“ราชินีแห่งความเร็ว! ขอแนะนำ อัลบา ลาร์เซน, นีน่า กาเดมัน และเรเชล โรเบิร์ตสัน… หญิงแกร่งรุ่นใหม่ผู้เร่งเครื่องทะยานสู่เกียรติยศในโลกฟอร์มูลาวัน” 

(Speed queens! Introducing Alba Larsen, Nina Gademan, and Rachel Robertson, the next generation of women speeding towards Formula 1 glory)

พาดหัวบนหน้าปกนิตยสาร Tatler ฉบับปลายเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่จุดกระแสความยินดีให้กับเหล่าแฟนกีฬาความเร็วทั่วโลก เมื่อพื้นที่ของนิตยสารแถวหน้าเลือกที่จะสาดแสงสปอตไลต์ดวงใหญ่ไปหาการเปิดตัวของ F1 Academy ลีกความเร็วที่รวมนักขับหญิงล้วน ณ สนามซิลเวอร์สโตน ในวาระครบรอบ 100 ปี ของศึกบริติชกรังด์ปรีซ์

การที่สื่อแถวหน้าเลือกเปิดพื้นที่พูดคุยกับหญิงสาวรุ่นใหม่ผู้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่จาก ‘หลังพวงมาลัย’ จึงไม่ใช่แค่การรายงานข่าวแฟชั่นทั่วไป ทว่าคือแรงกระเพื่อมสำคัญที่สร้างเสียงกึกก้องบนโลกออนไลน์ 

ดังเช่นคลิปไวรัลใน TikTok ที่ผู้ใช้งานคนหนึ่งออกมาโพสต์ข้อความแทนใจแฟนกีฬา โดยมียอดกดถูกใจกว่า 49.2 หมื่นครั้งว่า

“People are starting to open their eyes and starting to give THE ACTUAL women in motorsports the recognition they deserve instead of WAGs”

(ผู้คนเริ่มตาสว่าง และเริ่มหันมาให้การยอมรับ ‘ผู้หญิงตัวจริง’ ในวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างที่พวกเธอควรจะได้รับเสียที… แทนที่จะจับจ้องอยู่แค่พวก WAGs)  

https://vt.tiktok.com/ZSCmDNskv/

แม้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดูจะเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้หญิงในวงการกีฬา ทว่าในขณะเดียวกัน คำถามสำคัญที่ตามมาทันทีคือ คำว่า ‘WAGs’ ที่ถูกพูดถึงนี้ แท้จริงแล้วคืออะไร และทำไมแฟนกีฬาบางส่วนถึงไม่ค่อยชอบใจกับคำนี้

เพื่อไขข้อสงสัยดังกล่าว The Momentum พาไปทำความรู้จักกับเรื่องราวข้างสนามให้มากขึ้น และแกะรอยอคติต่อผู้หญิงที่ซ่อนอยู่ภายใต้อุตสาหกรรมกีฬาและสื่อมวลชน ผ่านคำว่า WAGs

ภาพจำของ WAGs 

คำว่า WAGs (Wives and Girlfriends) เกิดขึ้นเพื่อใช้เรียกภรรยาและแฟนสาวของเหล่านักกีฬาอาชีพชื่อดัง ซึ่งในบริบทดั้งเดิมนั้น หมายถึงกลุ่มคนรักของนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ

แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากการที่หนังสือพิมพ์แทบลอยด์เริ่มหันมาจับจ้อง และขุดคุ้ยเรื่องราวของคู่รักนักกีฬาในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 แต่คำว่า WAGs ถูกทำให้แพร่หลายและกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลก ในช่วงทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกปี 2006 เมื่อสื่อเสพติดการตามถ่ายภาพและรายงานทุกฝีก้าวของเหล่าแฟนสาว นำโดย วิกตอเรีย เบ็คแฮม (Victoria Beckham) ป็อปสตาร์ชื่อดังแห่งวง Spice Girls และเชอรีล (Cheryl) แห่งวง Girls Aloud

