโล่ง สว่างไสว และไร้มุมอับ เพื่อลดความระแวงเรื่องความปลอดภัย หรือการปรับระยะความสูงของม้านั่งสาธารณะให้พอดีกับส่วนสูงเฉลี่ยของผู้หญิงสวีเดน ทำให้นั่งได้สบายโดยไม่ต้องเกร็งขา หรือกลัวว่าใครจะมาแอบถ่ายใต้กระโปรง 

การสร้างเมืองโดยมีเป้าหมายเพียงว่า ทำอย่างไรให้ผู้หญิงไม่รู้สึกหวาดกลัวในพื้นที่สาธารณะ ยังถือเป็นมาตรฐานที่ต่ำ (แต่ยังทำไม่ได้) อยู่ดีสำหรับหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่ผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงมิติทางเพศ และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

เมื่อเมืองไม่เป็นกลาง การหาทางออกจึงถูกผลักให้เป็นภาระส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน ในขณะที่ผู้หญิงต้องคอยระวังตัว ภาคธุรกิจก็ต้องปรับตัวด้วยการออกฟังก์ชันแก้ไขปัญหาระยะสั้น เช่น ระบบส่งโลเคชันให้เพื่อนในแอปพลิเคชันเรียกรถ ซึ่งกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า สุดท้ายแล้ว สังคมก็ยังมองว่าการปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากความรุนแรงทางเพศ เป็นหน้าที่ของผู้หญิงอยู่ดี 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า ผู้หญิงต้องจ่ายเงินมากเท่าไรเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย แต่คือทำไมพวกเธอถึงต้องจ่ายมันตั้งแต่แรกต่างหาก

ที่มา:

https://www.bbc.com/news/articles/cwyg6eglykyo

https://www.right2city.org/news/espanol-que-es-el-urbanismo-feminista/

https://feminisminindia.com/2025/04/30/safety-is-a-luxury-most-indian-women-cant-afford

Tags: , , , , , ,