“โลกนี้มันก็กว้างมากนะ มีหลายอย่างที่ผมยังไม่ได้ทำ ถ้าพูดถึงการแสดงก็มีอีกหลากหลายคาแรกเตอร์ที่ผมยังไม่เคยเล่น มีอีกหลายจักรวาล หลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ”

ข้างต้นคือหนึ่งในบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยอย่างเป็นกันเองระหว่าง The Momentum กับ สกาย-วงศ์รวี นทีธร และ นานิ-หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคํา 2 นักแสดงจากซีรีส์ WU อู ของ GMMTV

แม้ว่าคนหนึ่งจะโลดแล่นในวงการมาแล้ว 5 ปี ส่วนอีกคนเดินทางมานานถึง 10 ปี แต่ทั้งคู่เปิดใจว่า ‘งานแสดง’ ยังคงเป็นสิ่งที่จุดประกายความตื่นเต้นให้ทั้งคู่ได้เสมอ เพื่อให้เส้นทางในวงการบันเทิงสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ รวมถึงค้นหาคำตอบของการเป็นนักแสดงว่ามีความหมายต่อชีวิตอย่างไร

และอย่างที่รู้กันดีว่า ในโปรเจกต์ซีรีส์เรื่องล่าสุดนี้ของสกาย-นานิ พวกเขาได้ปล่อยซิงเกิล สิ่งสำคัญ มาเป็นเพลงประกอบซีรีส์เรื่องนี้ด้วย แม้ทั้งคู่จะยอมรับแบบเปิดใจว่า การร้องเพลงไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของตัวเองสักนิด แต่จำเป็นต่อการเป็นนักแสดงในยุคนี้ที่ถูกคาดหวังว่าต้องทำอะไรได้หลายอย่าง

The Momentum จึงหยิบจับ 2 ประเด็นมาผูกโยงกัน ทั้งคำว่า ‘สิ่งสำคัญ’ และ ‘การเป็นนักแสดง’ มาเป็นธีมหลักของการสนทนาครั้งนี้ เพื่อแกะรอยว่าท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสกายและนานิมองชีวิตตัวเองในวงการนี้ยังไง

คำถามแรกที่อยากชวนทั้งสกาย-นานิคุยคือ ตั้งแต่ที่เข้าวงการมาวันแรกจนถึงวันนี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ทั้งสองยึดถือในการทำงานคืออะไร

สกาย: ถ้านับตั้งแต่วันแรก ผมยังไม่มีสิ่งที่ยึดถือเป็นสำคัญ เพราะผม ‘จับพลัดจับผลู’ มาเป็นนักแสดง เพราะฉะนั้นผมเลยมีแต่ความตั้งใจ แต่พอผ่านมา 3-5 ปีในวงการ ผมก็เริ่มจับจุดได้ว่าอยากวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองไว้ยังไง สิ่งสำคัญที่ยึดถือมาตลอดเป็นเรื่องของ ‘ความรับผิดชอบ’ คือต้องมีวินัย หมั่นอ่านบท ทำการบ้าน รวมถึงมากองถ่ายให้ตรงเวลา

นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องพื้นฐานการแสดง ไม่ว่าจะเป็นการจำบล็อกกิง บาลานซ์สิ่งที่นักแสดงต้องทำร่วมกับคนอื่นๆ ในกองถ่าย การถ่ายทำจะใช้อารมณ์จากนักแสดงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเวลาเราทำงาน เราทำเป็นทีม ต้องช่วยเหลือกันและกัน

นานิ: เอาจริงๆ เรื่องนี้ตอบยากเลยครับ การเป็นนักแสดงที่ดีผมก็ไม่สามารถนิยามได้ว่าเป็นแบบไหน แต่สิ่งสำคัญที่ผมคิดคือ ในการทำงาน เพียงแค่แต่ละคนแสดง ‘ความตั้งใจในการทำงาน’ ให้เต็มที่ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่มันล้วนออกมาจากความตั้งใจ

ผมบอกไม่ได้ว่าคนนี้ดีหรือคนนี้ไม่ดี ผมเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจที่ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญของผมคือ ทำทุกวันให้ดีที่สุด

