ในปีนี้คาดว่าจะมีการประกาศใช้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่ หลังจากใช้แผนเดิมมาแล้วกว่า 6 ปี ตั้งแต่ปี 2563 สมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในชื่อแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1)

โดยความสำคัญของแผน PDP จะส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าที่จะอยู่ในบิลเรียกเก็บของประชาชน เพราะแผน PDP คือการกำหนดทิศทางการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศว่าจะมาจากแหล่งใด มีการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ตลอดจนการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เปรียบเสมือนแผนแม่บทในการจัดหาพลังงานของประเทศระยะยาว 15-20 ปี

ปัจจุบันประเทศไทยยังพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 59% ตามมาด้วยการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ 15% พลังงานหมุนเวียน 10% และถ่านหินประมาณ 5% โดยในแผน PDP2018 Rev.1 มีการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในระบบ 3 การไฟฟ้า (กฟผ.-กฟน.-กฟภ.) ภายในปี 2580 รวมอยู่ที่ 53,997 เมกะวัตต์

จากยุคพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสู่ยุคพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหลังเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตช้าลงต่ำกว่า 3% ตลอดจนเหตุด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือ Data Center จึงทำให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานจำเป็นต้องทบทวนแผน PDP2018 Rev.1 มาเป็น PDP2024 ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาผลิตไฟฟ้ามากขึ้น

ในห้วงเวลาที่โลกให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น ทำให้แผน PDP2024 ของไทยปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้อยู่ระดับที่ 51% เพื่อรองรับความต้องการของหลายภาคอุตสาหกรรม

และเป็นครั้งแรกที่แผน PDP ของประเทศไทย ปรากฏชื่อของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) แม้ประเทศไทยจะเคยมีแนวคิดสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตั้งแต่แผน PDP2007 ด้วยขนาด 4,000 เมกะวัตต์ จำนวน 4 โรง แต่ด้วยการพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้แผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกพับไป เนื่องจากก๊าซธรรมชาติมีต้นทุนที่ถูกกว่า

ในแผน PDP2010 ก็มีการปรับลดลงมาครึ่งหนึ่งจากของเดิมเหลือเพียง 2,000 เมกะวัตต์ แต่ในห้วงเวลาดังกล่าวกลับเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เมืองฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่นเสียก่อน จึงทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม TDRI ออกมาชี้ให้เห็นว่า แผน PDP2024 ใช้ตัวเลขการเติบโต GDP ของประเทศที่ไม่อัปเดต โดยอ้างอิงจากตัวเลขเมื่อปี 2022 ของสภาพัฒน์ มาเป็นฐานคำนวณ ส่งผลให้ค่าการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริงค่อนข้างมาก

การคาดการณ์ GDP ที่สูงเกินจริง ย่อมส่งผลให้การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริงตามมาด้วย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น ท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องจ่ายค่าพร้อมจ่ายที่ถูกส่งต่อมาในบิลค่าไฟ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะกลายเป็นว่า ร่าง PDP2024 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนต้องนำกลับไปปรับปรุง และเป็นเหตุให้แผน PDP ฉบับใหม่ของประเทศยังไม่คลอดออกมาเสียที

เรื่อยมาจนถึงปี 2569 ภายใต้การนำของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ซึ่งประกาศไว้ว่า ภายในปลายปีนี้ ประเทศไทยจะต้องมีแผน PDP ฉบับใหม่ออกมา โดย Policy Watch ของ Thai PBS รายงานว่า ร่าง PDP2026 มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสำคัญหลายอย่างจากร่าง PDP2024 ไม่ว่าจะเป็นการปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็น 70% การเปิดไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) การควบคุมราคาเพดานค่าไฟฟ้าไม่ให้เกินหน่วยละ 4 บาท และการปลดล็อกเสรีโซลาร์เซลล์

รวมถึงปรับการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าว่า ภายในปี 2593 ประเทศไทยจะมีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นระหว่าง 71,340-77,373 เมกะวัตต์ จาก Data Center และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่จะใช้ไฟฟ้าราว 8,611-30,000 เมกะวัตต์ ส่วนนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC จะใช้ไฟฟ้าราว 9,636 เมกะวัตต์

ในร่างแผน PDP2026 จึงส่งเสริมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ปริมาณ 272,087 เมกะวัตต์ รวมถึงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีใหม่ โดยส่งเสริมการใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ปริมาณ 10,485 เมกะวัตต์ และนำร่องพัฒนา ‘โรงไฟฟ้า SMR’ ปริมาณ 2,400 เมกะวัตต์ (เพิ่มขึ้น 4 เท่าจากแผน PDP2024 ที่วางไว้ 600 เมกะวัตต์)

โดยสถานะปัจจุบันของร่างแผน PDP2026 กระทรวงพลังงานจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนที่จะส่งต่อให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป

ทำความเข้าใจโรงไฟฟ้า SMR

พลังงานนิวเคลียร์เป็นที่รู้จักกันมานานแล้วว่าเป็นเทคโนโลยีผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้ความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear Fission) มาต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง เพื่อขับเคลื่อนกังหันผลิตกระแสไฟฟ้า จึงทำให้กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

โดยโรงไฟฟ้า SMR นั้น ผลิตไฟฟ้าด้วยหลักการเดียวกันกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่มีขนาดที่เล็กกว่า โดยมีความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ และด้วยขนาดที่เล็กกว่า จึงใช้เม็ดเงินลงทุนและระยะเวลาการก่อสร้างน้อยกว่า

