AI กำลังเข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การศึกษา ธุรกิจ ไปจนถึงการทำงานของภาครัฐ หลายประเทศจึงเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับประชาชน เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ผลักดันโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท โดยตั้งเป้าให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึงและเรียนรู้การใช้งาน AI ได้ฟรี โดยมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับทักษะแรงงาน และเตรียมความพร้อมให้ประเทศก้าวเข้าสู่ยุค AI

แต่ในอีกด้านหนึ่ง โครงการดังกล่าวก็ถูกตั้งคำถามไม่น้อย ตั้งแต่ความคุ้มค่าของงบประมาณ ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับเงื่อนไขใน TOR ที่บางฝ่ายมองว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย 

The Momentum ชวนสำรวจทั้งที่มา เป้าหมาย คำชี้แจงจากภาครัฐ และข้อกังวลที่กำลังถูกถกเถียง เพื่อทำความเข้าใจว่า TH-AI Passport คือการลงทุนที่จำเป็นสำหรับอนาคตของประเทศ หรือเป็นโครงการที่ยังมีคำถามที่รอคำตอบจากภาครัฐอยู่กันแน่

AI กับภารกิจยกระดับศักยภาพแรงงานไทย

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) อธิบายว่า หากถามว่าเทคโนโลยีใดสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพด้านดิจิทัลได้มากที่สุดในปัจจุบัน คำตอบคือ AI ดังนั้น DE จึงเตรียมดำเนินโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท เพื่อจัดหา AI ระดับ Pro/ Premium จำนวน 12 โมเดล จากผู้ให้บริการชั้นนำของโลก ให้ประชาชนไทยจำนวน 5 ล้านคนใช้งานได้เป็นระยะเวลา 1 ปี

ไชยชนกระบุว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งไม่ใช่การแจก AI Pro ฟรีแต่อย่างใด โดยเป้าหมายของโครงการคือ Learn to Earn มุ่งเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI อย่างมีคุณภาพ ผ่านหลักสูตร Upskill ที่ใช้งานได้จริง โดยร่วมพัฒนากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ OpenAI เพื่อให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้

“โครงการ TH-AI Passport เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึง AI ระดับ Pro ลดความเหลื่อมล้ำทางการเข้าถึงเทคโนโลยีจากการต้องแชร์บัญชีใช้งานร่วมกันหลายคน และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงศักยภาพ Advanced Generative AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดระยะเวลา 1 ปี ดังนั้น โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนการใช้ AI แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพคนไทยให้สามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับโลก และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วต่อไปในอนาคต” ไชยชนกกล่าว

นอกจากนี้ยังให้เหตุผลว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย (Super-Aged Society) ซึ่งจะส่งผลให้กำลังแรงงานลดลงในอนาคต AI จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ และช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

อีกเหตุผลสำคัญคือ อัตราการเข้าถึง AI ของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยอ้างผลการศึกษาที่พบว่า ไทยมี AI Adoption Rate หรือ AI Diffusion เพียง 10.7% ต่ำกว่าสิงคโปร์ที่มีอัตรา 60.9% และเวียดนามที่มีอัตรา 23.5% รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายเพิ่มผู้ใช้งาน AI อีก 5 ล้านคน เพื่อผลักดันให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 23% ภายในปี 2570 ซึ่งจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ราว 16.3%

ในมุมของรัฐบาล โครงการนี้จึงยังถือว่ามีต้นทุนที่คุ้มค่า โดยใช้งบประมาณเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่สิงคโปร์มีการสนับสนุนเครื่องมือ AI ระดับ Premium ควบคู่หลักสูตร AI Literacy ด้วยงบประมาณรวมกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 900 บาทต่อคนต่อปี

DE ยืนยันว่า โครงการ TH-AI Passport ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-bidding ซึ่งเป็นระบบเปิดให้แข่งขันอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย โดยใช้งบจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) และยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด

ในด้านความปลอดภัยของข้อมูล ผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลหรือคำสั่ง (Prompt) ของผู้ใช้งานไปใช้พัฒนาโมเดล AI ต่อได้ โดยข้อมูลจะถูกจัดเก็บบนระบบ Cloud ภายในประเทศไทย และเข้าถึงได้เฉพาะในรูปแบบที่ไม่สามารถระบุตัวตนเจ้าของข้อมูลได้ ขณะที่การยืนยันตัวตน (ID Verification) มีไว้เพื่อตรวจสอบสิทธิการใช้งานของคนไทยเท่านั้น และไม่มีการส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของโมเดล AI

