ปฏิกิริยาหลังพรรคประชาชนตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นเป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น ชัดเจนว่า สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อ ‘ความไว้ใจ’ ของประชาชนและผู้ลงคะแนนเสียงต่อพรรคนี้ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ล้วนตั้งคำถามต่อการตัดสินใจนี้ว่า ‘คิดดีแล้วหรือ?’

สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดให้ชัดคือ อาจารย์สุรพลไม่ใช่คนไม่ดี และการเปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามให้มาอยู่ฝ่ายเดียวกันนั้นไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ผิด หากพรรคต้องการขยายแนวร่วม ปักธงการเมืองแห่งอนาคต ต้องขยายฐานแฟนให้ได้มากขึ้น

ใช่ การทำพรรคการเมืองไม่ใช่การสรรหา ‘เลือดบริสุทธิ์’ ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเป็นเลือดแท้เท่านั้น หรือห้ามมิให้ใครที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามย้ายข้าง ข้ามขั้วมาทำงานด้วย มิเช่นนั้น พรรคจะยิ่งตีบตัน แต่คือการรวมคนที่คิดไม่เหมือนกัน ให้เข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้ด้วย

แต่สำหรับอาจารย์สุรพลนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง… ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผมจำได้แต่เด็กว่า อาจารย์สุรพลนั้นชัดเจนว่าเป็นคนของฝ่ายที่ ‘ไม่ชอบ’ ระบอบประชาธิปไตยเท่าไรนัก

อาจารย์สุรพลเคลื่อนไหวตั้งแต่ต่อต้าน ‘ระบอบทักษิณ’ การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง ‘นายกฯ พระราชทาน’ เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจารย์สุรพลก็เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทันที และภายหลังจากนั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นเครื่องมือของอำมาตยาธิปไตยเต็มตัว ภายใต้การกุมบังเหียนของอาจารย์สุรพล และอธิการบดีคนถัดมา

จุดยืนของอาจารย์สุรพลยังอยู่ในแนวทางเดิม ทั้งในช่วงการชุมนุมของ ‘คนเสื้อแดง’ ในปี 2553 เรื่อยไปจนถึงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ในปี 2556-2557 สนับสนุนการชุมนุมเพื่อให้เกิด ‘ทางตัน’ จนนำไปสู่การรัฐประหาร 2557 เรื่องเหล่านี้แม้จะผ่านมานานแสนนาน แต่หากใช้เครื่องมือสืบค้นลึกลงไปหน่อย จะพบว่า อาจารย์สุรพลคือองคาพยพเดียวกับฝ่ายที่ไม่เอาประชาธิปไตยอย่างแนบแน่น

นั่นทำให้บุคคลที่อยู่ร่วมสมัยในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว กระทั่งคนที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยตอนนั้น ซึ่งในเวลานี้อายุอยู่ในช่วง 30 ปลายๆ-40 ต้นๆ จำได้ไม่ลืมว่าอดีตอธิการบดีของตัวเองมีผลงานอะไรบ้าง

และต้องไม่ลืมว่า การรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งที่อาจารย์สุรพลมีส่วนสนับสนุน มีส่วนทำให้เกิดขึ้น สร้างผลกระทบให้กับคนรุ่นนั้นและรุ่นนี้อย่างใหญ่หลวง ‘การเมือง’ หลังรัฐประหารยังหาจุดที่ลงตัวไม่ได้ เศรษฐกิจยังโงหัวไม่ขึ้น ปัญหาคอร์รัปชันที่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และฝ่าย กปปส.เกลียดนักเกลียดหนานั้นเลวร้ายกว่าเดิม ขณะที่หลายคนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย โดนดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมด้วยกระบวนการยุติธรรมหลังรัฐประหาร 2557 บางคนเสียชีวิตในต่างประเทศ บางคนยังต้องลี้ภัยอยู่ถึงทุกวันนี้

(2)

กระนั้นเอง ในเวลาต่อมาจะพบ ‘จุดเปลี่ยน’ ของอาจารย์สุรพล คือการเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน ซึ่งไม่แน่ใจว่าอาจารย์สุรพลเข้ามาในห้วงเวลาใด และภายใต้คำแนะนำของใคร

