ในปี 2558 ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ได้รับฉายาว่า ‘นักข่าวโรฮีนจา’

ปี 2563 ได้รับฉายาว่า ‘นักข่าวสามกีบ’ และ ‘นักข่าวล้มเจ้า’

และในปีนี้ เธอได้รับฉายาว่า ‘นักข่าวโจรใต้’ และ ‘นักข่าว BRN’ 

ซึ่งคำเรียกนักข่าวหญิงในปี 2569 มียอดเอนเกจจากการเข้าถึงกว่า 133.1 ล้านครั้ง ภายใน 14 วัน จากการเปิดเผยของ iLaw สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอตั้งคำถามถึง พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4) เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ถึงกรณีการลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนราธิวาส เขต 5

ฐปณีย์ถามแม่ทัพภาคที่ 4 ว่า กอ.รมน.ภาค 4 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบยิงนักการเมืองหรือไม่ เพราะรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุถูกใช้งานในหน่วยงานที่ถูกตั้งคำถาม ซึ่งเธอได้รับคำตอบว่า 

“ถ้าเป็นผมทำ คงไม่รอดตามที่ปรากฏในข่าว” และหลังจากที่ฐปณีย์ก้าวขาออกจากวงสัมภาษณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมง เธอก็ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียในบทบาทใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโฆษก BRN หรือนักข่าวโจรใต้ โดยเพจอวตารที่มีลักษณะคล้ายกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักสื่อสารมวลชนคนนี้ไม่ใช่กรณีแรก ย้อนกลับไปในช่วงปี 2563-2564 มีการเปิดเผยในสภาฯ หลายครั้ง ถึงกระบวนการที่ถูกเรียกว่า ไอโอ (Information Operation: IO) หรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร พร้อมกับหลักฐานชิ้นสำคัญ เช่น กลุ่มไลน์ปฏิบัติการ คลิปประชุม Zoom สั่งงาน ภาพการเวิร์กช็อป และเอกสารที่ระบุ ‘เป้าหมาย’ ของกองทัพ ขณะเดียวกัน ยังมีหลักฐานว่า แพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) ตรวจพบกลุ่มบัญชีปลอมที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกไทย และพบว่า บัญชีดังกล่าวใช้สำหรับการโพสต์ข้อความโจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือคนที่ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ แพลตฟอร์มอย่าง Facebook ยังพบพฤติกรรมบัญชีที่มีความผิดปกติ ซึ่งเชื่อมโยงกับ กอ.รมน.เช่นกัน

จนถึงตอนนี้ คงไม่ต้องมานั่งเถียงกันแล้วว่าไอโอมีอยู่จริงไหม เพราะมีหลักฐานจากคำพิพากษาของศาลแพ่ง รัชดาฯ ในวันนี้ (11 มิถุนายน 2569) ให้ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชน ชนะคดีกรณีที่เพจ pulony.blogspot.com เผยแพร่ถ้อยคำและภาพที่มีเนื้อหาใส่ร้ายทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นเพจที่ ‘กอ.รมน.ควบคุมการผลิตเนื้อหา’

หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักสื่อสารมวลชนอย่างฐปณีย์จะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่มีคนทำให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับนักเคลื่อนไหว นักวิชาการ และนักการเมืองก่อนหน้านี้ เพื่อ ‘กำจัด’ ผู้เห็นต่างที่เป็นเสี้ยนหนามทิ่มตำหน่วยงานภาครัฐ เพราะสุดท้ายแล้ว การกำจัดผู้เห็นต่างจากรัฐไม่เพียงแต่เป็นการปัดเป่าสิ่งที่น่ารำคาญ แต่ย่อมเป็นการปูทางให้เกิดการใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เช่น การคอร์รัปชัน การใช้อำนาจเกินหน้าที่ ซึ่งจะแย่ขึ้นไปอีกหากปฏิบัติการนี้ใช้ ‘ภาษีของประชาชน’ มากำจัดประชาชนเสียเอง 