จากนั้นเป็นต้นมา วัฒนธรรม WAGs ก็ถูกยกระดับให้กลายเป็น ‘สินค้าและความบันเทิงกระแสหลัก’ ผ่านอุตสาหกรรมโทรทัศน์อย่างรวดเร็ว สะท้อนผ่านการเกิดขึ้นของซีรีส์ดราม่ายอดฮิตสัญชาติอังกฤษอย่าง Footballers’ Wives (2002-2006) ที่จงใจตีแผ่ชีวิตสุดเหวี่ยง ข่าวฉาว และการแก่งแย่งชิงดีของกลุ่มภรรยานักฟุตบอลในเชิงจิกกัดและเกินจริง ซึ่งยิ่งโหมกระพือภาพจำในแง่ลบว่าผู้หญิงเหล่านี้เป็นเพียงพวกวัตถุนิยมที่หิวแสงสี

ความสำเร็จในแง่เรตติ้งของละครโทรทัศน์แปรเปลี่ยนมาสู่ยุคของ ‘เรียลลิตี้โชว์’ ที่นำเอาชีวิตจริงของพวกเธอมาเปลี่ยนเป็นคอนเทนต์ดราม่า ไม่ว่าจะเป็น WAGS (2015-2017) ทางช่อง E! ในสหรัฐอเมริกา ที่กล้องจะตามถ่ายชีวิตที่ดูหรูหราแต่เต็มไปด้วยการริษยาและดราม่าในความสัมพันธ์ของแฟนสาวนักกีฬา จนมีรายการภาคแยกตามมาอีก 2 รายการคือ WAGS Miami (2016-2017) และ WAGS Atlanta (2018)

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะในวงการฟุตบอล บาสเกตบอล หรือวงการความเร็วระดับโลกอย่าง Formula 1 คำว่า WAGs จึงไม่ได้เป็นเพียงคำเรียกสถานะแฟนสาวอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘แบรนด์’ และสัญลักษณ์ของความสวยงามหรูหรา ที่สื่อและอุตสาหกรรมบันเทิงบังคับให้เคียงคู่มากับความสำเร็จในโลกกีฬาของฝ่ายชายเสมอ

เมื่อ ‘ชื่อ’ และ ‘ตัวตน’ ของเธอถูกลบเลือน

เมื่อภาพลักษณ์ของเหล่า WAGs ถูกฉาบด้วยอคติและมุมมองในแง่ลบ ทั้งจากสายตาของแฟนคลับและสื่อมวลชนที่เลือกจะลดทอนเรื่องราวของพวกเธอให้เหลือเพียงเรื่องราวที่ตื้นเขินและไร้แก่นสาร 

วัฒนธรรมที่ปรากฏบนหน้าสื่อจึงมักถูกนำเสนอผ่านมุมมองแบบ ‘Male Gaze’ หรือสายตาของเพศชายที่มองผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศหรือเครื่องประดับ ด้วยการผลิตคอนเทนต์ที่ไม่พ้นการวิจารณ์แฟชั่น เสื้อผ้า รูปร่าง หน้าตา หรือแม้กระทั่งการจัดอันดับ ‘WAGs ที่เซ็กซี่ที่สุดประจำฤดูกาล’

ค่านิยมของสังคมที่ร่วมกันกดดันและให้ค่าผู้หญิงข้างสนามเฉพาะเรื่องความสวยงาม ความเยาว์วัย และความเพอร์เฟกต์นี้เอง คือสิ่งที่วัฒนธรรม WAGs หยิบยื่นให้กับผู้หญิงเหล่านั้น มันคือกระบวนการลบเลือนอัตลักษณ์และตัวตน (Identity Erasure) ที่ซับซ้อนของพวกเธอ ให้หายไปอย่างง่ายดาย ผ่านคำสั้นๆ ว่า ‘กลุ่มเมีย/ แฟนนักกีฬา’ 

จนทำให้สังคมหลงลืมความจริงที่ว่า ผู้หญิงในกลุ่มนี้จำนวนมากมีภูมิหลังที่น่าภาคภูมิใจ พวกเธอหลายคนเรียนจบสูง เป็นแพทย์ เป็นนักกฎหมาย เป็นนักธุรกิจ หรือเป็นศิลปินแถวหน้าที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จด้วยตัวเองมาก่อน

ความน่าอึดอัดนี้สะท้อนชัดผ่านเสียงของเชอรีล อดีตป็อปสตาร์สาวที่เคยออกมาปฏิเสธการถูกตีตราผ่านนิตยสาร Seitenblicke อย่างหนักแน่นว่า 

