‘ผู้นำ’ ในโลกปัจจุบันควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ภายใต้โอกาสครบรอบ 20 ปีของ Cartier Women’s Initiative (CWI) เวทีระดับโลกที่สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงผู้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ได้ชวนผู้คนทั่วโลกมาร่วมสำรวจความหมายของภาวะผู้นำ ผ่านแนวคิด ‘Women Lighting the Path’ หรือ ‘ผู้หญิงผู้จุดประกายแสงสว่างแห่งอนาคต’

ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเธอเป็นได้มากกว่าบทบาทที่สังคมเคยกำหนด แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนยังต้องเผชิญกับอคติ ความคาดหวัง และคำถามที่ผู้ชายแทบไม่เคยถูกถาม ตั้งแต่ความรู้สึกว่าตนเอง ‘ไม่เก่งพอ’ ไปจนถึงการต้องพิสูจน์ศักยภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงเพราะเป็นผู้หญิง

แล้วสังคมพร้อมหรือยังที่จะยอมรับนิยามใหม่ของความเป็นผู้นำ

ผู้หญิงกับภาวะ Imposter Syndrome

แม้ผู้หญิงจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีความสามารถเป็นที่ยอมรับ หรือได้รับโอกาสสำคัญในชีวิต แต่หลายคนกลับยังรู้สึกว่าตนเอง ‘ไม่เก่งพอ’ หรือ ‘ไม่คู่ควร’ กับความสำเร็จที่ได้รับ ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่า Imposter Syndrome หรือภาวะคิดว่าตนเองไม่เก่ง

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการเสวนาหัวข้อ ‘Unveiling Brilliance: Imposter Syndrome & The Path to Authentic Leadership’ โดยมี ซีริลล์ วิญเญอรอง (Cyrille Vigneron) ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ และดร.ลิซา ออร์เบ-ออสติน (Lisa Orbé-Austin) นักจิตวิทยา โค้ชผู้บริหาร และที่ปรึกษาด้านองค์กร ร่วมแบ่งปันทั้งในแง่ของความท้าทายที่เกิดที่ตัวบุคคลเอง และเชิงโครงสร้างระบบสังคมเกี่ยวกับภาวะดังกล่าว

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Imposter Syndrome คือการมองว่าเป็นปัญหาของคนที่ขาดความสามารถ ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับคนที่มีศักยภาพสูงและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่กลับไม่สามารถยอมรับความสำเร็จของตนเองได้อย่างเต็มที่

ลิซาอธิบายว่า Imposter Syndrome เป็นภาวะทางจิตวิทยาที่พบได้ทั่วไป และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความก้าวหน้าในอาชีพ ตลอดจนมุมมองที่บุคคลมีต่อศักยภาพของตนเอง ภาวะดังกล่าวมักมีส่วนมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กและรูปแบบการเลี้ยงดู เช่น การถูกคาดหวังให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ การได้รับการยอมรับเมื่อประสบความสำเร็จเท่านั้น หรือการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นคนเก่ง หรือเป็นผู้นำที่สังคมกำหนดไว้

การศึกษาเรื่อง Imposter Syndrome เริ่มต้นขึ้นในปี 1978 โดยมุ่งศึกษาผู้หญิงเป็นหลัก เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงเริ่มก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ๆ ในสังคมและโลกการทำงาน แต่ยังขาดการยอมรับในฐานะผู้นำ กระทั่งในปี 2024 มีงานวิจัยเปิดเผยว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มเผชิญกับ Imposter Syndrome มากกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุสำคัญมาจากแรงกดดันทางวัฒนธรรม ค่านิยมทางสังคม และบทบาททางเพศที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก

ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังให้ผู้หญิงต้องอ่อนน้อมถ่อมตน อยู่เบื้องหลัง หรือแม้แต่การเติบโตในครอบครัวที่ให้คุณค่ากับบุตรชายมากกว่า ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าของตนเอง

โดยผู้ที่เผชิญกับภาวะนี้มักประเมินคุณค่าความสำเร็จของตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง และกังวลกับความผิดพลาดมากเกินไป จนกลายเป็นการบริหารงานแบบจู้จี้จุกจิก (Micro Management) เพราะไม่มั่นใจว่าคนอื่นจะทำงานได้ดีพอ ซึ่งหลายคนเลือกจัดการกับความไม่มั่นใจด้วยการทำงานหนักเกินความจำเป็น และพยายามพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout) ในที่สุด