กระนั้น ไม่ว่าจะถูกโจมตีหนักแค่ไหน ไม่ว่าใครจะตั้งฉายา หรือตั้งชื่อให้นักข่าวหญิงรายนี้อีกกี่ชื่อ ฐปณีย์บอกเอาไว้ในบทสัมภาษณ์นี้แล้วว่า เธอจะไม่ทิ้งสิ่งที่เธอทำมาตลอด นั่นคือการเป็นนักข่าวที่ทำหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐ

ผ่านไปเดือนกว่าแล้วที่คุณโดนโจมตี ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง 

ถ้านับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนปีนี้ ซึ่งเป็นวันที่เราสัมภาษณ์พลโทนรธิป แม่ทัพภาคที่ 4 เกี่ยวกับกรณีการลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ ที่จังหวัดนราธิวาส จนถึงวันนี้เป็นเวลาเดือนกว่าๆ แล้ว ที่โดนกระแสโจมตีมา ปัจจุบันก็ยังไม่มีท่าทีว่ากระแสจะลดลงไปเลย

ล่าสุด iLaw เผยแพร่รายงาน ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026: การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย ก็ไปเจอข้อมูลว่า ในช่วง 2 สัปดาห์หลังจากเราสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 มียอดเอนเกจของคำว่า นักข่าวสายโจร และโฆษก BRN กว่า 133.1 ล้านครั้ง นี่เป็นข้อมูลที่สำรวจแค่ 10 กว่าวันเท่านั้นเอง คิดดูสิว่า ตอนนี้ผ่านมา 1 เดือนกว่าๆ แล้ว ยอดเอนเกจมันจะมีมากขนาดไหนในตอนนี้

ส่วนใหญ่แล้ว ปฏิบัติการไอโอทำอะไรบ้าง

อย่างที่เห็นกันตามโซเชียลฯ ก็มีการเอาภาพเราไปพรอมต์ AI ให้กลายเป็นซอมบี้บ้าง เป็นปีศาจบ้าง ตัดต่อภาพของเราไปจิ้นกับนักกิจกรรมที่ถูกดำเนินคดีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้าง กระทั่งทำภาพว่าเราเป็นจักรพรรดินี หรือเป็นเจ้าเมืองปัตตานี ถึงขั้นใช้ถ้อยคำกล่าวหาว่าเป็นนักข่าวโจร นักข่าว BRN หาว่าเราสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนเลยก็มี

จริงๆ ต้องพูดว่า เราเจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำข่าวกับรายการข่าว 3 มิติเป็นต้นมาเมื่อ 17-18 ปีก่อน จนมาตั้งสำนักข่าวเองชื่อ The Reporters ก็ยังโดน อย่างเมื่อ 14-15 ปีที่แล้ว ที่ตัวเองมีโอกาสไปทำงานกับน้องๆ กลุ่ม The Looker และกลุ่มวาร์ตานี ซึ่งตอนนั้นเขาเพิ่งเริ่มต้นทำสื่อของตัวเอง ก็เคยโดนแขวนเพียงเพราะใช้คำเรียกพื้นที่ว่าปาตานี หรือตอนไปทำข่าวผู้อพยพชาวโรฮีนจา ก็โดนเรียกว่าโรฮิงแยมบ้าง นักข่าวโรฮีนจาบ้าง ซึ่งคำว่านักข่าวโรฮีนจาในรอบนี้ เราก็เห็นมีการเอามาใช้อีกรอบนะ ส่วนคำอื่นๆ ที่ใช้ก็มีรูปแบบคล้ายๆ กับของเดิมที่เคยมีการใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้

คิดว่าเพราะอะไร เขาถึงกล่าวหาคุณว่าเป็นนักข่าว BRN 

ต้องอธิบายว่าในช่วง 20 ปีในวงการข่าว เราน่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ทำข่าวในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มากที่สุดแล้ว นอกเหนือจากคุณ ก้อย-ติชิลา พุทธสาระพันธ์ ที่เป็นนักข่าว Thai PBS เขาประจำอยู่ศูนย์ข่าวภาคใต้ ตัวเราก็เกิดที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา คงเป็นเพราะเราอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้วย เลยสนใจปัญหาชายแดนใต้ค่อนข้างมาก