ส่วนรูปแบบการให้บริการ โครงการออกแบบให้มีความยืดหยุ่น โดยสามารถจัดสรรทรัพยากรการใช้งาน AI ได้หลายวิธี ทั้งการจัดสรร Token การสำรองกำลังประมวลผลผ่านระบบ Cloud หรือการใช้รูปแบบผสม (Hybrid Model) พร้อมกำหนดสเปกที่เน้นผลลัพธ์การใช้งานจริง มากกว่าการกำหนดจำนวน Token แบบตายตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการ

4 คำถามจากฝ่ายค้านต่อโครงการ TH-AI Passport

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะยืนยันถึงประโยชน์และความโปร่งใสของโครงการ แต่ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามต่อโครงการนี้ โดยมองว่า มีข้อสังเกตหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน

คำถามแรกคือ เหตุใดจึงต้องกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ไว้ที่ 5 ล้านคน

ภาวุธอ้างข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เคยชี้แจงต่อกรรมาธิการว่า ตัวเลข 5 ล้านคนอาจไม่ได้มาจากการสำรวจความต้องการของประชาชน แต่เกิดจากการนำวงเงินงบประมาณที่มีอยู่ประมาณ 1,500-1,600 ล้านบาท มาหารด้วยต้นทุนต่อหัว จนได้ตัวเลขผู้ใช้งานประมาณ 5 ล้านคนพอดี ขณะที่รัฐมนตรีชี้แจงว่า ตัวเลขดังกล่าวมาจากการศึกษา AI Adoption Rate ของโลก และเป้าหมายในการยกระดับประเทศให้ทัดเทียมเวียดนาม 

คำถามที่ 2 เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและ TOR

หลังการประกาศโครงการ เอกชนมีเวลาเพียง 34 วันในการจัดเตรียมข้อเสนอสำหรับโครงการขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาท ซึ่งถือว่าสั้นผิดปกติเมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ โดยโครงการระดับนี้ปกติใช้เวลา 3-6 เดือน จึงเกิดคำถามว่า มีผู้ประกอบการบางรายทราบรายละเอียดล่วงหน้าหรือไม่

นอกจากนี้ TOR ยังระบุให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อจำนวน 1,500 สาขา ซึ่งมองว่าไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งเสริมการใช้ AI และมีลักษณะเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการเพียงบางราย เนื่องจากมีบริษัทกลุ่มทุนเพียงรายเดียวที่ถือครองสิทธิสื่อประเภทดังกล่าวในประเทศไทย และกลุ่มดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของกิจการร่วมค้าที่ได้รับงานประมูล

ภาวุธยังตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทที่ร่วมจัดทำราคากลางของโครงการนี้ มีความเชื่อมโยงกับบริษัทที่เคยร่วมกำหนดราคากลางในโครงการภาครัฐขนาดใหญ่อื่นๆ หลายโครงการ ทั้งโครงการ Big Data และคลังหน่วยกิตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมกันเป็นหมื่นล้านบาท และผู้ชนะการประมูลเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงประมาณ 1.5% พอดี จึงทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการแข่งขันที่แท้จริง

รัฐมนตรียืนยันว่า โครงการใช้เวลาดำเนินการ 5 เดือน มีประชาพิจารณ์ตามกฎหมาย และ TOR ยาว 33 หน้า โดยส่วนที่เกี่ยวกับสื่อมีเพียง 2 หน้า อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ระยะเวลา 5 เดือน เป็นเพียงกระบวนการภายในของรัฐ ขณะที่เอกชนรับรู้ข้อมูลจากวันประกาศ TOR ซึ่งเหลือเวลาเตรียมข้อเสนอเพียง 34 วัน จนแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดทำข้อเสนอสำหรับโครงการขนาดใหญ่ได้ทัน หากไม่ได้รับข้อมูลล่วงหน้าหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดสเปกมาก่อน

นอกจากนี้ การล็อกสเปกไม่ได้วัดจากจำนวนหน้า เพราะแม้จะเป็นเพียงเงื่อนไขไม่กี่บรรทัด หากเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่ารายละเอียดใน 2 หน้าดังกล่าว มีเงื่อนไขหลายข้อที่อาจเข้าข่ายลักษณะดังกล่าว

