เมื่อการดูแลผู้ป่วยไม่ได้เป็นหน้าที่ของครอบครัวเพียงลำพัง ชวนมาทำความรู้จักชีวิตของ Caregiver ในพื้นที่ อบต.บางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เบื้องหลังการทำงานเป็นผู้ดูแล และบทบาทของบัตรทองในการเข้าถึงบริการสุขภาพในชุมชน
“ถ้าเราคิดว่าทำงานตรงนี้เพื่อรายได้อย่างเดียว มันไม่มีความสุขค่ะ ต้องคิดว่าเราอยากดูแลเขา อยากช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวเขา”
คำพูดเรียบง่ายของ พรทิพย์ ออไอสูนย์ หรือ พี่แมว ผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver) ในตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม อาจดูเป็นเพียงประโยคธรรมดา แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวตลอดการสนทนาแล้วจึงพบว่า ประโยคนี้คือคำอธิบายที่ดีที่สุดของการเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยในชุมชน
เนื่องด้วยจำนวนผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ต้องการการดูแลระยะยาวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป ลูกหลานหลายบ้านต้องออกไปทำงานไกลบ้านเพื่อหารายได้ ทำให้การจะดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับใครหลายคน เพราะเหตุนี้จึงมีการจ้างงาน Caregiver ขึ้นมา ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญเพื่อช่วยลดภาระของครอบครัวและภาครัฐ พร้อมทั้งสร้างอาชีพและรายได้ในระดับชุมชน
พรทิพย์เล่าว่า ก่อนที่จะเข้ามาสวมบทบาทเป็น Caregiver เธอเป็นเพียงแม่บ้านที่คอยดูแลครอบครัว ดูแลบ้าน และจัดการงานในชีวิตประจำวันทั่วไป ไม่ได้เรียนด้านการพยาบาล หรือมีพื้นฐานด้านการแพทย์มาก่อน มีเพียงประสบการณ์ที่ใกล้เคียงที่สุดคือ การดูแลแม่แฟนในวัย 84 ปี ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ การดูแลคนในบ้านจึงเป็นสิ่งที่เธอทำด้วยความรัก
กระทั่งมีประกาศรับสมัครโครงการจ้างงานผู้ดูแลผู้ป่วยในชุมชนผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีรายได้ เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นเวลา 7 วัน โดยหลังจากผ่านการอบรมแล้ว ผู้เข้าร่วมจะได้ใบประกาศ ก่อนถูกส่งต่อไปยังหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่เพื่อดูแลผู้ป่วยต่อไป
แม้ว่าโครงการนี้จะเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นภายใต้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่ง โครงการนี้กำลังเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นกำลังสำคัญของชุมชน ที่สร้างทั้งรายได้และความหมายใหม่ให้กับชีวิตของผู้คน 
การทำงานของ Caregiver: งานดูแลที่ละเอียดกว่าที่หลายคนคิด
ปัจจุบันพรทิพย์ดูแลผู้ป่วยทั้งหมด 4 เคส ทั้งผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยเจาะคอ ผู้ป่วยที่เดินไม่ได้แต่ยังช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน และผู้ป่วยติดเตียงถาวรที่ต้องกินอาหารทางสายยาง เพราะผู้ป่วยแต่ละเคสมีข้อจำกัดและวิธีการดูแลที่แตกต่างกัน ดังนั้นการดูแลจึงไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามผู้ป่วยแต่ละเคสตามความเหมาะสม
“เขาก็จะมีคนดูแลของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่เราเข้าไปแนะนำว่า ผู้ป่วยแบบนี้ต้องดูแลแบบไหน เช่น การนอน การพลิกตะแคง เพื่อไม่ให้เป็นแผลกดทับ การจัดท่านอนเพื่อไม่ให้ปลายเท้าเกร็ง ส้นเท้าแตก