หลังจากเข้ามาทำงานกับข่าว 3 มิติ ก็มีโอกาสนำเสนอข่าวการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ในปี 2556 ซึ่งมันไม่ใช่แค่การไปทำข่าวว่ามีความรุนแรงอะไรเกิดขึ้นในพื้นที่นั้นอย่างเดียวนะ เพราะเราต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่มในความขัดแย้งและต้องเข้าใจปัญหาด้วย ต้องรู้ว่ามีการเรียกร้องอะไร ทำไมถึงต้องแบ่งแยกดินแดนหรือต้องการเอกราช ต้องรู้ยันประชาชนในพื้นที่ว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไร ในสมัยนั้นเลยฝังตัวไปกับทหารที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตความไม่สงบ ไปสัมภาษณ์ทั้งคนไทยพุทธและคนไทยมุสลิม กลุ่มขบวนการที่จับอาวุธ และเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีแนวนโยบายแก้ปัญหาอย่างไร เพราะหลักการของเราคือ การเป็นพื้นที่ตรงกลางให้ทุกฝ่ายมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง เพื่อหาทางออกร่วมกัน

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการลมหายใจปลายด้ามขวาน ช่วงปี 2552-2553 ที่เรานำรถถ่ายทอดสดเคลื่อนที่กับรถตู้ขนกันไป 20-30 คน ไปลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นานเป็นสัปดาห์ เพื่อให้เห็นว่า คนในพื้นที่มีความเป็นอยู่อย่างไรท่ามกลางความรุนแรง ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เราสามารถเข้าถึงพื้นที่ เข้าถึงคนที่อยู่ในความขัดแย้ง เพื่อให้เขาไว้เนื้อเชื่อใจ เราจะได้สื่อสารสิ่งที่พวกเขาคิดเพื่อให้รัฐมารับฟังปัญหา

เราจำเป็นต้องพูดคุยกับคนทุกกลุ่ม เพราะหน้าที่ของเราคือการรายงานข่าวเท่านั้น แต่ก็โดนหาว่าเป็นโฆษกให้ BRN เป็นนักข่าวโจร

คุณมักจะบอกว่าสิ่งที่ตัวเองเจอคือไอโอ ทำไมจึงมองแบบนั้น 

อย่างที่บอกว่าเราเจอเรื่องพวกนี้มาโดยตลอด เราเห็นการโจมตีที่เป็นระบบ มีการทำภาพกราฟิก ผลิตถ้อยคำ สร้างเพจเพื่อเผยแพร่ชุดข้อมูลอย่างรวดเร็วเพื่อทำลายชื่อเสียง และในฐานะที่เราเป็นนักข่าว เป้าหมายก็คือการทำให้เราขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำงาน คนที่สามารถทำทุกอย่างนี้ได้ ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำ

ประกอบกับก่อนหน้านี้ในปี 2562 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งตอนนั้นอยู่พรรคอนาคตใหม่ ก็มีการอภิปรายเปิดโปงปฏิบัติการไอโอในทางการเมืองของกองทัพภาคที่ 2 เป็นครั้งแรก ตามมาด้วยการอภิปรายของ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน

ขณะเดียวกัน ก็มีการยื่นฟ้องกองทัพบกโดย สฤณี อาชวานันทกุล, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ เมื่อปี 2564 โดยรายงานของ iLaw ระบุว่า ในชั้นตุลาการแถลงคดี ศาลปกครองกลางเห็นว่า เอกสารสั่งการไอโอเป็นของจริง แต่ยังไม่อาจชี้ได้ว่า การโพสต์ของทหารเป็นการกระทำของรัฐหรือเป็นความเห็นส่วนตัว

