6 ปี 7 เดือน 24 วัน
คือระยะเวลาทั้งหมดที่ EXO-L ชาวไทย (ชื่อทางการที่ใช้เรียกแฟนคลับของวง EXO) รอคอยการกลับมาประเทศไทยของ EXO นับตั้งแต่คอนเสิร์ตครั้งล่าสุด EXO PLANET #5 – EXplOration – in BANGKOK เมื่อปี 2019
หากจะเปรียบเทียบภาพความยาวนานนี้ให้ชัดมากขึ้น ก็คงเทียบเท่ากับระยะเวลาการเติบโตของเด็กคนหนึ่ง นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก สู่วันที่สะพายกระเป๋าเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นครั้งแรก
ช่างเนิ่นนาน… แต่หากการรอคอยคือความสุข คงเรียกสิ่งนี้ได้ว่า ‘ความรัก’
และในที่สุด EXO ก็หอบเอาความรักกลับมาไทยพร้อมคอนเสิร์ต ‘EXO PLANET #6 – EXhOrizon in BANGKOK’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยบัตรคอนเสิร์ตรอบนี้ถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วทุกที่นั่ง สร้างสถิติวงที่บัตรคอนเสิร์ต Sold Out ติดต่อกันถึง 6 ครั้ง ตอกย้ำวลีที่ว่า ‘EXO วงที่บัตรคอนฯ กดยากที่สุด’
The Momentum ชวน EXO-L ชาวไทย เดินทางกลับสู่ฮอลล์อิมแพ็ค อารีน่าฯ อีกครั้ง เพื่อย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำดีๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
รักครั้งแรกของใครหลายคน เดินทางมาจากดาว EXO Planet
เป็นที่รู้กันดีในหมู่แฟนคลับว่า ทันทีที่เพลง Moonlight ดังขึ้น นั่นหมายความว่า อีกเพียงแค่ไม่กี่นาทีต่อจากนี้ คอนเสิร์ตจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งตลอด 5 คอนเสิร์ตที่ผ่านมา เราจะได้ยินเสียงร้องหวานหูของเมนโวคัลประจำวงอย่าง พยอน แบคฮยอน (Byun Baek-hyun) และโด คยองซู (Do Kyung-soo) หรือดี.โอ. (D.O.) อยู่เสมอ
น่าเสียดายที่คอนเสิร์ตครั้งนี้ Moonlight มีเพียงแค่เสียงดนตรี ไร้ซึ่งเสียงร้องของคู่เมนโวคัลมากความสามารถ อย่างไรก็ตาม EXO-L ชาวไทยยังช่วยกันร้องคลอตั้งแต่ต้นจนจบเพลง (เคล้าด้วยเสียงสะอื้นด้วยเช่นกัน) สะท้อนให้เห็นถึงพลังความรัก ความคิดถึง และความภักดีที่มีต่อ ‘เมมเบอร์ทุกคน’ ได้ดีตั้งแต่เริ่มต้น
หลังจากที่เพลง Moonlight จบลง คอนเสิร์ตก็เริ่มด้วยการเล่าเรื่องราวผ่าน VCR ที่ยังคงผูกเนื้อหาไว้กับจักรวาลของดวงดาว ตามคอนเซปต์ของวงที่เล่าขานว่า เมมเบอร์เป็นผู้มีพลังวิเศษที่เดินทางมาจากดวงดาวที่มีชื่อว่า ‘EXO Planet’ ก่อนที่เมมเบอร์ EXO จะปรากฏตัวขึ้นสู่เวทีพร้อม MAMA เพลงเดบิวต์ที่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ยังคงรู้สึกได้ถึงความขลังอยู่เสมอ
ไม่เพียงแค่นั้น ฉากหลังเวทีที่เคลือบด้วยสีแดงฉานคล้ายกับพระจันทร์สีเลือด ประกอบกับเสียงกรี๊ดของ EXO-L ชาวไทยที่ดังกระหึ่มขึ้นอย่างกึกก้อง ยิ่งทำให้การเปิดฉากของคอนเสิร์ตในรอบเกือบ 7 ปี ทรงพลังและชวนขนลุกมากขึ้นกว่าเดิม
EXO สานต่อความร้อนแรงด้วยเพลง Monster, Wolf, และ Overdose ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเพลงไตเติลของแต่ละอัลบั้มที่มีอายุมากกว่า 10 ปี แต่ยังเต็มไปด้วยพลังของตำนานและความยิ่งใหญ่ของ ‘King of K-Pop’