มุมมองที่มีต่อโลกการแสดง แตกต่างจากที่เคยคิดไว้ในช่วงก่อนที่เข้ามาหรือไม่

นานิ: สำหรับผมถือว่าต่างนะครับ เมื่อก่อนผมก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่โตมากับละครและรายการทีวี ตอนเด็กเวลาเห็นในทีวีเป็นแบบไหน ก็จะคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะเราไม่ได้เห็นเบื้องหลังหรือลักษณะนิสัยคน แต่พอเข้ามาทำงานจริง มันต่างกันลิบลับในทุกๆ พาร์ตของการทำงาน

ผมไม่เคยคิดว่าขั้นตอนกระบวนการจะเป็นแบบนี้ วงการบันเทิงจะมีสังคมแบบนี้ คือชีวิตจริงทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ผมโตขึ้น โลกของการแสดงในมุมมองของผมค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้

สกาย: (นิ่งคิดสักพัก) เรื่องนี้ผมไม่เคยคิดมากกว่า จึงให้คำตอบไม่ได้ว่า ณ โมเมนต์แรกกับตอนนี้ต่างกันยังไง เมื่อก่อนผมก็เป็นผู้ชมก่อนที่จะมาเป็นนักแสดง พอมาเจอจริงๆ ก็รู้สึกว่า ‘ยาก’ ไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกันว่า กระบวนการทำงานมันจะเยอะและยุ่งยาก

ในวงการบันเทิงไม่ได้แค่เล่นภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือละครเพียงอย่างเดียว แต่มีบทบาทอื่นๆ ด้วย เช่น การออกอีเวนต์ การเดินแบบ ในวงการนี้มีอีกหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่เรื่อยๆ มันเป็นสังคมใหม่ที่เราต้องดิ้นรนและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ไม่เช่นนั้นก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะในสมัยนี้ทุกคนก็เติบโตเก่งขึ้นเรื่อยๆ 

แต่จริงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไปแข่งกับใครนะ (หัวเราะ) เพราะแต่ละคนเริ่มมาไม่เท่ากัน ผมแค่อยากพัฒนาตัวเองให้เป็นนักแสดงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่อยากอยู่กับที่เท่านั้นเอง

สกายบอกว่า นอกจากการแสดงแล้ว เรายังต้องรับบทบาทอื่นๆ ด้วย คำถามคือ เรารักษาจิตวิญญาณการเป็น ‘นักแสดง’ ให้อยู่กับตัวเองไว้อย่างไร

สกาย: ผมมองว่า สิ่งสำคัญสำหรับผมในวงการคือ ทำยังไงก็ได้ให้เรายังเป็นตัวเราเองเหมือนในวันแรกที่ก้าวขาเข้ามา เพราะผมคิดว่า วงการบันเทิงพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวตนของเราได้ตลอดเวลา วงการนี้ก็เหมือนกับวงการอื่นๆ ที่มีทั้งคนดีและไม่ดี เพียงแต่เราต้องยืนหยัดในความเป็นตัวเอง ซึ่งผมโชคดีที่ถูกปลูกฝังทัศนคตินี้ไว้ตั้งแต่แรก

นานิ: ผมมองว่าการมีสติในทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหนก็ตาม การเป็นตัวเองบางครั้งก็ทำให้เกิดคำถามกับตัวเองเยอะ แต่เมื่อเราได้มาทำงานในโลกที่กว้างขึ้น เจอผู้คนมากมาย เจอคำพูด นิสัยที่หลากหลาย ผมว่าสุดท้ายอยู่ที่ตัวเราเองว่าจะจัดการกับความรู้สึกนั้นยังไง

ข้อเสียของผมเองเป็นคนที่อ่อนไหวง่ายมากๆ เลยทำให้ตัวเองรู้สึกดาวน์บ่อย คิดเยอะ แต่ผมพยายามบอกตัวเองเสมอว่า เราไม่สามารถไปตัดสินอะไรใครได้ว่าเขาผิดหรือถูก นั่นเป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง

สุดท้ายคือเราแค่ต้องยอมรับกับสิ่งรอบข้างเพื่อให้ตัวเราอยู่ตรงนั้นได้ แม้ว่าเราจะเสียใจหรือไม่ก็ตาม แค่ต้องยอมรับและเรียนรู้ไปกับมัน พยายามมีสติ รู้ให้ทันว่าเราอยู่จุดไหน รู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไร ก็จะทำให้ไม่หลงทาง ยังอยู่กับความเป็นตัวเองได้

ทั้งคู่มีโอกาสออกซิงเกิลมาหลายครั้งด้วย อยากทราบว่า การร้องเพลงถือเป็นความท้าทายของทั้ง 2 คนหรือไม่

นานิ: จริงๆ ผมคิดว่าในทุกก้าวที่มีอะไรให้ทำ มันท้าทายหมด (หัวเราะ) เหมือนการเล่นเกมที่จะมีหลอดประสบการณ์ (EXP) ไม่ว่าจะเราจะได้มากได้น้อย ได้ 1% 2% หรือ 10% เราคอยเก็บไปเรื่อยๆ ทุกอย่างคือความท้าทายหมดเลย

เราพยายามทำงานใหม่ๆ หรืองานต่างๆ ให้เต็มที่ แม้จะเป็นงานเดิม เราก็จะทำทุกอย่างให้มันดี สำหรับผมทุกงานเป็นความท้าทายตลอด

สกาย: สำหรับผมค่อนข้างยาก การร้องเพลงเป็นสิ่งที่ไม่ถนัด คือผมชอบการเป็นนักแสดง แต่พาร์ตการเป็นศิลปินอาจจะยังไม่ขนาดนั้น (ยิ้ม) สังเกตได้ตั้งแต่ที่ผมทำงานในวงการมา 6-7 ปี เวลาผมไปออกอีเวนต์ เขาจะขอให้ผมร้องเพลง แต่ที่ผ่านมาผมปฏิเสธหมดเลย เปลี่ยนไปเล่นเกมแทน (หัวเราะ)

แต่พอมาได้ทำ มันก็เป็นอะไรที่ท้าทาย ทำให้ผมก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง อย่างที่บอกว่า โลกของวงการบันเทิงมีอะไรใหม่ๆ มีวิธีการใหม่ๆ ให้เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ทุกอย่างมันต่างกันไปหมด แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมได้สำรวจตัวเองอีกด้านหนึ่ง

ช่วงนี้ทั้งสองมีกิจกรรมอะไรที่กำลังอินอยู่บ้าง

สกาย: ช่วงหลังผมชอบออกกำลังกายครับ ประกอบกับถ่ายรายการ TREND TO ร่างทอง ที่ผมเป็นโฮสต์เอง เลยได้เล่นกีฬาหลายชนิด และได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพด้วย อย่างตอนถ่ายทำรายการ TREND TO ร่างทอง ตลอด 7 Episode ที่ผ่านมาผมได้เล่นกีฬา 7 อย่าง ถือว่าเยอะมากๆ สำหรับคนคนหนึ่งเลยนะ (หัวเราะ)

กีฬาอะไรที่เล่นยากสุด

สกาย: ปั่นจักรยาน…ก็ไม่ วิ่ง….ก็ไม่ (พึมพำ) ‘แอโรบิก’ (Aerobic) ครับ ผมว่าอันนี้ยากมาก คือแอโรบิกต้องอาศัยความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ไปถึงแล้วเต้นได้เลยแน่ๆ เวลาโค้ชเต้น เขาเต้นลงจังหวะ แต่เราที่เต้นตามเขา เราจะเต้นคร่อมจังหวะ ยิ่งผมเป็นคนที่คร่อมจังหวะอยู่แล้ว ยิ่งคร่อมไปใหญ่เลยทีนี้ (หัวเราะ)

นานิ: ถ้าเป็นผม ช่วงนี้ผมอินกับแมว แต่ถ้าอินตั้งแต่เด็กจนโตคงเป็นเรื่องเกม ผมชอบไปอยู่ในโลกอีสปอร์ต โดยเฉพาะกับเกมยิงปืน (First-Person Shooter: FPS) ผมอินชนิดที่ว่า ต่อให้เลิกเล่นไป เวลากลับมาดูก็ยังสนุก ยังอยากเล่นเหมือนเดิม เกมเป็นสิ่งที่ผมอินมาตลอด