ขณะเดียวกัน บางส่วนอาจแสดงออกแตกต่างกัน โดยเลือกยึดติดกับความเชี่ยวชาญเดิม ไม่กล้าเสี่ยงหรือทดลองสิ่งใหม่ๆ เพราะกลัวว่าความล้มเหลวจะทำให้คนอื่นคิดว่าตนเองไม่ได้เก่งอย่างที่คิด

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ตรงข้ามกับภาวะรู้สึกเก่งไม่พออยู่ นั่นคือ ดันนิ่ง-ครูเกอร์ เอฟเฟกต์ (Dunning-Kruger Effect) ซึ่งหมายถึงภาวะที่บุคคลประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินจริง ทั้งที่ยังขาดความรู้หรือทักษะ ซึ่งภาวะนี้อาจเป็นอันตรายต่อองค์กรได้มากกว่า

ทั้งนี้ ลิซาได้ให้คำแนะนำที่ทรงพลังว่า “เราควรใส่ใจและทุ่มเทเพื่อตนเองให้มากเท่ากับที่เราทุ่มเททำงานเพื่อผู้อื่น” เมื่อเราสามารถยอมรับความสำเร็จของตนเองได้ด้วยความภาคภูมิใจ ควบคู่ไปกับความถ่อมตัว ความเข้าใจตนเอง และการยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น จึงจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจากการคิดว่าตนเองไม่เก่ง ให้กลายเป็น ‘ผู้นำที่แท้จริง’ ได้

ภาพจำต่อคำว่า ‘ความแข็งแกร่ง’

หากถามว่า คนที่แข็งแกร่งควรมีลักษณะอย่างไร หลายคนอาจนึกถึงคนที่เด็ดขาด ดุดัน ไม่แสดงความอ่อนแอ และควบคุมสถานการณ์ได้อยู่เสมอ ภาพจำเหล่านี้ฝังรากลึกในสังคมมาช้านาน จนกลายเป็นมาตรฐานที่ใช้ตัดสินทั้งผู้นำ ผู้หญิง และแม้กระทั่งตัวเราเอง

การเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘Strength Reimagined: Leadership, Kindness and the Courage to Defy Expectations’ ชวนให้ผู้ฟังตั้งคำถามกับความเชื่อดังกล่าวอีกครั้ง ผ่านมุมมองของ อามัล คลูนีย์ (Amal Clooney) ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม (Clooney Foundation for Justice) และรามลา อาลี (Ramla Ali) นักมวยโอลิมปิก ผู้สร้างภาพยนตร์ และทูตองค์การยูนิเซฟแห่งสหราชอาณาจักร

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือ ภาพจำดั้งเดิมที่เชื่อมโยง ‘ความแข็งแกร่ง’ เข้ากับความเป็นชาย การใช้อำนาจ และความก้าวร้าว รามลาในฐานะนักมวยหญิงเปิดเผยว่า เธอมักถูกมองว่าต้องเป็นคนก้าวร้าว เข้าถึงยาก หรือมีบุคลิกแบบผู้ชาย ความเชื่อเช่นนี้กลายเป็นอุปสรรค เมื่อเธอต้องการก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นและภาพยนตร์ เพราะหลายคนมองว่าเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถเป็นนักกีฬา เป็นศิลปิน เป็นนักธุรกิจ หรือเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานได้พร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวตนด้านใดด้านหนึ่งเพื่อให้ตรงกับความคาดหวังของสังคม

อามัลเองก็เผชิญกับภาพจำในลักษณะคล้ายกัน โดยเธอเป็นหนึ่งในนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน แต่หลายครั้งผู้คนให้ความสนใจกับรูปลักษณ์ภายนอก หรือชีวิตส่วนตัวของเธอมากกว่าผลงานทางกฎหมายที่ทำมาตลอดหลายปี

บางครั้งเธอถูกถามด้วยความสงสัยว่า ทำไม ‘ผู้หญิงสวยๆ’ อย่างเธอจึงเลือกทำงานในพื้นที่ขัดแย้ง เข้าไปในเรือนจำ หรือทำคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นผู้หญิงยังคงถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับงานที่ต้องอาศัยความเข้มแข็งทางจิตใจ ความอดทน และความกล้าหาญ