มันจึงทำให้เราเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เรากำลังโดนอยู่คือขบวนการเดียวกัน มันชัดเจนอยู่แล้วว่าขบวนการไอโอมันมีอยู่จริงๆ สิ่งที่เราต้องตรวจสอบและตีแผ่ออกมาก็คือ นี่เป็นวิธีการของรัฐที่พยายามดิสเครดิตคนที่เห็นต่างจากตัวเองหรือเปล่า ที่เขาโจมตีเรา โดยเฉพาะกับวิชาชีพข่าวของเราอย่างรุนแรงขนาดนั้น ทำไปเพื่ออะไรกันแน่

คุณคิดว่าไอโอที่โจมตีคุณมาจากหน่วยงานไหน 

เรื่องนี้มีข้อสันนิษฐานอยู่คือ ตอนที่เราเดินทางไปฟ้องร้องเพจที่โพสต์ด่าเราต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งทำหนังสือไปถึงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อให้เขาออกมาชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนั้นยังไม่มีการนำเสนอข่าวเลยว่าเราทำอะไร แต่ก็มีเพจต่างๆ บนโซเชียลฯ เอาไปโพสต์ก่อนแล้ว เลยคิดว่า หรือจริงๆ เพจไอโอเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับ กอ.รมน.

ขณะเดียวกัน เรื่องที่ทราบเป็นการภายในก็คือ การโจมตีเรามาจากปฏิบัติการไอโอของฝั่งอีสาน ที่เป็นพื้นที่ดูแลของกองทัพภาคที่ 2 ขณะเดียวกัน แม่ทัพภาคที่ 4 ที่เราสัมภาษณ์กรณี สส.กมลศักดิ์ก่อนหน้านี้และโดนไอโอโจมตีหนักขึ้น เขาก็เคยดำรงตำแหน่งอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 จึงสันนิษฐานว่า มีการขยับเอาทีมงานจากพื้นที่เดิมมาปฏิบัติการไอโอหรือไม่

จริงๆ มีการเอาโมเดลปฏิบัติการไอโอในช่วงสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชามาวิเคราะห์ร่วมกับนักวิชาการและประชาชนแล้วก็เห็นว่า รูปแบบการสื่อสารของ กอ.รมน.ภาคที่ 2 ส่วนหน้าช่วงสงคราม และการสื่อสารกรณี สส.โดนลอบยิงในพื้นที่ภาคใต้ในความดูแลของ กอ.รมน.ภาคที่ 4 มีแพตเทิร์นที่คล้ายกันคือ การสร้างกระแสชาตินิยมด้วยการกล่าวหาคนอื่นว่าสนับสนุน BRN สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อให้คนจากนอกพื้นที่เกลียดชังชาวมุสลิม 

ซึ่งสำหรับเรามันค่อนข้างเป็นเรื่องที่อันตรายนะ เพราะมันจะนำไปสู่ความหวาดระแวงกันระหว่างชาวไทยพุทธกับชาวไทยมุสลิมอีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาตลอด 20 กว่าปี การมองว่าคนในพื้นที่เป็นโจรใต้ เป็นพวกแบ่งแยกดินแดน จะสร้างความรู้สึกกดทับให้กับพวกเขา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย

ดังนั้น เราจึงไม่ได้รู้สึกว่าการโจมตีเรามันหยุดอยู่แค่ที่เราคนเดียว เพราะคนอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบด้วย มากกว่านั้นมันคือ การเอาเงินจากภาษีของประชาชนมาทำปฏิบัติการเชิงยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนด้วยกันเอง ซึ่งเรากังวลมากว่า มันจะขยับขยายไปสู่ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ และนำมาสู่การใช้ความรุนแรงในที่สุด

ถ้าเป็นแบบนั้นก็เรื่องใหญ่เลย แล้วคุณเคยจับตัวคนทำปฏิบัติการนี้ได้บ้างไหม

เอาเข้าจริงๆ การที่พรรคการเมืองเอาประเด็นนี้ไปอภิปรายในสภาฯ ก็พอทำให้เห็นโครงสร้างของขบวนการอยู่ แต่ว่าสุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถที่จะเอาตัวคนที่ทำเรื่องพวกนี้ออกมาได้