หลังพักเบรกจากการแสดงสุดเข้มข้น เมมเบอร์ EXO เริ่มต้นช่วงพูดคุยด้วยประโยคทักทายที่แฟนๆ คิดถึงสุดหัวใจอย่าง
“WE ARE ONE!”
“สวัสดีครับ พวกเรา EXO”
ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค กลับมากพอจะทำให้ EXO-L จำนวนไม่น้อยไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป
เพราะสำหรับหลายคน นี่อาจเป็นการได้พบ EXO ครั้งแรก หลังเฝ้ารักและติดตามมานาน จากเด็กน้อยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีรายได้มากพอสำหรับการเดินทางมาพบ ‘รักแรก’ ของตัวเองได้
‘ในที่สุดก็ได้เจอกันแล้วนะ’
ในช่วงต่อมา EXO ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีในชุดสูท เปลี่ยนลุคเป็นหนุ่มสุขุมในวัย 30+ พร้อมการแสดงสุดเร่าร้อน กับเพลง B-Side ระดับตำนานจากหลากหลายอัลบั้ม ตั้งแต่เพลง Jekyll, Crazy, PLAYBOY, Artificial Love, The Eve, และเพลงไตเติลสุดฮิตที่ใครๆ ต่างก็นำมาเต้นคัฟเวอร์ทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง Love Shot
แม้ว่าหลังจบการแสดงในเซ็ตนี้ เมมเบอร์ EXO เลือกที่จะพูดคุยกับแฟนคลับอีกครั้ง ด้วยการนั่งๆ นอนๆ บนพื้นเวที พร้อมทั้งมีอาการเหนื่อยหอบ จนภายหลังเลยถูกแฟนๆ เอ่ยแซวในโลกอินเทอร์เน็ตว่า “EXO แก่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนนั้น เซ็ตการแสดงนี้เป็นหนึ่งในเซ็ตการแสดงที่ผู้เขียนประทับใจที่สุด อาจเป็นเพราะลุคและคอนเซปต์ที่ดึงเสน่ห์ ความสุขุม และความเซ็กซี่ของ EXO ในวัย 30+ ออกมาได้เป็นอย่างดี
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ คุณภาพของเพอร์ฟอร์แมนซ์ ทั้งไลน์เต้นที่หนักแน่น การสื่ออารมณ์ทางสีหน้าระหว่างการแสดง ไปจนถึงพลังเสียงร้องสดมั่นคงแทบไม่มีตก สมกับที่เป็นไอดอลมากประสบการณ์กว่า 14 ปี ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า EXO คือนิยามของ ‘ไอดอลคุณภาพ’ ที่ยังคงรักษามาตรฐานระดับสูงไว้ได้จนถึงตอนนี้
เดินทางมาถึงช่วงกลางของคอนเสิร์ตแล้ว EXO จัดเต็มให้ EXO-L ผ่านเมดเลย์เพลงไตเติลที่กินเวลาการแสดงยาวนานเกือบ 20 นาที เริ่มตั้งแต่ Tempo, Ko Ko Bop, CALL ME BABY, Power, Don’t fight the feeling, Run, LOVE ME RIGHT และปิดเมดเลย์ด้วยเพลงชาติของวงการ K-Pop อย่าง Growl
พูดได้อย่างเต็มปากว่า การแสดงในพาร์ตนี้ คือช่วงเวลาที่ผู้เขียนชื่นชอบมากที่สุด เพราะตลอดเกือบ 20 นาที ทั้งเสียงร้องตามและเสียงกรี๊ดของเหล่า EXO-L ชาวไทย ยังคงดังแข่งกับเสียงศิลปินบนเวทีอย่างไม่มีแผ่ว
ยิ่งไปกว่านั้น เพลงที่ถูกนำมาแสดงในเซ็ตนี้ ล้วนเป็นเพลงไตเติลระดับตำนานของ EXO แทบทั้งสิ้น หลายเพลงเคยขึ้นอันดับ 1 บน Melon Chart (ระบบจัดอันดับเพลงของ Melon แพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงที่ใหญ่และได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศเกาหลีใต้) อีกทั้งยังเป็นเพลงสำคัญของ K-pop Gen 3 ชนิดที่ว่า ต่อให้ไม่ได้เป็นแฟนคลับ EXO โดยตรง แต่หลายคนที่เติบโตมากับวงการเพลง K-Pop ในช่วงเวลานั้น ก็น่าจะร้องตามได้แทบทุกเพลง
และด้วยชั่วโมงบินที่สูงและความเจนเวทีระดับตัวพ่อ พลังการไฮป์ของ EXO ประกอบกับโปรดักชันของแสง สี เสียงในคอนเสิร์ต ยังช่วยเร้าให้ ‘โดพามีน’ ของทุกคนหลั่งออกมาแบบฉุดไม่อยู่ จนกระทั่งหลังจบคอนเสิร์ต ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับแฟนคลับของวง บางคนถึงกับพูดว่า ช่วงที่สนุกที่สุด กลับร้องไห้เยอะที่สุด เพราะไม่สามารถควบคุมความสุขที่พุ่งขึ้นสุดได้จริงๆ