“ฉันไม่ใช่ WAG ฉันเป็นสมาชิกวง Girls Aloud มาก่อนที่จะได้รู้จักกับ แอชลีย์ (โคล) เสียอีก…” 

หรือแม้แต่วิกตอเรีย เบ็คแฮมเอง ก็เคยออกมาตอบโต้เช่นกันว่า 

“ฉันมีความสนใจด้านอื่นๆ ที่กว้างขวางอีกตั้งมากมาย… ทั้งเรื่องแฟชั่น เรื่องการแต่งหน้า คือฉันหมายความว่า ใช่แหละ ฟุตบอลมันก็ยอดเยี่ยม และการร้องเพลงมันก็วิเศษมาก แต่คุณต้องมองภาพที่ใหญ่กว่านั้นด้วย”

ทว่าทันทีที่สปอตไลต์แปรเปลี่ยนพวกเธอให้กลายเป็นเพียงคอนเทนต์ซุบซิบ สายตาของอุตสาหกรรมกีฬาที่ผู้ชายเป็นใหญ่กลับเลือกที่จะมองข้ามตัวตนที่เธอเคยมีก่อนหน้า แล้วเปลี่ยนผู้หญิงที่มีชีวิตจิตใจให้กลายเป็นเพียง ‘Trophy Wife’ หรือถ้วยรางวัลเดินได้ที่มีไว้เพื่อประดับบารมี ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความสำเร็จ และเป็นผู้ซัพพอร์ตที่ดีของตัวนักกีฬาชายเท่านั้น 

การลดทอนผู้หญิงให้กลายเป็นเพียง ‘ส่วนต่อขยาย’ ของเพศชายเช่นนี้ คล้ายๆ กับเป็นการส่งสัญญาณไปยังสังคมว่า ต่อให้ผู้หญิงจะเก่งกาจและสร้างตัวตนมาอย่างยากลำบากเพียงใด ความสำเร็จส่วนบุคคลของพวกเธอจะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องรองถัดจากชื่อเสียงของสามีอยู่ดี

แพะรับบาปในวันที่ผู้ชายพ่ายแพ้

ถึงอย่างนั้น สังคมที่คาดหวังให้แฟนสาวเหล่านี้ทำหน้าเป็นผู้ซัพพอร์ตที่ดี ทว่าในวันใดที่นักกีฬาคนนั้นฟอร์มตก เล่นแย่ บาดเจ็บ หรือทีมต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ มุมมองของสื่อมวลชนและแฟนกีฬาส่วนหนึ่งมักจะเบนเข็มและสาดโคลนโจมตีผู้หญิงข้างสนามทันที ราวกับพวกเธอคือต้นเหตุของความล้มเหลวทั้งหมด

ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในศึกอเมริกันฟุตบอล NFL ฤดูกาล 2023 หลังจากที่ทีม Kansas City Chiefs พ่ายแพ้คาบ้านในนัดสำคัญ ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับตอนที่ ทราวิส เคลซี (Travis Kelce) ดาวเด่นของทีม เปิดตัวคบหากับป็อปสตาร์ระดับโลกอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift)

สคิป เบย์เลส (Skip Bayless) นักวิเคราะห์กีฬาชื่อดังจากสำนักข่าว Fox Sports โพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์ม X ตั้งคำถามเพื่อโจมตีไปยังควอร์เตอร์แบ็ก หัวหน้าผู้ฝึกสอน ตัวเคลซีเอง รวมถึงพาดพิงตัวนักร้องสาว โดยระบุว่า

“มันถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราจะเรียก เทย์เลอร์ สวิฟต์ ว่าเป็น ‘สิ่งรบกวนสมาธิ’ คุณคิดอย่างไรล่ะ แพทริก? แอนดี้? แล้วคุณล่ะ ทราวิส”

การที่สื่อพยายามชี้นำสังคมด้วยการเขียนข่าวโยงฟอร์มการเล่นในสนามเข้ากับชีวิตส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการสาดโคลนว่า ‘ฟอร์มตกเพราะมัวแต่ปาร์ตี้กับแฟน’ หรือ ‘ดราม่ารักร้าวทำพิษ’ แล้วหันไปโยนบาปให้ผู้หญิงเหล่านั้นว่าเป็น ‘ตัวซวย’ หรือสิ่งรบกวนสมาธิอยู่เสมอ

ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้หญิงเหล่านั้นไม่ได้ลงไปวิ่ง ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการแข่งขันในสนาม และไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงแก้ตัวใดๆ เลยด้วยซ้ำ วาทกรรมเหล่านี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นอคติทางเพศ (Sexism) ที่ฝังรากลึกในสังคมและโครงสร้างสื่อกีฬาอย่างชัดเจน

ความลำเอียงของสปอตไลต์ และการเบียดขับผู้หญิงในวงการกีฬา

คำถามสำคัญที่มักจะตามมาเสมอเมื่อเราพูดถึงเรื่องนี้คือ แล้วผู้หญิงเหล่านี้ผิดอะไรล่ะ ในเมื่อพวกเธอแค่บังเอิญไปรักกับนักกีฬา และเสน่ห์ของพวกเธอก็ทำให้ผู้คนหันมาสนใจเอง

คำตอบคือ แน่นอนว่าพวกเธอไม่ได้ผิดอะไรเลย การแต่งตัวสวยงามไปนั่งเชียร์คนรักข้างสนามไม่ใช่เรื่องบาป และตัวตนของพวกเธอก็สมควรได้รับการเคารพ แต่ความบิดเบี้ยวที่แท้จริงของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้หญิง 

ทว่าอยู่ที่ ‘สปอตไลต์ของสื่อและสังคม’ ที่พร้อมใจกันสาดแสง และให้ค่ากับเรื่องราวซุบซิบเหล่านั้นอย่างล้นเกิน จนกลายเป็นม่านบังตาที่ขโมยแสงสว่าง แย่งชิงพื้นที่ข่าว และเบียดขับผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่กำลังขับเคลื่อนวงการกีฬาด้วยหยาดเหงื่อและมันสมองอยู่เบื้องหลัง ให้กลายเป็นสิ่งไร้ตัวตนอย่างอยุติธรรม (Marginalization)

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผู้หญิงในอุตสาหกรรมกีฬา ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา โค้ช ผู้จัดการ หรือแผนกเบื้องหลังอื่นๆ มักได้รับความสนใจ รวมถึงค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าผู้ชายหลายเท่าตัว

บทความ How Underpaid Are W.N.B.A. Players? โดย The New York Times ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างทางรายได้อันมหาศาลในวงการบาสเกตบอล โดยในปี 2024 ค่าเฉลี่ยรายได้ของนักกีฬาในลีก NBA (บาสเกตบอลชาย) นั้น สูงกว่ารายได้เฉลี่ยของนักกีฬาในลีก WNBA (บาสเกตบอลหญิง) ถึง 80 เท่า โดยผู้เล่นหญิงมีรายได้เฉลี่ยอยู่เพียงประมาณ 1.27 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4.2 ล้านบาท) เท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น จากการจัดอันดับนักกีฬาที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก 50 อันดับแรกของนิตยสาร Forbes ประจำปี 2025 ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ไม่มีชื่อของนักกีฬาหญิงปรากฏอยู่แม้แต่คนเดียว 

อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนภาพความลักลั่นนี้ได้อย่างชัดเจน คือวงการ Formula 1 ในช่วงเวลาที่การแข่งขันลีกหลักกลับมาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและก้าวกระโดดไปทั่วโลก จากกระแสฟีเวอร์ของซีรีส์สารคดี Drive to Survive (2019-ปัจจุบัน) ทาง Netflix

สื่อและแพลตฟอร์มต่างๆ กลับเลือกที่จะคว้ากระแสนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นเรตติ้งด้วยวิธีเดิมๆ นั่นคือการรัวชัตเตอร์และประโคมข่าวแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ของตัวนักกีฬาเอง รวมไปถึงบรรดาคนรอบกายของพวกเขาด้วยเช่นกัน

แต่ในเวลาเดียวกัน สื่อกลับเลือกที่จะมองข้ามและให้พื้นที่แก่วิศวกรหญิง นักวางแผนกลยุทธ์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่นั่งคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์อยู่เบื้องหลังในพิตเลน (Pit Lane) น้อยมาก ผู้หญิงเหล่านี้ต้องใช้ความรู้และความสามารถอย่างหนักหน่วงเพื่อก้าวข้ามกำแพงทางเพศในอุตสาหกรรมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ผลงานของพวกเธอกลับถูกข่าวซุบซิบข้างสนามบดบังไปเสียหมด