คำถามที่ 3 คือเรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ

หากเป้าหมายคือการให้คนไทยเข้าถึง AI จำนวนมาก รัฐอาจไม่จำเป็นต้องซื้อสิทธิใช้งานรายบุคคลถึง 5 ล้านบัญชี แต่สามารถซื้อ Token แบบรวมศูนย์และจัดสรรการใช้งานตามความต้องการ ซึ่งอาจใช้งบประมาณเพียงหลักร้อยล้านบาทแทนที่จะเป็นหลักพันล้านบาท

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไทยจึงไม่เจรจากับบริษัทผู้พัฒนา AI โดยตรง เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่สามารถดึง OpenAI เข้าไปลงทุนในประเทศได้ ขณะที่รัฐมนตรีชี้แจงว่า การทำสัญญาโดยตรงกับบริษัท AI ระดับโลก ติดข้อจำกัดด้านนโยบายบริษัทและกฎหมายไทย อีกทั้งการซื้อบริการโดยตรงจะทำให้ข้อมูลไหลออกนอกประเทศ

ฝ่ายค้านกลับมองว่า หน่วยงานภาครัฐไทยเคยทำสัญญาโดยตรงกับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Microsoft Azure และ AWS มาแล้ว จึงยังมีข้อสงสัยว่า ทำไมโครงการนี้จึงไม่สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ อีกทั้งแม้จะมีการเก็บข้อมูลในไทย แต่การใช้งานโมเดล AI จากต่างประเทศ ก็ต้องมีการประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการต่างชาติอยู่ดี

คำถามที่ 4 เกี่ยวข้องกับความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มบริษัทที่ได้รับงานกับเครือข่ายทางการเมือง

ภาวุธตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ มีความเชื่อมโยงกับหลายโครงการที่อยู่ภายใต้หน่วยงานที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแล ในประเด็นนี้รัฐมนตรีไม่ได้ตอบถึงความเชื่อมโยงโดยตรง

พร้อมระบุทิ้งท้ายว่า เงิน 1,621 ล้านบาทไม่ใช่เงินส่วนตัว แต่เป็นเงินภาษีของประชาชนทุกคน การบอกว่าใครได้งานไม่ใช่ประเด็น ตนคิดว่ามันคือการปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ระงับการเปิดลงทะเบียนโครงการนี้ และส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าตรวจสอบกระบวนการประมูลและผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมดให้ชัดเจนก่อน เพราะประชาชนมีสิทธิรู้ว่าเงินภาษีของตัวเองถูกใช้อย่างโปร่งใสหรือไม่

เล็งทบทวนรายละเอียดโครงการ

จากเดิมที่โครงการ TH-AI Passport จะเปิดลงทะเบียนในเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ไชยชนกระบุว่า ได้ติดตามความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน และพบว่า หลายข้อเสนอมีความสร้างสรรค์และสามารถนำไปปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้นได้ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยดีอี และปลัดกระทรวงรวบรวมข้อคิดเห็นทั้งหมดเพื่อนำมาพิจารณา พร้อมระบุว่า หากมีสิ่งใดที่ทำให้โครงการดีขึ้น ก็พร้อมพิจารณาทั้งหมด รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับ TOR และรูปแบบการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าจะเดินหน้าโครงการต่อหรือไม่ ไชยชนกไม่ได้ยืนยันชัดเจนเช่นที่ผ่านมา โดยระบุเพียงว่า ขอเวลารวบรวมข้อมูลก่อน อะไรที่เป็นประโยชน์แล้วทำให้ดีขึ้นจะพยายามทำทุกอย่างในอำนาจหน้าที่

ในเวลานี้ TH-AI Passport ยังเป็นโครงการที่มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงตั้งคำถาม ฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยี AI พัฒนาทักษะดิจิทัล และเตรียมพร้อมสำหรับโลกการทำงานในอนาคต ขณะเดียวกัน การใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทควรถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และข้อสงสัยเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขที่อาจเอื้อประโยชน์ให้เพียงบางกลุ่ม

สุดท้ายแล้ว โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา AI ของประเทศ หรือจะกลายเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้งบประมาณภาครัฐ คงขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลจะสามารถชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ได้ชัดเจนเพียงใด และเปิดให้มีการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสแค่ไหน

อ้างอิง:

https://www.facebook.com/share/p/18hFTFKRzN/

https://www.matichon.co.th/economy/news_5740358

https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/507369

https://www.thaipbs.or.th/news/content/506494

https://www.thaipost.net/politics-news/1006794/

Tags: , , , , , , , , , , , , ,