แต่เท่าที่ผมได้ยิน อาจารย์สุรพลเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่ระดับแกนนำของพรรค ทั้งที่อยู่หน้าและหลังฉากให้ความเคารพเป็นอย่างมาก

กระนั้นเอง ไม่ได้หมายความว่า จะต้องอัญเชิญอาจารย์สุรพลมาอยู่ฉากหน้า ให้มาเป็นประธานที่ปรึกษาของ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

และกรณีของอาจารย์สุรพล ก็แตกต่างจากอดีต กปปส.คนอื่นในพรรค ที่แต่ละคนเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุม ซึ่งมีสิทธิกลับตัวกลับใจได้ และให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว

กล่าวสำหรับอาจารย์สุรพลนั้นเป็นอีกอย่าง เพราะครั้งที่อาจารย์สุรพลมีอำนาจนั้น ได้สร้างบาดแผลหยั่งรากลึกเกินกว่าที่จะทำความเข้าใจให้กับใครหลายคน

(3)

คำถามก็คือ แล้วคนอย่างอาจารย์สุรพล จะเป็นคนที่ออกหน้าทำงานกับพรรคได้หรือไม่ 

แน่นอนว่า เป็นไปได้ในทางการเมือง การเปลี่ยนความคิดคนที่อยู่ตรงข้ามให้มาสนับสนุนพรรคได้ ถือเป็นความสำเร็จประการหนึ่ง

แต่พรรคประชาชนนั้นไม่ได้เหมือนพรรคการเมืองอื่นๆ พรรคนี้เกิดจากอุดมการณ์อันแรงกล้าที่ต้องการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ต้องการ Break the Cycle ทำลายวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทย หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ ใช้อุดมการณ์เป็นตัวขับเคลื่อน และคนที่เชื่อถือพรรคนี้ตลอดมานับตั้งแต่วันแรกก็เชื่อว่าสิ่งนี้จะไม่เปลี่ยน

เมื่อถึงวันหนึ่ง จากพรรคสตาร์ทอัพ พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน กลายเป็นพรรคระดับชาติอย่างรวดเร็ว ใช่ พรรคการเมืองถือเป็น ‘ยานพาหนะ’ เพื่อขับเคลื่อนทางการเมือง ไม่ให้ประชาชนต้องออกแรงลงถนน หากแต่ใช้สนามทางการเมืองต่อสู้ผ่านรัฐสภา

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การเป็นพรรคระดับชาตินั้น ทำให้หลายคนอยากใช้พรรคนี้เป็นทางลัดในการแสวงหาอำนาจเช่นเดียวกัน

และนั่นเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องเผชิญ พรรคประชาชนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น

แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ที่อยู่ร่วมกับพรรคประชาชนตั้งแต่วันแรก ไม่ได้ต้องการเลือดบริสุทธิ์ แต่ต้องการเห็นว่า คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้น ‘เปลี่ยน’ อย่างไร ทำงานกับพรรคอย่างไรบ้าง และใช้ศักยภาพจากที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้ามมาเพื่อช่วยพรรคอย่างไร มากกว่าที่อยู่ดีๆ จะเปิดตัวเหาะลงมารับตำแหน่งใหญ่ เป็นทีมงานผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานที่ปรึกษา โดยไม่มีทั้งคำอธิบายและคำชี้แจงถึงพฤติกรรมในอดีต 

การเหาะลงมาของอาจารย์สุรพลเช่นนี้ จึงทำให้แรงเสียดทานและแรงต่อต้านรุนแรงเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ถึงตรงนี้ สิ่งที่สะท้อนชัดภายใต้การทำงานของพรรคประชาชนก็คือ พรรคเริ่มออกห่างจากมวลชน ออกห่างจากผู้สนับสนุนของตัวเอง เลือกวิธีการไปสู่เป้าหมาย โดยอาจหลงลืมไปว่า ‘ราก’ นั้นมาจากไหน ‘ที่มา’ ของแต่ละคนเป็นอย่างไร