แต่อามัลไม่ได้ตอบโต้ด้วยการพยายามเปลี่ยนมุมมองของทุกคน เธอเลือกใช้ผลงานเป็นคำตอบ เพราะเชื่อว่าการพิสูจน์ความสามารถผ่านการทำงานอย่างต่อเนื่อง คือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการทำลายอคติที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว การก้าวข้ามภาพจำเกี่ยวกับความแข็งแกร่ง อาจไม่ได้หมายถึงการสร้างนิยามใหม่ขึ้นมาแทนที่นิยามเดิม หากแต่เป็นการยอมรับว่า แต่ละคนมี ‘หลายอัตลักษณ์’ ได้ในเวลาเดียวกัน เป็นได้ทั้งคนเข้มแข็งและอ่อนโยน เป็นได้ทั้งผู้นำและผู้รับฟัง เป็นได้ทั้งนักสู้ แม่ ภรรยา นักกีฬา และผู้สร้างสรรค์งาน โดยไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่สังคมสร้าง

“ความแข็งแกร่งที่แท้จริงอาจไม่ใช่การแสดงพลังเหนือผู้อื่น แต่คือความกล้าหาญที่จะเป็นตัวของตัวเอง และเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นได้เป็นตัวของตัวเองเช่นกัน”

ผู้หญิงยังต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นอกจากนี้ ในโลกธุรกิจและสังคมปัจจุบัน ผู้หญิงยังต้องเผชิญกับความคาดหวังและการเลือกมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการหญิงจากหลากหลายประเทศที่เข้าร่วมโครงการ Cartier Women’s Initiative ร่วมกันสะท้อนว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมจะต้องนิยาม ‘ความเป็นผู้นำ’ ใหม่

อัลบา ฟอร์นส์ (Alba Forns) ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มการเงิน Climatize จากสหรัฐอเมริกา มองว่า ปัญหาสำคัญคือสังคมพยายามสร้างต้นแบบของผู้นำขึ้นมา ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้นำแต่ละคนมีภูมิหลัง วัฒนธรรม ประสบการณ์ชีวิต และความสามารถที่แตกต่างกัน โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือการยอมรับและใช้ประโยชน์จากความเป็นตัวเอง เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือสิ่งที่ทำให้แต่ละคนเติบโตได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

“สิ่งที่ทำให้คุณแตกต่าง อาจเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ทำให้คุณเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม”

“หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของผู้ประกอบการหญิงยังคงเป็นการเข้าถึงเงินทุน ความจริงคือ เงินลงทุนส่วนใหญ่ยังคงไหลไปสู่สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยผู้ชาย การเข้าถึงแหล่งทุนจึงยังเป็นหนึ่งในกำแพงสำคัญที่ผู้ประกอบการหญิงทั่วโลกต้องเผชิญ”

ในขณะเดียวกัน แม้ว่าผู้หญิงจำนวนมากจะมีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย แต่หลายคนยังต้องเผชิญกับคำถามที่ผู้ชายแทบไม่เคยถูกถาม นาทาเลีย คาโน (Natalia Cano) ผู้ก่อตั้งบริษัทด้านการดูแลสุขภาพ Docokids จากประเทศโคลอมเบีย เล่าว่า ผู้หญิงมักไม่ได้รับความเชื่อมั่นในศักยภาพของพวกเธอเองอย่างเต็มที่ แม้จะมีความเชี่ยวชาญในหลายสาขาก็ตาม

“หนึ่งในสิ่งที่ผู้หญิงขาดไม่ใช่ความสามารถ แต่คือความไว้วางใจ เรามักต้องพิสูจน์ทักษะของตัวเองอยู่เสมอ ทั้งที่ผู้หญิงเป็นได้มากกว่าบทบาทที่สังคมกำหนด แต่สังคมยังไม่เชื่อมั่นในความสามารถของผู้หญิงมากพอ ฉันไม่ควรถูกมองว่าเป็นได้แค่หมอ เพราะฉันเป็นทั้งหมอและผู้ประกอบการได้ในเวลาเดียวกัน”