ขณะเดียวกัน กลไกปกป้องนักข่าวจากการถูกโจมตีโดยไอโอ ณ วันนี้เราก็ยังไม่เห็น ตัวเราในฐานะนักข่าวแทบจะไม่มีอะไรมาคุ้มครองตัวเองจากการทำงาน แม้ตัวเราจะพยายามแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางกฎหมาย ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นตามสิทธิที่เราทำได้ กระทั่งมีแถลงการณ์จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยแล้ว ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการโจมตีที่เกิดขึ้นกับเราได้เลย

เมื่อทำอะไรไม่ได้ คนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการก็ยิ่งได้ใจ ในขณะเดียวกัน ขบวนการก็ยังคงแข็งแรงและอยู่ต่อไปได้

นักข่าวต้องทำงานกันอย่างไร จะได้ไม่โดนโจมตี 

ถ้าคุณรายงานเชิงบวก ทำข่าวเชิงบวก ประชาสัมพันธ์แต่เรื่องดีๆ ก็สบาย ทำงานง่ายเลย กลับกันถ้าคุณตีแผ่การทุจริต การละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำข่าวปัญหาชายแดน คนชายขอบ คุณจะเจอกับแรงเสียดทาน เพราะการทำหน้าที่ของคุณอาจไปขัดขวางผลประโยชน์ของใครเข้า แม้กระทั่งการนำเสนอสิ่งใดที่ขัดต่อนโยบายของรัฐ พวกเขาย่อมมองว่าคุณเป็นศัตรู นี่แหละคือระบบนิเวศของวงการสื่อมวลชนไทย

ปัจจุบันเรามีสำนักข่าว The Reporters ที่ทำเป็นธุรกิจ ใช้หาเงิน หารายได้ มีพนักงานให้ดูแล เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มันก็ทำให้เราเหนื่อยกับการหาเงินมากขึ้น ต้องมาคอยคิดว่าใครกันจะมาซัพพอร์ตพวกเรา แม้ว่าการทำข่าวของพวกเราไม่ได้หมายความว่าเราเป็นพวกต่อต้านหรือเป็นศัตรูของรัฐ เป็นเพียงการทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชนที่ต้องตรวจสอบภาครัฐและผู้มีอำนาจในสังคม แต่ใครก็ตามที่ทำข่าวลักษณะนี้กลับมีโอกาสที่เขาจะอยู่ไม่รอด เพราะถูกตัดงบประมาณ ตัดสปอนเซอร์ และโดนไอโอโจมตี

สุดท้าย ถ้านักข่าวเกิดความรู้สึกหวาดกลัวว่า ทำข่าวนั้นหรือข่าวนี้แล้วจะถูกโจมตี แล้วใครกันจะออกมาตรวจสอบรัฐ คงไม่มีนักข่าวคนไหนกล้าออกมาต่อกรกับการใช้อำนาจของรัฐอย่างไม่ถูกต้อง สุดท้ายประชาชนก็อาจจะถูกละเมิดสิทธิ พื้นที่สำหรับการส่งเสียงของคนตัวเล็กก็จะหายไป มันยิ่งกว่าการปิดปากเสียอีก มันเป็นการฆ่ากันทางวิชาชีพ

แสดงว่าการมีอยู่ของไอโออาจทำลายระบบนิเวศสื่อมวลชนด้วยไหม

สำหรับเรา มันทำให้การทำหน้าที่สื่อมวลชนเกิดความรู้สึกเหนื่อย เพราะทุกครั้ง ไม่ว่าจะรายงานอะไรออกไป ก็จะถูกนำไปดิสเครดิต ถูกแขวน ในสภาพของการทำงานที่ทำไปโดนด่าไป คำถามคือ เราจะเอาเวลาที่ไหนไปแก้ต่างให้กับตัวเองได้ตลอดเวลา ทั้งยังต้องทำงานไปด้วย

