กรุงเทพฯ ในสายตาของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน

สำหรับบางคน เมืองนี้คือศูนย์กลางของโอกาส งาน ความฝัน และชีวิตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่สำหรับอีกหลายคน กรุงเทพฯ อาจเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นทุนชีวิต ทำให้ใครอีกหลายคนหมดเงินและหมดแรงไปกับค่าครองชีพและการเดินทางหลายต่อ หรือแม้กระทั่งความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ในทุกย่าน และระบบที่ทำให้การใช้ชีวิตยากกว่าที่ควรจะเป็น

เราอาจคุ้นชินกับปัญหาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งเผลอคิดไปว่า เมืองใหญ่ก็คงเป็นแบบนี้เอง รถต้องติด ทางเท้าต้องพัง การเข้าถึงบริการสาธารณะต้องยุ่งยาก หรือคนที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางเมืองก็จำเป็นต้องจ่ายต้นทุนชีวิตแพงกว่าเสมอ ทั้งที่จริงแล้ว หลายอย่างอาจไม่ควรเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องแบกรับอยู่ทุกวัน

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสภากรุงเทพมหานคร (สก.) จะวนกลับมาอีกครั้ง กรุงเทพฯ กำลังจะถูกพาไปในทิศทางไหน เมืองแห่งนี้จะยังเป็นพื้นที่ที่โอกาสกระจุกอยู่กับคนบางกลุ่ม หรือจะทำให้ผู้คนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นได้ไหม

The Momentum ชวนพูดคุยกับเหล่าทีมงานผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่อาจกลายเป็นกำลังสำคัญในการกำหนดอนาคตของเมือง เพื่อฟังว่าในสายตาของพวกเขา กรุงเทพฯ ที่ดีกว่านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และเมืองแบบไหนที่ผู้คนควรได้รับจริงๆ

เมืองที่ก้าวกระโดดไปสู่การเป็นเมืองแห่งโอกาส

รศ.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. และทีมงานคนสำคัญของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การทำงานของ กทม. คือการทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น ผ่านการแก้ปัญหาที่รุมเร้าประชาชนในชีวิตประจำวัน แต่จากนี้ เมืองจำเป็นต้องก้าวต่อไปอีกขั้นคือ การทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดการลงทุน การจ้างงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนทุกระดับ

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความซับซ้อน เพราะมีทั้งเศรษฐกิจระดับมูลค่าสูง ไปจนถึงเศรษฐกิจฐานรากและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นสตรีทฟู้ด วิถีชีวิตริมทาง หรือเอกลักษณ์ของแต่ละย่าน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ ‘Soft Power’ ที่ควรนำมาผสมผสานกับการพัฒนาเมืองสมัยใหม่

ในภาพของกรุงเทพฯ ที่ดีกว่า จึงอยากเห็นเมืองที่ผู้คนสามารถเดินบนทางเท้าที่ดี มีต้นไม้ อากาศสบาย และเห็นผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข รู้สึกว่าชีวิตมีความหวัง ขณะเดียวกัน เมืองต้องเป็นพื้นที่ที่ประชาชนมั่นใจได้ว่า หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ทั้งด้านสุขภาพหรือความปลอดภัย เมืองจะสามารถดูแลและช่วยเหลือพวกเขาได้ในวันที่อ่อนแอ

“คิดว่านี่คือก้าวกระโดดที่เราต้องทำให้โอกาสมันเป็นจริงในเมืองนี้ให้ได้ เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ทั้งการลงทุน ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และผู้คน เพราะฉะนั้นต้องทำให้มันรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วผลักเมืองไปให้มีความสามารถในการแข่งขันได้”

อย่างไรก็ตาม ทวิดายอมรับว่า แม้นโยบายที่มีกว่า 200 ข้อ จะพยายามออกแบบให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม แต่ในความเป็นจริง ประชาชนยังไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายทั้งหมดอย่างเต็ม 100% สำหรับนโยบายที่ยังค้างคาใจมากที่สุด ได้ยกเรื่อง ‘สาธารณสุข’ เป็นอันดับ 1 โดยอธิบายว่า ระบบสาธารณสุขของ กทม.ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยหน่วยงานเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน

โดยที่ผ่านมา กทม.พยายามวางกลไกใหม่ ทั้งการแบ่งโซนสุขภาพ และเชื่อมโยงระบบปฐมภูมิ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น ลดความสับสนเรื่องสิทธิการรักษาและขั้นตอนต่างๆ แต่สิ่งที่ยังต้องทำต่อคือ การบริหารหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพมากพอ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกสะดวกมากขึ้น

อีกเรื่องที่มองว่ายังทำไม่สำเร็จคือ การปฏิรูประบบบริหารภายในของ กทม. ทั้งด้านโครงสร้าง การใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกันของบุคลากร แม้ที่ผ่านมาปรับไปแล้วหลายส่วน แต่ระบบยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และยังขาดความสามารถในการคาดการณ์ปัญหาในอนาคต (Foresight)