และนี่น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มีคนพูดอยู่เสมอว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็น EXO-L หรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกคนควรได้ลองมาดูคอนเสิร์ตของ EXO ด้วยตัวเองสักครั้ง”
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงนี้ก็เป็นพาร์ตที่เรียกน้ำตาได้มากที่สุดเช่นกัน เพราะในช่วงท้ายของเซ็ตการแสดงนี้ EXO เนรมิตสเตจกลางออกมาอย่างงดงามราวกับสวรรค์ พร้อมหยิบเอาเพลง Baby, Don’t Cry, Walk On Memories และหนึ่งในท็อปลิสต์ ‘เพลงต้องห้าม’ ของใครหลายคน ที่หากฟังแล้วอาจเท่ากับการเปิดก๊อกน้ำตาอย่าง Don’t Go มาแสดง ซึ่งเพลงเหล่านี้พาให้ใครหลายคนย้อนกลับไปสู่ช่วงวัยเยาว์ที่เติบโตมาพร้อมกับวงอย่างแท้จริง

ภาพความทรงจำในฐานะแฟนคลับ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งไขปริศนาดวงดาวหรือจักรวาลของการคัมแบ็กแต่ละครั้ง การปั่นวิว สตรีมเพลง โหวตคะแนน ไปจนถึงการเฝ้ารอสเตจงานประกาศรางวัลปลายปี ล้วนค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด
นอกจากนี้ ภาพการแสดงบนเวทียังหวนสู่ความทรงจำในช่วงเวลาที่เมมเบอร์ทุกคนขึ้นแสดงบนเวทีพร้อมหน้าพร้อมตากัน ยิ่งทำให้อดรู้สึกใจหายไม่ได้ว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้คงสมบูรณ์มากกว่านี้ หากได้เห็นเมมเบอร์ทุกคนกลับมายืนอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
กระนั้นก็ตาม เราเดินทางมาถึงช่วงเกือบสุดท้ายของคอนเสิร์ต EXO เปลี่ยนลุคกลายเป็น ‘เจ้าชาย’ ในชุดสีขาว ดูสง่าน่ามอง มาพร้อมกับเพลง EL DORADO, Back It Up, Forever, และ Crown ซึ่งเป็นเพลงไตเติลล่าสุดของอัลบั้มเต็มชุดที่ 8 ‘REVERXE’ โดยอัลบั้มนี้สร้างสถิติด้วยยอดขายทะลุ 1 ล้านชุด ดันให้ EXO ขึ้นแท่นเป็นศิลปินที่มียอดขายอัลบั้มเกินล้านชุดรวมทั้งสิ้น 8 อัลบั้ม