แน่นอนว่า หากเราท้อหรือเหนื่อยจนสู้ไม่ไหวแล้ว เราก็คงต้องเลิกเป็นนักข่าว แต่หากเราเลือกที่จะเป็นนักข่าวต่อไป เราก็ต้องต่อสู้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเหน็ดเหนื่อย และใช้เวลาเพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เหมือนกับที่เราเคยใช้เวลาถึง 8 ปี เพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับ และเข้าใจเรามากขึ้นว่า การทำข่าวการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา เป็นการทำตามหน้าที่บนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจมนุษย์ ไม่ได้ทำเกินไปกว่าหน้าที่ที่นักข่าวคนหนึ่งสามารถทำได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราอาจจะต้องใช้เวลาอีกเป็น 10 ปี ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าด้วยระยะเวลาเท่านี้ จะสามารถหยุดยั้งขบวนการโจมตีนักข่าวโดยไอโอได้ไหม หากหยุดไม่ได้ เราคงต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้เรื่อยๆ

สภาพจิตใจตอนนี้โอเคไหม

เอาจริงๆ เราเป็นคนที่ผ่านเรื่องราวหนักๆ ในชีวิตมาเยอะ จึงสามารถบริหารสภาพจิตใจและวางแผนชีวิตของตัวเองได้พอสมควร หากเทียบกับคนอื่นๆ ที่เจอปัญหาแบบเดียวกัน ซึ่งในรอบนี้ เราก็ยังตอบว่า เรารับมือได้ แต่ต้องยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบกับจิตใจและทำให้เกิดความกลัว

การถูกโจมตีในครั้งนี้ทำให้เราขอเข้าพบกับนักจิตวิทยาเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งทำให้เราค้นพบว่า เราอ่อนแอกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาเราอาจจะแสดงให้คนเห็นว่าตัวเองเข้มแข็งก็ตาม

แต่หลังจากพบแพทย์ ได้ร้องไห้แบบไม่หยุด 2-3 ชั่วโมง แล้วนอนพักผ่อนก็กลับมามีแรง และมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งบททดสอบให้เราได้ทบทวนและปลดปล่อยความรู้สึก

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มองปฏิบัติการไอโอแบบเหมารวมว่าจะเป็นลบทั้งหมด เพราะเราต้องเปิดใจ เพื่อดูว่าเขากล่าวหาเราแบบนั้นเพราะอะไร หากว่าเราเป็นไปตามคำใส่ร้ายของเขาจริงๆ ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนบทบาทหน้าที่ของเราเอง เพื่อปรับปรุงไม่ให้บทบาทของเราทำให้เขาเกิดความรู้สึกแบบนั้น ด้วยการทำงานให้มากขึ้นและดียิ่งขึ้น

จากปฏิบัติการไอโอรอบนี้ คุณกลัวอะไรมากที่สุด 

กลัวไม่ได้เป็นนักข่าว กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้ออกไปทำข่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก

โดนโจมตีขนาดนี้ ทำไมคุณถึงอยากทำงานข่าวต่อ

เราไม่มีความคิดอยากเลิกเป็นนักข่าวอยู่แล้ว เหมือนว่าความเป็นนักสื่อสารมวลชนมันสิงอยู่กับตัวตนของเรา มันอยู่ในสายเลือด อยู่ในจิตวิญญาณ เรามองข่าวเป็นสิ่งที่เราถนัดทำ ถึงเราจะบอกไม่ได้ว่า เราจะทำหน้าที่นี้ได้อีกนานแค่ไหน แต่การที่เราทำมันทุกๆ วัน สิ่งนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปแล้ว

ในยามที่เรามองเห็นปัญหาบางอย่าง สิ่งที่เราต้องการก็คือ การได้ถ่ายทอดปัญหานั้นออกไป ถึงแม้ว่าประเด็นนั้นจะไม่ได้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันในสังคม แต่เราก็อยากให้สังคมได้รับรู้ และหากว่าการทำหน้าที่ของเรา มันจะทำให้การรายงานเรื่องราวที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างเช่นที่เคยทำคือ ส่วยสัญชาติกับแก๊งจีนเทา กลายมาเป็นประเด็นที่ใหญ่โตได้ เราก็จะรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รายงานสิ่งนั้น