คีลี แคต-เวลส์ (Keely Cat-Wells) ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มด้านการสรรหาบุคลากรและการเรียนรู้ (Making Space) จากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทั้งผู้หญิงและผู้พิการ เธอเล่าว่า นักลงทุนเคยแนะนำให้เธอหาผู้ร่วมก่อตั้งที่เป็น ‘ผู้ชายที่ไม่พิการ’ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ แต่แทนที่จะเปลี่ยนตัวเอง เธอเลือกเปลี่ยนกลุ่มนักลงทุน เพราะเชื่อว่าความเป็นผู้นำนั้นวัดได้จากความสามารถในการสนับสนุนให้คนอื่นเติบโต

“ฉันเลือกหานักลงทุนที่เข้าใจวิสัยทัศน์และคุณค่าขององค์กร มากกว่าพยายามทำให้ตัวเองตรงกับอคติของคนอื่น”

นอกจากอคติเรื่องเพศแล้ว ผู้หญิงที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมยังต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่ง โมนิกา ชูกลา (Monika Shukla) ผู้เสริมศักยภาพให้ผู้หญิงในชนบทของอินเดียผ่านการเลี้ยงผึ้ง (Humble Bee) เล่าว่า หลายคนมักมองธุรกิจที่มีเป้าหมายทางสังคมว่าเป็นเพียง ‘ธุรกิจไลฟ์สไตล์’ หรือกิจกรรมที่ทำเพราะความชอบ มากกว่าจะเป็นธุรกิจที่เติบโตและสร้างผลกำไรได้ คำถามที่มักได้ยินบ่อยคือ “นี่เป็นงานเสริมหรือเปล่า แล้วงานจริงของคุณคืออะไร” ทั้งที่ในความเป็นจริง โมเดลธุรกิจถูกออกแบบมาให้ผลกำไรและผลกระทบทางสังคมเติบโตไปพร้อมกันได้

โดย Humble Bee สร้างทั้งอาชีพและรายได้ให้ผู้หญิง ยิ่งมีผู้หญิงเข้าร่วมมากเท่าไร รายได้ของชุมชนก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ธุรกิจก็เติบโตเช่นเดียวกัน

อิซาเบล ปูลิโด (Isabel Pulido) ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศที่พัฒนาโซลูชันการทำความเย็นจากธรรมชาติ (NanoFreeze) อธิบายว่า การสร้างตลาดใหม่ การหาเงินทุน และการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนำไปใช้ได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ล้วนเป็นความท้าทายที่หนักหน่วง แต่สำหรับผู้หญิง ความท้าทายเหล่านี้มักมาพร้อมกับอีกคำถามหนึ่งเสมอ ก็คือ

 “คุณเก่งพอไหม” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ชาย ผู้หญิงที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจึงต้องพิสูจน์ทั้งนวัตกรรมและความน่าเชื่อถือของตนเองไปพร้อมกัน

คิม ฮโยจอง (Kim Hyo-Jeong) ผู้คิดค้นแอปพลิเคชัน NomadHer จากประเทศเกาหลีใต้ กล่าวว่า คำถามแรกๆ ที่เธอมักได้รับไม่ใช่เรื่องวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นคำถามว่า “ธุรกิจนี้จริงจังแค่ไหน” หรือ “ถ้าคุณแต่งงานหรือมีลูก คุณจะยังทำต่อหรือไม่” โดยมองว่าคำถามเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้หญิงอาจละทิ้งการงานเมื่อเข้าสู่บทบาทภรรยาหรือแม่

โรซี ดัมเบรลล์ (Rosie Dumbrell) ผู้ก่อตั้งบริษัทเฟมเทคที่พัฒนาโซลูชันแบบสวมใส่และไม่รุกล้ําร่างกาย (Everform Therapywear) จากประเทศออสเตรเลีย กล่าวเสริมว่า หลายคนมองว่าการมีครอบครัวจะลดทอนศักยภาพในการทำธุรกิจ แต่การดูแลลูกหลายคนทำให้เธอพัฒนาทักษะด้านความอดทน การจัดการปัญหา การวางแผน และการคิดเชิงระบบ ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งสำคัญในการบริหารธุรกิจ

“สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นข้อจำกัด กลับกลายเป็นพลังพิเศษของฉัน”

อย่างไรก็ตาม ผลงานจากผู้ประกอบการผู้หญิงทุกคนพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสามารถไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ

ครบรอบ 20 ปีแห่งการสร้างการเปลี่ยนแปลง 

โครงการ Cartier Women’s Initiative พิสูจน์ให้เห็นว่า การมอบโอกาสให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง

นับตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นในปี 2006 Cartier Women’s Initiative พัฒนาจากโครงการมอบรางวัลสำหรับผู้ประกอบการหญิง สู่การเป็นเครือข่ายระดับโลกที่สนับสนุนผู้หญิงในทุกมิติ ทั้งด้านเงินทุน ความรู้ เครือข่าย และโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ

ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โครงการได้สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงผู้สร้างผลกระทบเชิงบวกมากกว่า 330 ราย จาก 67 ประเทศทั่วโลก พร้อมมอบเงินทุนสนับสนุนรวมกว่า 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 500 ล้านบาท) และสร้างเครือข่ายสมาชิกที่ยังคงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันมากกว่า 520 ราย จากกว่า 80 ประเทศ

ปัจจุบัน Cartier Women’s Initiative ไม่ได้เป็นเพียงโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงจากหลากหลายภูมิหลังแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมกันก้าวข้ามความท้าทายทางธุรกิจ

Cartier Women’s Initiative มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ธุรกิจของสมาชิกเติบโตอย่างยั่งยืน โดย 66% ของธุรกิจเพื่อผลกระทบของสมาชิกยังคงดำเนินกิจการอยู่ 9% ถูกรวมกิจการหรือเข้าซื้อกิจการ จากผลสำรวจสมาชิกประจำปี 2025 ระบุว่า 76% ของสมาชิกรุ่นล่าสุด มีรายได้เพิ่มขึ้น 44% ขยายเข้าสู่ตลาดใหม่หลังจบโครงการทุนสนับสนุน และ 66% ระดมเงินทุนเพิ่มเติมได้ในปี 2024

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาโครงการทุนสนับสนุน 97% ของสมาชิกปี 2024 รายงานว่า มีความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น 94% รายงานว่า ทักษะทางธุรกิจพัฒนาดีขึ้น 94% รายงานว่า ทักษะภาวะผู้นำแข็งแกร่งยิ่งขึ้น 100% ของสมาชิกปี 2024 รู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนระดับโลก และ 84% รายงานว่า ได้รับเครือข่ายที่เป็นประโยชน์จำนวน 10 รายขึ้นไป

ทั้งนี้ โครงการได้มอบเงินทุนทั้งสิ้น 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 500 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกของบรรดาผู้ได้รับเลือก ภายในงาน Cartier Women’s Initiative Awards Week 2026 มีการยกย่องสมาชิก (Fellows) จำนวน 30 คน จาก 19 ประเทศ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจาก 10 หมวดรางวัล ได้แก่ รางวัลระดับภูมิภาค 9 ภูมิภาค และรางวัล Science & Technology Pioneer Award โดยผู้ชนะอันดับ 1 จะได้รับทุนสนับสนุน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.3 ล้านบาท) พร้อมโอกาสเข้าร่วมหลักสูตร Fellowship และเครือข่ายระดับโลกของโครงการ

นอกจากพิธีมอบรางวัลแล้ว ภายในงานยังมีนิทรรศการ (Immersive Exhibition) ที่ถ่ายทอดเรื่องราว 20 ปีแห่งการสร้างผลกระทบเชิงบวกของสมาชิกโครงการ ผ่านประเด็นด้านสุขภาพ การศึกษา ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเท่าเทียม และการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม แม้จะเดินทางมาครบ 20 ปีแล้ว แต่ Cartier Women’s Initiative ยังคงเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โครงการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการประจำปี 2027 โดยยังแบ่งการมอบรางวัลออกเป็น 10 ประเภท ได้แก่ รางวัลระดับภูมิภาค 9 ภูมิภาค และรางวัล Science & Technology Pioneer Award ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ เครือข่าย และการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ เพื่อเร่งศักยภาพในการสร้างธุรกิจที่ขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในระยะยาว

20 ปีแห่งการเดินทาง Cartier Women’s Initiative ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อผู้หญิงได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม พวกเธอไม่เพียงสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังจุดประกายการเปลี่ยนแปลงที่ส่งต่อไปยังผู้คน ชุมชน และโลกทั้งใบได้อย่างแท้จริง ดังแนวคิด ‘Women Lighting the Path’ ที่ผู้หญิงกำลังเป็นผู้ส่องสว่างเส้นทางสู่อนาคตให้แก่คนรุ่นต่อไป

Tags: , , , , , , ,