เมื่อจบการแสดง แสงไฟในฮอลล์ดับลง จึงเป็นสัญญาณว่า คอนเสิร์ตได้เดินทางมาถึงช่วง Encore หรือช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ตแล้วจริงๆ ทั้งนี้ ในวันที่ 2 ของการแสดง EXO-L ชาวไทยร่วมกันแสดงพลัง ร้องเพลงต้องห้ามอย่าง Don’t Go ในช่วงนี้ ทำให้ใครหลายคนต้องเสียน้ำตาอีกครั้ง
เพียงไม่นาน เมมเบอร์ก็ปรากฏตัวบนเวทีอีกครั้ง ด้วยลุคเสื้อกีฬา Jersey พร้อมข้อความสกรีน ‘REVERXE THE WORLD in BANGKOK’ สินค้าลิมิเต็ดเฉพาะคอนเสิร์ตครั้งนี้ เพื่ออำลาแฟนคลับผ่านเพลง Angel อีกหนึ่งเพลงที่ผูกพันกับความทรงจำของ EXO-L มากที่สุด

“ครั้งหน้า ถ้าเรากลับมาพร้อมกับคอนเสิร์ตแล้วล่ะก็… ขอมากกว่า 3 วันแล้วกันนะครับ หรืออาจจะสถานที่ที่กว้างมากขึ้น แบบไหนที่ EXO-L ชาวไทยต้องการ พวกเราจะทำหมดเลยครับ” ซูโฮ
“น้ำตาไหลเลยล่ะครับ เพราะว่าผมยังไม่อยากกลับบ้าน” ชานยอล (พูดพร้อมใช้เศษทิชชูแปะบนหน้า ให้คล้ายหยดน้ำตา)
“พรุ่งนี้น่าจะต้องกลับไปใช้ชีวิตแล้วใช่ไหมครับ ทุกคนสู้ๆ นะครับ” ดี.โอ.
“อยู่ด้วยกันไปนานๆ แล้วมาเจอกันไปนานๆ เลยนะครับ สัญญา!” ไค
“เดี๋ยวพวกเราเจอกันเร็วๆ นี้นะ” เซฮุน
ก่อนที่ช่วงเวลาแห่งความสนุกที่ EXO-L ชาวไทยเฝ้ารอมาตลอดเกือบ 7 ปีจะสิ้นสุดลง พร้อมกับเพลง Flatline หนึ่งในเพลง B-Side จากอัลบั้ม REVERXE ชุดล่าสุด
Flatline 이 순간
(ตอนนี้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว)
너와 만난 나
(ในที่สุดเราก็ได้พบกัน)
기적보다 운명 같아
(นี่มันคือพรหมลิขิตมากกว่าปาฏิหาริย์)
길었던 표류를 끝내
(ตอนนี้ผมลอยจนมาถึงฝั่งแล้วสินะ)
Flatline 이 순간
(ตอนนี้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว)
너와 같은 맘
(ความรู้สึกที่มีเหมือนกับเธอ)
서로의 구원이 되어
(ช่วยกันพยุงไปตลอด)
마침내 만난 세상
(จนได้เจอกับโลกที่เราพบกัน)

‘EXO-L’ ภาพแทนของความมั่นคง
14 ปี จะว่าช้าก็ไม่ใช่ จะว่าเร็วก็ไม่เชิง
แต่ก็คงมากพอให้เรื่องราว ความทรงจำ และการมีอยู่ของ EXO กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนคนหนึ่งที่นิยามตนเองว่า ‘EXO-L’
เรียนประถม เข้า ม.ต้น ต่อ ม.ปลาย ขึ้นมหาวิทยาลัย กระทั่งออกจากรั้วการศึกษา สู่การวิ่งตามความฝันและเก็บประสบการณ์ชีวิต EXO-L มี EXO คอยหล่อหลอม ประคองตัวตน พาเติบโต ให้ความฝัน และสร้างแรงบันดาลใจอยู่เสมอมา
ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา อาจเท่ากับครึ่งชีวิตของใครหลายคน จึงไม่แปลกใจเลยว่า ความมั่นคงและความภักดีที่มีต่อเมมเบอร์ทุกคน ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านหลากหลายโปรเจกต์ภายในคอนเสิร์ตครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่
เริ่มตั้งแต่บริเวณโดยรอบอิมแพ็ค อารีน่าฯ ที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยป้ายโปรเจกต์มากมาย ซึ่งมีภาพ EXO ครบทั้ง 9 คน ไม่ว่าจะเป็นป้ายบิลบอร์ด ป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆ รอบอิมแพ็ค อารีน่าฯ ป้ายบริเวณจุดรอรถบัส ไปจนถึงสแตนดี้เดี่ยวของสมาชิกแต่ละคนที่ตั้งเรียงรายให้แฟนคลับร่วมถ่ายภาพและบันทึกความทรงจำ ขณะเดียวกัน Shuttle Bus ที่รับส่งแฟนคลับภายในงาน ยังถูกประดับไปด้วยภาพสมาชิกครบทั้งวงเช่นกัน