ในสถานการณ์ที่หลายประเด็นไม่ได้ถูกนำเสนอแบบถึงพริกถึงขิงตามสไตล์การทำข่าวของเรา เพราะเราลุกขึ้นมาทำไม่ไหว เนื่องจากมัวแต่มานั่งซึมเศร้า มันจึงทำให้เราเกิดความเครียด เสียใจ และโมโหมากกว่าการถูกใส่ร้ายป้ายสีจากปฏิบัติการไอโอ เพราะมันทำให้หลายคนสูญเสียโอกาสที่จะได้รับข่าวสารจากเรา รวมถึงเราก็เสียโอกาสที่จะทำหน้าที่นำเสนอเรื่องราวต่างๆ ด้วย

ดังนั้น เราจึงให้คำตอบกับตัวเองว่า เราอยากจะทำงานต่อ เราจะเป็นนักข่าวต่อไป แม้ว่าสิ่งที่เราทำมา 25 ปี ในฐานะนักสื่อสารมวลชนจะถูกลบคุณค่า ถูกด้อยค่า ถูกให้ฉายาว่าเป็นนักข่าวโจร สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน เราก็จะเริ่มนับหนึ่งใหม่กับการเป็นนักข่าว และคุณเองก็อาจจะได้เห็นฐปณีย์ เอียดศรีไชย ในเวอร์ชันที่เหมือนกับว่าเราเป็นนักข่าวหน้าใหม่อีกครั้ง

ไม่ว่าคุณจะถูกตั้งฉายาอีกกี่ฉายา ถูกกล่าวหาหรือโจมตีอีกกี่ครั้ง คุณก็จะไม่ทิ้งวงการสื่อสารมวลชนไปใช่ไหม

ใช่ค่ะ เราจะยังทำหน้าที่ของเราต่อไป ณ ตอนนี้ เราเปิดหน้าสู้กับสิ่งที่เรากำลังเจอไปแล้วด้วยการยื่นหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้มีการตรวจสอบปฏิบัติการไอโอ ซึ่งแน่นอนว่า มันจะทำให้เราถูกตอบโต้กลับมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น การที่เราทำแบบนี้ มันจึงหมายความว่าเราพร้อมรับมือ และต้องบอกว่า วันนี้เรามีความพร้อมมากพอที่จะต่อกรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

อีกทั้งในฐานะสื่อมวลชน วิธีการต่อสู้กับขบวนการไอโอที่ดีที่สุดคือ การสู้ด้วยวิชาชีพของเรา นั่นคือการทำข่าว รายงานข้อเท็จจริง ทำให้คนเห็นให้ได้ว่า ขบวนการไอโอทำงานกันอย่างไร โครงสร้างเป็นแบบไหน และใครอยู่เบื้องหลัง เพื่อให้คนได้รับรู้และเข้าใจว่า เรากำลังเผชิญหน้าและต่อสู้อยู่กับอะไร เมื่อคนเข้าใจ นั่นแหละคือกำลังใจ และภูมิคุ้มกันที่มากขึ้นในการทำหน้าที่นักข่าวของเรา

และการต่อสู้ของเราในครั้งนี้ ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อปกป้องเพียงตัวเราจากปฏิบัติการไอโอ แต่เพราะขบวนการนี้ถูกนำมาใช้กับทุกคนที่ออกมาพูดถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ความมั่นคง หรือคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐ มันจึงเป็นการส่งเสียงบอกกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการเหล่านี้ด้วยว่า คุณจะต้องหยุดจัดการปัญหาด้วยวิธีกำจัดคนที่คิดเห็นต่างกับตัวเอง หยุดทำลายพวกเขาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องได้แล้ว

Tags: , , , , , , , , , , , , ,