แต่ช่วงนี้จะให้ความสำคัญกับแมวมากกว่า เวลาว่างผมก็พาแมวไปเดินเล่น เมื่อก่อนผมไม่รู้จักวิธีการดูแลแมวแบบจริงจัง ถ้าพูดตรงๆ เมื่อก่อนผมไม่ได้เปิดรับแมว แต่จะเปิดใจให้กับหมามากกว่า ด้วยความที่ทางบ้านเลี้ยงหมามาก่อน เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าแมวดูหยิ่ง ผมเลยยังไม่ค่อยเข้าใจเขา 

แต่พอผมได้เลี้ยงจริงๆ ผมเหมือนโดนตกทุกวัน ผมเริ่มรู้สึกรักเขา เป็นห่วงเขา กลัวเขาเครียด อยากพาเขาไปเที่ยว หรืออยากทำกิจกรรมร่วมกับเขา โนอาห์ (ชื่อแมวนานิ) เป็นอีกหนึ่งชีวิตที่ผมต้องรับผิดชอบ

SkyNani ในซีรีส์ WU อู

สำหรับซีรีส์ WU อู ถือเป็นซีรีส์เรื่องที่ 8 ของสกาย และเป็นผลงานเรื่องที่ 6 ของนานิ โดย WU อู จะเป็นซีรีส์แนวแอกชัน-แฟนตาซี เล่าเรื่องราวของ ‘พีท’ (รับบทโดย นานิ) ที่มีปีศาจร้ายสิงอยู่ในร่าง ก่อนจะมาพบเข้ากับ ‘นิรันดร์’ (รับบทโดย สกาย) มือปราบปีศาจ โดยทั้งสองแท็กทีมร่วมผจญภัยไปในโลกแห่งอู (WU) เพื่อปราบเหยาและสิ่งชั่วร้าย

การเข้ามาเป็นนักแสดงในซีรีส์ WU อู อยากทราบว่าแต่ละคนเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

สกาย: ผมเตรียมตัวกับซีรีส์เรื่องนี้เยอะ มีเวิร์กช็อปเดี่ยว คู่ และเป็นทีม แต่สำหรับผมความท้าทายคือ ผมมีเวลาเตรียมตัวค่อนข้างสั้น ประมาณ 2-3 เดือนเท่านั้นเอง

ผมต้องจำภาษาจีน มันก็เลยยาก เพราะตอนที่เราเล่นไป พูดภาษาจีนไป เราจำแค่ความหมายโดยรวม มันจะไม่ใช่แบบภาษาไทยที่เราคิดออกว่าจะพูดอะไรบ้าง ดังนั้นความท้าทายของซีรีส์เรื่องนี้คือ เราไม่สามารถด้นสด (Improvise) ได้เลย

อีกเรื่องที่ต้องเตรียมความพร้อมคือ ‘การทำพิธี’ ผมต้องไปเรียนรู้จริงๆ จากสถานที่หนึ่ง คอยสังเกตการณ์ผู้ประกอบพิธีที่มาจากไต้หวัน ผมก็ขออนุญาตเข้าไปสังเกตการณ์เพื่อให้รู้ว่าความรู้สึกเป็นยังไง วิธีการประกอบพิธีเป็นยังไง และจำมาใช้ในซีรีส์เรื่องนี้

ตอนที่สกายสวมบทบาทเป็น ‘นิรันดร์’ รู้สึกอย่างไรบ้าง

สกาย: มันต้องปล่อยตัวเองให้ฟีลฟรี ผมค่อนข้างปล่อยให้ใจโล่งๆ เพราะเราต้องเชื่อมโยงกับฟ้า ดิน และธรรมชาติ แต่พื้นฐานของผม เป็นคนที่ค่อนข้างคิดเป็นวิทยาศาสตร์ มันจึงค่อนข้างยากที่จะปล่อยให้สัญชาตญาณหรือปล่อยให้เซนส์นำพาไป