ปัจจุบันจากการรวบรวมข้อมูลของ World Nuclear Association พบว่า ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้า SMR แล้วกว่า 133 แห่ง (รวมทั้งที่เปิดใช้งาน อยู่ระหว่างการออกแบบและก่อสร้าง) โดยมี 2 แห่งที่ได้รับใบอนุญาต และเปิดการใช้งานแล้วที่ประเทศรัสเซียและประเทศจีน

ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีหลายประเทศที่บรรจุเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในแผนพลังงานชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนสิงคโปร์อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะบรรจุโรงไฟฟ้า SMR ไว้ในแผนพลังงานในอนาคต

ทั้งนี้ สำหรับความพร้อมของประเทศไทยกับเทคโนโลยีดังกล่าว ศูนย์วิจัยกรุงศรีระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายและหน่วยงานด้านพลังงานนิวเคลียร์อยู่แล้วคือ ‘สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ’ (OAP) ซึ่งมีโครงสร้างกำกับดูแลโดยคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและกรอบการกำกับดูแลโรงไฟฟ้า SMR 

อีกทั้งไทยยังลงนามความร่วมมือพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้า SMR กับประเทศชั้นนำหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและการออกแบบให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีประเด็นความปลอดภัยของโรงไฟฟ้า SMR อยู่เช่นเดียวกัน โดยหนังสือ มายาคติพลังงาน 2 (2569) ระบุผลการศึกษา Nuclear Waste from Small Modular Reactors ที่ตีพิมพ์ไว้ใน Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) เมื่อปี 2022 โดย ลินด์เซย์ ครอล (Lindsay Krall) หัวหน้าทีมวิจัยที่ศูนย์ความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศ (Center for International Security and Cooperation: CISAC) จาก Stanford University ศึกษาและพบว่า ผลจากการออกแบบ SMR ส่วนใหญ่จะเพิ่มปริมาณกากกัมมันตรังสีที่ต้องนำไปจัดการและกำจัดมากกว่า 2-30 เท่า เนื่องจากโรงไฟฟ้า SMR มีขนาดเล็กกว่า จะมีการรั่วไหลของนิวตรอนมากกว่าเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไป 

การรั่วไหลที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อปริมาณและองค์ประกอบของกากของเสีย กล่าวคือ ยิ่งมีนิวตรอนรั่วไหลมากเท่าใด ปริมาณกัมมันตรังสีที่เกิดจากกระบวนการกระตุ้นของนิวตรอนก็จะมากขึ้นเท่านั้น

ยังไม่นับรวมกับเชื้อเพลิงและสารหล่อเย็นที่ใช้ในโรงไฟฟ้า SMR ที่มีความแปลกใหม่ทางเคมี จึงยากต่อการจัดการและนำไปกำจัดทิ้ง โดยเชื้อเพลิงและสารหล่อเย็นเหล่านั้นต้องใช้วิธีการบำบัดทางเคมีที่มีราคาแพงก่อนนำไปกำจัด

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกรุงศรีประเมินว่า โรงไฟฟ้า SMR นั้นมีจุดเด่นที่เป็นพลังงานสะอาด มีความยืดหยุ่นมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดั้งเดิม ยิ่งในอนาคตที่ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้ง Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า โรงไฟฟ้า SMR อาจตอบโจทย์ยุคสมัยนี้

PDP2026 ใครจะได้ประโยชน์

หลักทรัพย์ลิเบอเรเตอร​์ (Liberator Securities) ประเมินว่า PDP2026 จะสามารถดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ผ่านการเปิดเสรีไฟฟ้า เนื่องจากเป็นข้อเรียกร้องที่บริษัทต่างชาติต้องการการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมาอย่างยาวนาน

โดย 4 กลุ่มหุ้นที่หลักทรัพย์ลิเบอเรเตอร์มองว่าจะได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานระดับประเทศ ประกอบด้วย

 1. กลุ่มโรงไฟฟ้า (เน้นพลังงานสะอาดและก๊าซธรรมชาติ) เช่น GULF, GPSC, BGRIM และ BCPG เนื่องจากเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความพร้อมทางการเงิน จะได้รับประโยชน์จากการผลิตใหม่ที่จะเปิดประมูล รวมถึงได้รับประโยชน์จาก Direct PPA กับอุตสาหกรรม Data Center

 2. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA หรือ AMATA ที่บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทยานยนต์ EV จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม

 3. กลุ่มรับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าและ Solar EPC เช่น GUNKUL ที่การปลดล็อกเสรีโซลาร์จะเพิ่มความต้องการการจ้างเหมาติดตั้งโซลาร์ในภาคครัวเรือน ธุรกิจและโรงงาน

 4. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน สายไฟ และหม้อแปลง เช่น TRT, ILINK ที่การเปิดเสรีไฟฟ้าจะนำไปสู่การอัปเกรดสายส่งให้กลายเป็น Smart Grid

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแผน PDP2026 นั้น ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยในเดือนสิงหาคม 2569 กระทรวงพลังงานจะเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งใหญ่ ก่อนจะส่งให้ กพช.พิจารณาให้การเห็นชอบอีกครั้ง คาดว่าจะอยู่ราวไตรมาส 4 ของปีนี้ต่อไป

อ้างอิง:

https://thestandard.co/smr-nuclear-power-plants-global/

https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/SBU512-PDP2026-Info-01-07-26.aspx

https://www.erc.or.th/web-upload/200xf869baf82be74c18cc110e974eea8d5c/tinymce/power-dev/PDP2018-Rev1-Oct2020.pdf

https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/smr-2026

https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-270

https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-77

https://www.facebook.com/share/p/1EBiTjRFvt/

– บริษัท ป่าสาละ จำกัด และเพื่อน. (2569). มายาคติ 2. กรุงเทพฯ: ป่าสาละ

Tags: , , , , ,