“ผู้ป่วยแต่ละเคส การดูแลก็ไม่เหมือนกัน อย่างเคสเจาะคอก็ต้องรักษาความสะอาด เช็ดล้างแผล แล้วก็ผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยาง ก็แนะนำเรื่องอาหารที่ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย เพื่อไม่ให้ถ่ายยาก แล้วก็ช่วยดูแลเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม จัดที่อยู่ให้เหมาะสม ปรับแสงสว่าง อะไรประมาณนั้น”
ในการดูแลผู้ป่วยของ Caregiver แต่ละคน พรทิพย์เล่าว่า เดิมทีใน 1 วัน จะดูแลได้เต็มที่ทั้งหมด 4 คน เนื่องจากในการดูแลผู้ป่วยแต่ละเคสนั้นต้องใช้เวลามาก และไม่สามารถทำแบบเร่งรีบได้ เพราะแค่เปลี่ยนแพมเพิร์สหนึ่งครั้ง ก็ใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง ภายหลังทางคุณหมอจึงได้ปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วยแต่ละเคสให้เหมาะสมต่อการดูแลมากขึ้น
“ตอนแรกหมอบอกว่า ถ้าไป 4 บ้าน ก็จะได้บ้านละประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เขาเปลี่ยนมาเป็นวันละ 2 คน คนละ 4 ชั่วโมงแทน เพราะจะได้มีเวลาดูแลมากขึ้น บางบ้านเราต้องไปกวาดบ้าน จัดเตียง เสื้อผ้าเขาเลอะก็ต้องช่วยเปลี่ยน มันใช้เวลาค่ะ ถ้าวันหนึ่งไป 4 คน คนละ 2 ชั่วโมง มันทำอะไรไม่ได้เลย มันไม่ต่อเนื่อง
“พี่จะออกไปเคสแรกตอน 08.00 น. แล้วอยู่จนถึงเที่ยง อีกเคสหนึ่งเริ่มประมาณ 13.00 น. แล้วกลับประมาณ 17.00 น. วันนี้ไป 2 เคส วันรุ่งขึ้นก็ไปอีก 2 เคส แล้ววนกลับมาอีก เดือนหนึ่งทำงานทั้งหมด 20 วัน”
อีกทั้งการทำงานของ Caregiver ในแต่ละวัน จะมีการลงเวลาหรือการทำรายงานตามกฎเกณฑ์ที่ทางเทศบาลกำหนดไว้ เพื่อให้ติดตามและรายงานการทำงานในแต่ละวันของผู้ดูแลแต่ละคนได้ โดยให้ทางญาติของผู้ป่วยเซ็นลายเซ็น พร้อมถ่ายรูปประกอบ เพื่อยืนยันว่าไปปฏิบัติหน้าที่จริง และทำแบบนี้ทุกครั้งให้ครบ 20 วันตามที่กำหนดเอาไว้
ค่าใช้จ่ายที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่และบัตรทองที่เข้ามาทำให้เดินต่อไปได้
แม้ว่าจะมีสิทธิรักษาพยาบาล แต่การดูแลผู้ป่วยในระยะยาวยังคงแฝงต้นทุนเอาไว้มากมาย เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าแพมเพิร์ส หรือค่าเดินทาง อาจจะดูไม่มากนัก แต่สำหรับบางครอบครัวที่มีรายได้จำกัด ของจำเป็นทุกชิ้นย่อมมีมูลค่าที่ตามมา
“ปัญหาหลักๆ น่าจะเป็นเรื่องแพมเพิร์สค่ะ บางรายแพมเพิร์สไม่พอกับงบที่ทางการให้ ผู้ป่วยจะมีงบช่วยเรื่องนี้ แต่บางครั้งก็ไม่เพียงพอ”
ความยากในการดูแลผู้ป่วยจึงไม่ได้มีแค่การเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการดูแลเอาใจใส่เพียงเท่านั้น แต่ยังมีความลำบากในเรื่องการพยายามประคับประคองสมดุลระหว่างรายได้ที่มีจำกัดกับความต้องการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในแต่ละวัน
ท่ามกลางภาระทางการเงิน สิ่งที่พรทิพย์มองว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่สุดคือ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ ‘บัตรทอง’ เพราะหากต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดด้วยตนเอง หลายครอบครัวอาจไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ไหว การมีบัตรทองเข้ามาจึงทำให้ผู้ป่วยยังเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น การติดตามอาการ การรักษา และบริการในชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง
“ถ้าไม่มีบัตรทอง เวลาต้องไปโรงพยาบาลที่ไม่ใช่ของรัฐ ค่าใช้จ่ายก็อาจจะแพงหน่อย พี่คิดว่ามีบัตรทองนี่ดีแล้ว ส่วนมากคนไข้ก็รักษาด้วยบัตรทองกันทั้งนั้น”
นอกจากนี้ บัตรทองยังทำให้การดูแลสุขภาพไม่จำกัดอยู่แค่ภายในโรงพยาบาล แต่ขยายออกมาสู่ชุมชนผ่านเครือข่ายบุคลากรสุขภาพ ทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยถึงบ้าน
เพราะสำหรับผู้ป่วยติดเตียง การเข้าถึงบริการ ไม่ได้หมายถึงการเดินทางไปโรงพยาบาลเสมอไป แต่หมายถึงการที่ระบบสุขภาพเดินทางมาหาพวกเขาด้วยเช่นกัน
เพราะการดูแลไม่ควรมีเพียงชั่วคราว
ตลอดการสนทนา พรทิพย์ย้ำอยู่หลายครั้งว่า เธออยากให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เพราะเธอมองเห็นความต้องการที่มีอยู่จริงในชุมชน
“ยังมีอีกหลายคนที่อยากเข้ามาทำงานแบบนี้ แล้วก็ยังมีผู้ป่วยอีกหลายคนที่ต้องการการดูแล Caregiver อย่างพี่มีไม่พอสำหรับผู้ป่วยที่จะต้องไปดูแล ตอนนี้ของพี่เหลือแค่ 3 คนในตำบลบางปลามันไม่พอจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ พี่อยากให้มีงบตัวนี้ต่อเนื่อง”
เพราะยังมีผู้ป่วยอีกมากมายที่ต้องการคนดูแล ยังมีครอบครัวที่ต้องการคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ และยังมีคนในชุมชนอีกหลายคนที่อยากเข้ามาทำงานนี้เพื่อช่วยเหลือและหารายได้
“จริงๆ แล้วมันก็ช่วยได้นะ สำหรับเดือนละ 5,000 บาท สำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้ เป็นแม่บ้าน อยู่บ้านเฉยๆ พี่ถึงอยากให้มีโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง มันจะช่วยคนได้อีกประมาณ 5-6 คนเลย”
การทำให้โครงการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและรายได้ให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีงานประจำหรือเป็นแม่บ้านที่ต้องการรายได้เสริม
ที่สำคัญคือ การลงทุนกับการดูแลระยะยาวในระดับชุมชน ยังช่วยลดการพึ่งพาโรงพยาบาล ลดการกลับมานอนรักษาซ้ำ และช่วยให้ระบบสุขภาพโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แม้ว่างาน Caregiver จะเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ยิบย่อยที่ต้องเอาใจใส่ ตั้งแต่การเช็ดตัว เปลี่ยนแพมเพิร์ส จัดเตียง คอยพูดคุยให้กำลังใจ ไปจนถึงการช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้ป่วย แต่พรทิพย์ยังคงให้คำตอบด้วยความแน่วแน่ถึงการทำงานนี้ว่า งานนี้คือความสุขที่ได้ทำ
“มันเหมือนกับว่าเราได้ไปอบรมมา แล้วเรามีความสุขที่ได้ช่วยเหลือเขา ได้ให้คำแนะนำเขา เหมือนเราทำบุญ ทำแล้วเรามีความสุข”
สำหรับพรทิพย์ ความสุขของการเป็น Caregiver ไม่ได้มาจากค่าตอบแทนที่ได้รับในแต่ละเดือน แต่อยู่ที่การได้ใช้ความรู้ที่ตนเองมี เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งการให้คำแนะนำ และการแบ่งเบาภาระให้กับคนที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก
“มันทำให้นึกถึงตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งลูกเราโต มีครอบครัว มีงานทำ แล้วไม่มีเวลามาดูแลเรา เราจะรู้สึกอย่างไร เราก็คิดว่า ถ้าเป็นแม่เรา พี่คงไม่ทิ้งแบบนี้ คงกลับมาอยู่กับแม่ แต่ลูกเขาคงไม่ได้อยากทิ้งหรอกนะคะ เพียงแต่เขาต้องทำงาน
“ถ้าคิดว่าเข้ามาทำงานตรงนี้เพื่อรายได้ มันจะไม่มีความสุข แต่ถ้าเราไปอบรมมา เราจะรู้ว่างานนี้เป็นงานจิตอาสา มันมีความสุขกับการได้ช่วยเหลือคน”