ตอนประกอบพิธีให้ความรู้สึกเหมือนบรรลุธรรม ต้องบำเพ็ญเพียรจนกว่าจะตรัสรู้ อันนี้ผมรู้สึกว่ายากกว่าการเรียนภาษาจีนเสียอีก

นานิ: จริงๆ ผมไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจขนาดนั้น แค่รู้ว่าจะได้ถ่ายซีรีส์เรื่องนี้แล้ว แต่ผมไม่ได้คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้ (หัวเราะ) เพราะว่าเราไม่นึกว่าทุกๆ กระบวนการจะค่อนข้างมีหลากหลายกิจกรรมให้เราทำ เราไม่คิดว่าเราจะต้องขึ้นสลิง ไม่คิดว่าจะต้องมากระโดดตีลังกา ทุกอย่างค่อนข้างเซอร์ไพรส์ผมมาก 

หลักๆ ผมจะเตรียมร่างกายให้แข็งแรงมากกว่า เพราะรู้ว่ามันคงเหนื่อยแน่นอน แต่ทุกๆ อย่างทางทีมเขาจะมาอัปเดตให้ผมฟัง 2 สัปดาห์ต่อครั้งว่าจะมีคิวให้ไปฝึกฉากแอกชัน ผมก็เตรียมไปดูหน้างานว่า ฉากแอกชันเป็นประมาณไหน 

ตัวผมเองคิดว่า ฉากแอกชันค่อนข้างหนักเลย และยังมีท่าทางของสัตว์ที่เราต้องไปเรียนรู้เพิ่มอีก เป็นอะไรใหม่ๆ สำหรับผม

นานิได้เรียนรู้อะไรจากตัวละคร ‘พีท’ บ้าง

นานิ: คือผมไม่ได้มาทบทวนเลยว่า เราได้อะไรจากตัวละครนี้บ้าง แต่เหมือนเราได้เป็นเพื่อนกับตัวละครมากกว่า สิ่งที่ชอบคือ พีทมีปีศาจอยู่ในร่าง ผมรู้สึกว่าเท่ดี ผมได้รู้จักกับความเชื่อใหม่ๆ จากโลกใหม่ๆ ว่ามันมีอะไรแบบนี้ มีความเชื่อแบบนี้ ผมเลยได้มารู้จัก ได้มาเห็นสิ่งต่างๆ อีกทั้งมาลองเป็นลิงหกหูก็ถือว่าสนุกดี เป็นประสบการณ์ที่จำไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งเคยมีปีศาจอยู่ในตัว

Shot by Sky

ตัวนานิเองมีปีศาจอะไรซ่อนอยู่ไหม

นานิ: ผมเหรอ… ก็ไม่อยากให้มีหรอก กลัว (หัวเราะ) แต่เราก็ไม่รู้ไง อาจจะมีก็ได้ ตกกลางคืนผมอาจกลายร่างเป็นหมีแพนด้าก็ได้ ไม่มีใครไม่รู้ แต่ไม่มีหรอก (หัวเราะ) แต่ผมก็แอบอยากมีสัตว์เทพเลี้ยงนะ มันเท่ดี

แล้วสกายได้เรียนรู้อะไรจากตัวละคร ‘นิรันดร์’ บ้าง

สกาย: การทำคาแรกเตอร์นี้ทำให้ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือเกี่ยวกับศาสนาที่สอนให้เราละทิ้งตัวตนและปล่อยวาง ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ชีวิตมีหยินก็ต้องมีหยาง มีขาวก็ต้องมีดำ โดยรวมตัวละครสอนเรื่องการบาลานซ์ชีวิตว่า ทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ ดังนั้นอย่าให้อารมณ์ชักนำจนเกินไป

อย่างที่บอกไปว่า วงการบันเทิงมีหลายอย่างที่พร้อมจะพาให้อารมณ์เราฉุนเฉียว ทำให้อารมณ์ขึ้นลงได้ง่าย การเล่นซีรีส์เรื่องนี้ก็เหมือนกับผมได้เตือนสติตัวเองว่า ทุกอย่างมีด้านดีและไม่ดีเสมอ