วันนี้ หลายคนพูดตรงกันว่า หากมีพรรคในซีกนี้ที่ดีกว่าพรรคส้ม พวกเขาก็พร้อมพิจารณา เป็นแบบเดียวกับที่ในอดีต หลายคนจำใจเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นพรรคซีกประชาธิปไตยพรรคเดียว

(4)

ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อจะบอกว่าพรรคประชาชนกำลังจะล่มสลาย หรือจะสูญเสียศรัทธาทั้งหมดในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่อยากย้ำคือ ‘ความไว้ใจ’ ที่ประชาชนมอบให้พรรคนี้ไม่เคยได้มาง่ายๆ

มันถูกสะสมทีละเล็กทีละน้อย ผ่านการต่อสู้ ผ่านความเจ็บปวด ผ่านการสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า ยอมหวัง ยอมฝัน ทั้งที่รู้ว่าปลายทางอาจถูกยุบ ถูกตัดสิทธิ ถูกพรากชัยชนะไปต่อหน้าต่อตา แต่ก็ยังเลือก เพราะเชื่อว่าพรรคนี้ ‘ไม่เหมือนใคร’ และจะ ‘ไม่เป็นเหมือนใคร’

เมื่อใดที่พรรคเริ่มคำนวณว่า ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ประชาชนจะยังอยู่ตรงนี้ จะกาบัตรให้ จะออกมาปกป้องให้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อนั้นเองที่เส้นบางๆ ระหว่างการ ‘เชื่อมั่นในฐานเสียง’ กับการ ‘เห็นประชาชนเป็นของตาย’ ถูกก้าวข้ามไปแล้ว

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนเราเสมอว่า ไม่มีพรรคใดยิ่งใหญ่เกินกว่าประชาชน ไม่มีชัยชนะแบบถล่มทลายครั้งใดที่ถาวร และคะแนนเสียงที่เคยท่วมท้นก็เคยหดหายมาแล้ว เมื่อผู้ที่ได้รับมันเริ่มลืมว่ามันมาจากไหน

เสียงที่ประชาชนมอบให้ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่พรรคเป็นเจ้าของ แต่เป็นเพียง ‘สิ่งที่ยืมมา’ และต้องพิสูจน์ตัวเองทุกวัน เพื่อรักษาสิทธิในการถือมันต่อไป วันที่หลายคนเริ่มพูดว่า “ถ้ามีพรรคที่ดีกว่านี้ ก็พร้อมจะย้าย” นั่นไม่ใช่คำขู่ แต่คือเสียงเตือนด้วยความหวังดี จากคนที่ยังอยากให้พรรคนี้ไปต่อ

การแต่งตั้งอาจารย์สุรพลครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่เป็นเรื่องของ ‘ท่าที’ ว่า พรรคยังฟังคนที่เดินมาด้วยกันตั้งแต่วันแรกอยู่หรือไม่ หรือเริ่มคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่า เก่งกว่า และไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับใครอีกต่อไป

(5)

ฉะนั้น สิ่งที่อยากฝากไว้กับพรรคประชาชน ในวันที่กลายเป็นพรรคระดับชาติ มีอำนาจต่อรอง มีคนต่อแถวอยากเข้ามาเกาะเกี่ยวคือ จงยืนตัวตรง ตั้งหลักให้มั่น กลับไปทบทวนว่า ‘ราก’ ของตัวเองอยู่ตรงไหน และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนนับล้านเลือกเดินตามมาตั้งแต่ต้น

เพราะในวันที่พรรคยืนได้ด้วยตัวเอง ยืนได้เพราะประชาชน ไม่ใช่เพราะผู้อาวุโสคนใด ไม่ใช่เพราะแนวร่วมหน้าใหม่คนใด และไม่ใช่ด้วยการ ‘ต่อรอง’ กับชนชั้นนำเพียงอย่างเดียว แต่คือความไว้ใจ และคือความเชื่อว่า พรรคนี้จะเปลี่ยนประเทศนี้ให้ดีขึ้นได้                                                                                                      

ฉะนั้น จงอย่าทิ้งความเชื่อนี้ไป และไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม โปรดอย่าแม้แต่วินาทีเดียว เห็น ‘ประชาชน’ เป็นของตาย

Tags: , ,