ซูซี่ วูลฟ์ (Susie Wolff) อดีตนักแข่งหญิง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหารของ F1 Academy ลีกการแข่งขันรถสูตรล้อเปิดสำหรับนักแข่งหญิงโดยเฉพาะ เคยสะท้อนถึงความยากลำบากในการสร้างพื้นที่ และการเรียกร้องความสนใจจากสังคมไว้ว่า ย้อนกลับไปตอนเปิดตัวในปี 2023 ลีกนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้จัก นักแข่งหญิงต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาเงินทุนมาใช้ในการแข่งขัน การแข่งรถถูกจัดขึ้นท่ามกลางอัฒจันทร์ที่ผู้คนบางตา และแฟนๆ ที่บ้านก็ไม่มีแม้กระทั่งการถ่ายทอดสดให้ร่วมชมด้วยซ้ำ

ท้ายที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นฉายภาพให้เห็นชัดเจนว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและคุณค่าของคนทำงานที่ถูกกดทับนั้น มีจุดเชื่อมโยงโดยตรงกับความบิดเบี้ยวของการจัดสรรพื้นที่สื่อในปัจจุบันอย่างปฏิเสธไม่ได้

เสียงอีกฝั่งของแฟนกีฬา

อย่างที่กล่าวไปในตอนแรก ท่ามกลางความบิดเบี้ยวนี้ เริ่มมีกลุ่มแฟนกีฬาบางส่วนที่ไม่ยอมรับกรอบความคิดแบบเดิมๆ อีกต่อไป เราเริ่มเห็นเสียงโต้กลับจากแฟนกีฬาที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม และส่งเสียงกดดันอุตสาหกรรมสื่อและวงการกีฬาอย่างตรงไปตรงมาบนโลกออนไลน์ว่า

“ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่สปอตไลต์จะหันมาให้ความสนใจและรายงานเรื่องราวของผู้หญิงที่ขับเคลื่อนวงการกีฬาตัวจริงเสียงจริงสักที”

ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงโต้กลับจากอีกฝั่งหนึ่งเพื่อปกป้องพวกเธอเช่นกันว่า ‘ผู้หญิงที่ถูกเรียกว่า WAGs ก็ไม่ได้มีผิดอะไรเลยแม้แต่น้อย’ 

เพราะการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะแต่งตัวสวยงาม สวมใส่ชุดแบรนด์เนม มาร่วมเชียร์และให้กำลังใจคนรักของเธอบนสแตนด์ VIP ถือเป็นสิทธิ เสรีภาพ และพื้นที่ส่วนตัวที่พวกเธอพึงมี สังคมยุคใหม่ควรเริ่มแยกแยะได้แล้วว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ตัวการที่แท้จริงจึงไม่ใช่ผู้หญิงข้างสนาม แต่คือ ‘เลนส์ของสื่อและอคติของสังคม’ ต่างหาก ที่คอยจ้องจะลดทอนคุณค่าของพวกเธอให้เป็นเพียงเครื่องประดับไร้เสียง หรือเปลี่ยนให้พวกเธอกลายเป็น ‘ตัวซวย’ ในวันที่ฝ่ายชายพ่ายแพ้ 

การแยกแยะเรื่องนี้ของแฟนกีฬาอาจเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่า สังคมกำลังมองหาความยุติธรรมให้แก่ผู้หญิงในทุกมิติของโลกกีฬาอย่างแท้จริง

 อ้างอิง:

‘We have seen a real shift in motorsport’ – Susie Wolff on challenging perceptions and driving F1 ACADEMY’s next chapter 

F1’s new all-female series won’t be broadcast live – The …

https://vt.tiktok.com/ZSCmDNskv/

https://x.com/RealSkipBayless/status/1739394068562821251

Is 2026 the Year of the WAG? | Hypebae

Opinion | How Underpaid Are W.N.B.A. Players? – The New York Times 

Skip Bayless calls Taylor Swift ‘a distraction’ after latest Chiefs loss

Speed queens! Introducing Alba Larsen, Nina Gademan, and Rachel Robertson, the next generation of women speeding towards Formula 1 glory | Tatler

World’s Highest-Paid Athletes: 2026 Forbes List

Tags: , , , , , , , , , , , , , , ,