หากสกาย-นานิได้รับพลังวิเศษให้ย้อนเวลากลับไปเจอตัวเองในวัยเด็ก ทั้ง 2 คนอยากพูดอะไรกับพวกเขา

สกาย: ผมคงไปเตือนอะไรเขาไม่ได้ เพราะสกายในตอนนั้นเป็นคนที่ไม่ฟังใคร เชื่อแต่ตัวเอง ถ้าพูดจริงๆ อาจจะขอให้ทาครีมกันแดดเยอะๆ เมื่อก่อนผมไม่ได้ทากันแดด เวลาเตะบอลกับเพื่อนๆ ก็ไม่ได้ทาครีมกันแดด ไม่ใส่ใจเรื่องการกินหรือการดูแลผิวพรรณอะไรพวกนี้เลย

ตอนนั้นผมไม่ทากันแดด กินแต่ของไม่มีประโยชน์ เช่น เบเกอรี หรือมาการีน ต้องมาลดตอนโตขึ้น ถ้าย้อนไปได้ก็จะไปบอกเรื่องพวกนี้ครับ ผมจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยตอนโต (หัวเราะ)

นานิ: ผมเคยคิดเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง ถ้ามีโอกาสบอกได้ ก็อยากบอกทุกอย่างกับเขา เป็นเหมือนการกลับไปแก้ไขอดีต แต่พอผมมาคิดใหม่อีกที ไม่ต้องบอกหรอก เพราะถ้าบอกไป ตัวผมในตอนนั้นก็จะไม่ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน ตัวผมก็จะไม่ได้รู้จักผิดถูก หรือรู้ว่าทำแบบนี้ดีหรือไม่ดี 

สมมติหากบอกไป อนาคตของเด็กคนนั้นก็อาจจะโตมาแบบผิดๆ ก็ได้ ผมว่าคนเราอย่าสมบูรณ์แบบเกิน ชีวิตคนเราต้องเรียนรู้ และแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองให้ได้

ทั้งสกาย-นานิตั้งเป้าหมายในวงการบันเทิงไว้อย่างไร

สกาย: ผมไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องได้รางวัลอะไรอย่างนั้นนะ มันไม่ได้จับต้องได้ขนาดนั้น แต่ผมว่าการที่เราได้พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เอาชนะจุดที่ตัวเองเคยทำไม่ได้ รวมถึงการเปลี่ยนข้อด้อยกลายมาเป็นข้อดี

การพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เหมือนการกระโดดข้ามกำแพงเวลาเล่นเกม เมื่อเรากระโดดข้ามกำแพงนี้ได้แล้ว เราก็ต้องไปเจอกำแพงที่สูงกว่า มันจะท้าทายตัวเองให้ก้าวข้ามต่อไปได้ ผมไม่ได้มองว่าเส้นทางการเป็นนักแสดงจะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน

ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าจะต้องได้สิ่งหนึ่ง พอได้สิ่งนั้น มันหมายความว่าเราบรรลุแล้วเหรอ ไม่ต้องไขว่คว้าแล้วก็ได้เหรอ ผมว่าไม่ใช่ ผมอยากเป็นนักแสดงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

นานิ: ผมเองก็ไม่เคยตั้งเป้าหมายในฐานะนักแสดงไว้เลย มีแต่ความฝันที่เราอยากทำในวงการบันเทิง ผมมองว่าเป็นการทำงานของเรามากกว่า และเราใช้ใจกับมันมากๆ 

การที่ผมได้ทำทุกวันให้เต็มที่ ไม่ว่าจะล้มหรือเสียใจ ผมคิดว่าท้ายที่สุดผมจะได้คำตอบเอง ทุกๆ อย่างที่ผ่านมาก็ให้คำตอบผมตลอด เพียงแต่ผมคิดว่ามันยังมีอะไรให้ค้นหาอยู่เสมอ ขอแค่ทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุดตามที่เรามีโอกาส ดีกว่าแก่ตัวไปแล้วมาเสียดายว่าไม่ได้ทำ