ไม่เพียงเท่านั้น EXO-L ชาวไทยซึ่งขึ้นชื่อว่า เป็นหนึ่งในแฟนด้อมที่ทั้งสร้างสรรค์และจริงจังกับการทำโปรเจกต์มากที่สุด จนหลายผลงานกลายเป็นที่เลื่องลือและถูกพูดถึงในวงกว้าง (นอกจากนี้ บางโปรเจกต์ในอดีตก็มีฝั่งเกาหลีนำไปต่อยอดไอเดียเพิ่มเติม เช่น ‘แท่งไฟดิสโก้เปลี่ยนสี’ ใน EXO PLANET #2 – The EXO’luXion – in BANGKOK) ยังเดินหน้าจัดเต็มกับโปรเจกต์เซอร์ไพรส์หนุ่มๆ ภายในคอนเสิร์ตครั้งนี้ตลอดทั้ง 2 วัน
โดยในคอนเสิร์ตวันแรก EXO-L ชาวไทยเตรียมข้อความแบนเนอร์ต้อนรับการกลับมาไทยของ EXO อย่าง “บ้านหลังนี้ยินดีต้อนรับ EXO เสมอ” นอกจากนี้ ยังมีการเปิดกล่องไฟในช่วงเพลง Walk On Memories ระบุข้อความว่า “EXO + EXO-L = 1” เพื่อแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างศิลปินกับแฟนคลับ และอีกครั้งในช่วงเพลง Don’t Go ว่า “❤️ㅅㄹㅎㅈ❤️” (ย่อมาจากภาษาเกาหลี ‘사랑하자’ แปลเป็นไทยว่า ‘มารักกันเถอะ’)

ส่วนคอนเสิร์ตวันที่ 2 ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อ EXO-L ชาวไทยเตรียมข้อความ “ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน EXO ก็ยังคงเป็นราชาของ THAI EXO-L เสมอ” พร้อมเปิดกล่องไฟในช่วงเพลง Crazy ข้อความว่า “엑소❤️대박” (แปลเป็นไทยว่า ‘เอ็กโซ❤️สุดยอด’) และ “👑 KING 👑” ในเพลง Crown

ยังไม่รวมถึงความน่ารักและความเอาใจใส่ของ EXO-L ชาวไทย ที่เผื่อแผ่ไปให้ทั้ง EXO และทีมงานเบื้องหลัง ผ่านการตั้งใจตระเตรียม FOOD & GIFT SUPPORT เพื่อให้ได้ลิ้มรสอาหารอร่อยๆ และมอบของขวัญน่ารักๆ ก่อนขึ้นทำการแสดง


และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นคือ การมีส่วนร่วมและเสียงกรี๊ด EXO-L ชาวไทยอย่างบ้าระห่ำตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงของคอนเสิร์ต ที่ถ้าหากให้พูดอย่างตรงไปตรงมา คอนเสิร์ตของ EXO คือหนึ่งในคอนเสิร์ตที่เสียงกรี๊ดดังและโหดที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยสัมผัสมาในชีวิตเลยก็ว่าได้
ดังชนิดที่ว่า หากถึงช่วงพักพูดคุยกับแฟนๆ ทีไร หนุ่มๆ EXO ไม่พ้นต้องทักเรื่องความดังของเสียงกรี๊ดตลอด จนกระทั่งเซฮุน น้องเล็กของวง ต้องพูดขึ้นว่า “ทุกคนครับ อันนี้คือเสียงกรี๊ดของทุกคนจริงเหรอครับ ไม่ได้มีใครเปิดลำโพงใช่ไหมครับ” ก่อนที่จะได้รับการตอบกลับคืนเป็นคลื่นยักษ์ของเสียงกรี๊ด EXO-L ชาวไทยอีกระลอกหนึ่ง
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของ EXO-L ชาวไทยที่รับรู้ร่วมกันมาโดยตลอดคือ พลังการร้องเพลง ซึ่งการซ้อมร้องเพลงให้ ‘เป๊ะ’ เปรียบเสมือน ‘การบ้าน’ ที่ต้องเตรียมตัวไว้ก่อนเป็นประจำทุกครั้งที่สมาชิกแต่ละคนของ EXO จะเดินทางมาแสดงที่ประเทศไทย
เช่นเดียวกันกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่ EXO-L ชาวไทยต้องสวมบทเป็น ‘นักร้องไมค์ทองคำ’ พร้อมใจกันร้องเพลงแข่งกับ EXO ตลอดทั้งคอนเสิร์ต จนถึงขั้นที่สมาชิกเอ่ยปากขอให้ร้องเพลงให้ฟังเพิ่มอีกหลายเพลง โดยมีไคเอ่ยแซวว่า “ว้าว นี่ไม่เหมือนคอนเสิร์ตเลย เหมือนห้องร้องคาราโอเกะมากกว่า”

ทั้งหมดที่กล่าวมา คงจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า EXO-L ชาวไทยถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้คอนเสิร์ตในรอบ 7 ปีของ EXO ที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ความสบายใจ และทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็น่าเสียดายเช่นกันที่คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นเพียงแค่ 2 รอบการแสดงเท่านั้น ทำให้ EXO-L จำนวนไม่น้อยที่เฝ้ารอการกลับมาของ EXO ตลอดหลายปี พลาดโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญครั้งนี้ แม้ว่าผู้จัดจะประกาศเปิดจำหน่ายที่นั่งเพิ่มเติม กระนั้นก็ตาม ปริมาณบัตรคอนเสิร์ตยังคงไม่เพียงพอสำหรับจำนวนของ EXO-L ชาวไทยอยู่ดี
อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกมองข้ามจากเมมเบอร์ของวงเลยแม้แต่น้อย เมื่อเซฮุนพูดทิ้งท้ายเอาไว้ในคอนเสิร์ตวันสุดท้ายว่า “หลังจากคอนเสิร์ตวันแรกจบไป ผมก็ถามบริษัทไปว่า EXO-L ชาวไทยเยอะขนาดนี้ ทำไมเล่นคอนเสิร์ตได้แค่ 2 รอบเองล่ะ ก็รอดูกันนะครับ เพราะว่าผมพูดไปแล้ว รอดูกันเนอะ”
มาจนถึงตอนนี้ ผู้เขียนยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งและอัศจรรย์ใจเหลือเกินต่อความมั่นคง ความเหนียวแน่น และความรักที่ EXO-L มีให้กับ EXO และเมมเบอร์ทุกคนมาตลอดช่วงเวลาค่อนทศวรรษ
เมื่อพยายามหาคำตอบเพื่อคลายข้อสงสัยต่อประเด็นนี้ ผู้เขียนใช้เวลาขบคิด พร้อมมองย้อนชีวิตของตนเองในฐานะ EXO-L ตลอดเวลา 14 ปีที่ผ่านมา จึงได้คำตอบว่า
“เพราะรู้สึกอยู่ตลอดว่า ศิลปินที่เรารัก ก็กำลังมอบความรักที่จริงใจและบริสุทธิ์กลับคืนมาให้อยู่เสมอนี่เอง”
“โชคดีจังที่ได้เป็น EXO-L”
สุดท้ายนี้ หวังว่า EXO ทุกคนจะยังคงมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ เปล่งประกายบนเวทีให้แฟนคลับได้มองเห็นไปอีกนานแสนนาน แล้วในอนาคต ขอให้เราได้กลับมาเจอกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาทั้ง 9 คนเลยนะ
ที่มา:
–https://www.youtube.com/watch?v=QVUbHZf0HCc
Tags: EXhOrizon, EXhOrizon_in_BANGKOK, EXOPLANE, Screen and Sound, EXO, SMTrue, 엑소, weareoneEXO