ในโลกของอุตสาหกรรมความบันเทิง ยังมีแง่มุมไหนที่สกาย-นานิอยากสำรวจอีกบ้าง

นานิ: โลกนี้มันกว้างมากนะ มีหลายอย่างที่ผมยังไม่ได้ทำ ถ้าพูดถึงการแสดง ก็มีอีกหลากหลายคาแรกเตอร์ที่ผมยังไม่เคยเล่น มีอีกหลายจักรวาล หลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ

แต่ถ้าในงานเพลง ผมยังไม่เคยทำเพลง ยังไม่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับจังหวะหรือตัวโน้ต ผมเองยังไม่เคยร้องเพลงแนวอื่นๆ มีหลายอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ ถ้าอยากเก็บประสบการณ์ใหม่ๆ ผมก็อยากเก็บตรงนี้ไปเรื่อยๆ

สกาย: ถ้าถามว่าผมอยากสำรวจในแง่ไหนอีกบ้าง ตลอดการทำงานในวงการบันเทิง 10 ปีที่ผ่านมา ผมทำแต่งานเบื้องหน้ามาโดยตลอด ผมก็อยากลองทำเบื้องหลังดูบ้างครับ อยากลองเขียนบท หรือถ้ามีโอกาสในอนาคต อยากลองเป็นผู้กำกับดู ลองเพื่อให้รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ ผมรู้สึกว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ท้าทายตัวเอง 

ผมว่าการเป็นผู้กำกับมีความยาก ต่างจากการเป็นนักแสดง เพราะต้องควบคุมคน นอกจากนั้นถ้ามีโอกาสก็อยากลองเขียนบทบ้าง เพื่อสร้างเรื่องราว สร้างภูมิหลังตัวละครให้มีชีวิตอยู่จริงๆ 

แต่ถ้าถามในฐานะนักแสดง ผมเองอยากลองไปเล่นกับโปรดักชันต่างประเทศดูบ้างครับ

ถ้าวันหนึ่งทั้งสกาย-นานิก้าวไปสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต อยากให้แฟนๆ จดจำในภาพแบบไหนมากที่สุด

สกาย: เรื่องนี้ผมไม่เคยคิดเลยว่าอยากถูกจดจำไว้ว่ายังไง

นานิ: สำหรับผมคิดไว้แค่ว่า มีซีรีส์ให้คนรุ่นหลังๆ ดู ผมก็ไม่ได้คิดเหมือนกันว่าอยากให้คนจดจำนานิว่ายังไง ก็อาจจะเป็นในลักษณะที่แฟนๆ จำได้ว่า นานิเคยรับบทเป็นชินใน High School Frenemy เคยได้เป็นพีทในซีรีส์ WU อู มีลิงมาสิงอยู่ในร่าง ผมคงหวังว่า คนจะจำเราในฐานะตัวละครหรือบทบาทต่างๆ ที่ผมเคยเล่นมา ส่วนในพาร์ตวงการบันเทิง ผมหวังว่าคนจะจำว่าเป็นคนหนึ่งที่เคยมีชื่ออยู่ในวงการบันเทิง

สกาย: สมมติคนรุ่นเดียวกับเราที่เป็นแฟนคลับเรา ตอนที่เขาอายุ 60-70 ปี เขาได้เล่าให้ลูกหลานฟังว่า “แม่เคยเป็นแฟนคลับสกายนะ” (หัวเราะ) เหมือนว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นความสุขของทุกคน

นานิ: เห็นด้วยครับ เพราะครั้งหนึ่งผมเองเคยถามแม่ว่า “เมื่อก่อนแม่ชอบใคร” แม่ผมก็จะบอกว่า สมัยนั้นเขาชอบดาราคนนั้นคนนี้ อันนี้ก็เป็นอีกสิ่งที่ผมคิดว่าเจ๋งดี ถ้าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับผมเอง ก็คิดว่าเป็นอะไรที่เจ๋งดีเหมือนกันครับ

Fact Box

สำหรับ ‘สกาย-นานิ’ ทั้ง 2 กำลังจะจัดงาน ‘SKY NANI S TO THE N FANCON’ ในวันที่ 19-20 กันยายน 2569 ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง GMMTV ในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้

Tags: , , , , , , , ,