นอกจากนี้ หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการบริหาร กทม.คือ เรื่อง ‘กฎหมาย’ เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้ใช้แค่กฎหมายของตัวเอง แต่ต้องอาศัยกฎหมายและกฎกระทรวงจากหลายหน่วยงานร่วมกัน ทำให้บางครั้งการพัฒนาเมือง หรือการทำเรื่องใหม่ๆ ทำได้ช้ากว่าที่ควร

“บางครั้ง กทม.อยากจะทำ Foresight หรือการมองไปข้างหน้า แต่กฎหมายเวลาออกมา มักจะออกมาเพื่อแก้ปัญหาในอดีตหรือปัจจุบัน กฎหมายไม่ค่อย Take the Lead หรือก้าวกระโดดไปข้างหน้า”

“หลายเรื่องที่เราทำ เราต้องการการก้าวกระโดด ต้องการทำเรื่องใหม่ๆ แต่บางครั้งกฎหมายหรือระเบียบตามไม่ทัน ดังนั้นความท้าทายคือ การออกแบบให้กฎหมายและระเบียบตามทันอนาคต และปลอดภัยพอ ทั้งสำหรับข้าราชการเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน และประชาชนที่ได้รับประโยชน์ เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์เหล่านั้นย้อนกลับมาสร้างปัญหาในภายหลัง”

เมืองที่คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง

เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ชี้ว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน แม้ตัวเลขตามทะเบียนบ้านจะอยู่ที่ราว 5 ล้านคน แต่ยังมีทั้งประชากรแฝงและคนจากปริมณฑลที่เดินทางเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในเมืองทุกวัน ทำให้กรุงเทพฯ ต้องรองรับผู้คนจำนวนมากและมีความซับซ้อนสูง

โดยมองว่า ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะชีวิตของแต่ละคนหรือแต่ละครอบครัวเท่านั้น แต่รวมถึงสภาพสังคมโดยรวมด้วย ซึ่งในฐานะคนที่สนใจเรื่องการปฏิรูปภาครัฐและธรรมาภิบาล คิดว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ชีวิตคนกรุงเทพฯ ยากขึ้นคือ ระบบราชการและกฎระเบียบที่ยุ่งยาก ต้นทุนการใช้ชีวิตที่สูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการขออนุญาตต่างๆ ซึ่งเป็นภาระต่อประชาชน

อีกประเด็นสำคัญคือ ความเหลื่อมล้ำในเมือง โดยได้ยกตัวอย่างเขตคลองเตย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งโรงแรมหรูระดับ 6 ดาว ศูนย์การค้า สวนสาธารณะ และชุมชนแออัดอยู่ร่วมกัน สะท้อนให้เห็นความแตกต่างทางคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน จึงอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงบางกลุ่ม

“คนกรุงเทพฯ เวลาพูดถึงความเจ็บป่วย ส่วนใหญ่จะเป็นโรคอย่างโรคมะเร็ง หรือโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิต รวมถึงอุบัติเหตุที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่าเรามีปัญหาที่พื้นฐาน

“ต้องเป็นการแก้ไขในเชิงระบบ ทางพรรคเองก็มีการผลักดัน และดีใจที่รัฐบาลก็ให้ความสำคัญในเรื่องการลดกฎระเบียบที่ล้าสมัย รวมถึงการลดใบอนุญาต โดยเฉพาะใบอนุญาตก่อสร้าง เพราะสามารถกลายเป็นต้นทุนหรือช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ได้ ส่วนโครงสร้างใหญ่ เช่น การเดินทาง คนที่อยู่ชานเมืองต้องเสียทั้งค่ามอเตอร์ไซค์ ค่ารถโดยสาร และค่ารถไฟฟ้า ต้นทุนชีวิตจึงสูงมาก คำถามคือ อะไรที่ทำให้มันแพง และรัฐจะมีสวัสดิการอะไรเข้ามาช่วยลดภาระได้บ้าง”

เพียงพนอกล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะนักกฎหมาย ก็ต้องยอมรับว่าแก้ปัญหาเหล่านี้มาตลอด แม้อำนาจของผู้ว่าฯ หรือ สก.จะมีข้อจำกัด แต่บริบทของปี 2528 กับปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก สิ่งที่ยังขาดอยู่มี 2 เรื่อง ได้แก่

เรื่องแรก คือการตัดสินใจด้วยความกล้าหาญทางการเมือง เพราะหลายปัญหาคือความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง ไม่ควรจำกัดอำนาจตัวเองจนเกินไป

เรื่องที่ 2 คือการขับเคลื่อนผ่านระบบที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับสภาฯ หรือการประสานกับกระทรวงต่างๆ เพราะการแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง

“เราจำเป็นต้องมีนโยบาย มีระบบที่ชัดเจน แล้วมองต่อไปข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในอนาคตที่รออยู่อีกเยอะมาก เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีการพูดกันว่า อีก 20 ปี กรุงเทพฯ อาจจะจมน้ำ ซึ่งรุ่นเราก็คงทันเห็น เพราะฉะนั้นเราจะต้องคิดตั้งแต่วันนี้ และคิดถึงคนรุ่นข้างหน้าด้วย ส่วนถ้ามีนโยบายหรืออะไรที่ทำมาดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในยุคของผู้ว่าฯ คนไหน เราก็ควรทำต่อ และถ้าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ก็ยิ่งควรทำ”

ทั้งนี้ เพียงพนอมองว่า ปัจจุบัน ‘กรุงเทพฯ’ ยังไม่ได้เป็นเมืองสำหรับทุกคน เพราะหากเราอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง อยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้า หรือมีกำลังทางเศรษฐกิจ เราอาจรู้สึกว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่มาก แต่สำหรับคนที่อยู่ชานเมือง เมื่อต้องเข้ามาใช้บริการหรือพึ่งพาสิ่งต่างๆ ในเมือง กลับต้องแบกรับต้นทุนที่สูงมาก จนเหมือนอยู่คนละจังหวัด

ดังนั้น การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสำหรับทุกคน จึงต้องเริ่มจากการกระจายและจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่พัฒนาเพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะแต่ละเขตก็มีปัญหาและบริบทแตกต่างกันไป

เมืองที่พัฒนาได้ไม่สิ้นสุด

ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. และหนึ่งในทีมงานของชัชชาติ กล่าวว่า ไม่มีเมืองไหนดีที่สุด มีแต่เมืองที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยความท้าทายใน 4 ปีข้างหน้า มีทั้งเรื่องระบบราชการ เศรษฐกิจ โครงสร้างสังคมและการศึกษา สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การทำให้ระบบราชการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะมีทรัพยากรเท่าเดิม แต่ต้องสามารถรับมือกับปัญหาและภารกิจที่ใหญ่ขึ้นได้

โดยเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยลดความล่าช้าในระบบราชการ รวมถึงช่วยจัดสรรกำลังคนให้เหมาะสมมากขึ้น เช่น คนที่มีเวลาว่างอาจถูกนำไปช่วยงานด้านอื่นที่จำเป็นกว่า นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน และบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้ระบบราชการแข็งแรงและตอบสนองประชาชนได้ดีขึ้น

อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาอาจถูกมองว่า เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลกลาง แต่ศานนท์เชื่อว่า เมืองควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ในระดับประชาชนต้องช่วยพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้คนสามารถแข่งขันกับโลกได้ เช่น ทักษะ AI หรือทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่

สำหรับผู้ประกอบการ SME เมืองควรช่วยให้ธุรกิจตั้งตัวง่ายขึ้น ทั้งเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างเครดิต หรือการมีพื้นที่ค้าขาย โดยอาจต้องร่วมมือกับธนาคารและภาคเอกชนมากขึ้น รวมถึงเพิ่มพื้นที่ทำกินหรือพื้นที่ขายสินค้าให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย

ในภาพใหญ่ ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ควรทำหน้าที่เพียงบริหารเมือง แต่ควรมีบทบาทคล้าย ‘ทูตเศรษฐกิจ’ ที่เชื่อมโยงการลงทุนกับเมืองและประเทศต่างๆ ผ่านความร่วมมือกับสถานทูตและเครือข่ายระหว่างประเทศ แม้อำนาจของ กทม.จะยังมีข้อจำกัด แต่เมืองสามารถทำงานเชิงรุกได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ศานนท์ระบุว่า กรุงเทพฯ มีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่แข็งแรง แต่กลับมีโครงสร้างทางสังคม (Social Structure) ที่เปราะบางกว่าต่างจังหวัด โดยต่างจังหวัดแม้อาจยังขาดความพร้อมด้านกายภาพ แต่มีระบบชุมชนที่เข้มแข็ง มีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่ช่วยดูแลกัน ขณะที่กรุงเทพฯ มีชุมชนลดลงต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 2,000 ชุมชน ปัจจุบันเหลือต่ำกว่านั้นแล้ว

หัวใจสำคัญคือ การสร้างโครงสร้างทางสังคมที่เข้มแข็งขึ้น เมื่อคนในเมืองเชื่อมโยงและดูแลกันเองได้มากขึ้น เราก็จะช่วยดูแลกลุ่มเปราะบางหรือสวัสดิการต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น เพราะไม่ใช่แค่รัฐที่ทำหน้าที่ดูแลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นสังคมที่ช่วยกันดูแลกันเอง แล้วภาครัฐหรือ กทม.ค่อยเข้าไปสนับสนุนกลุ่มเหล่านั้นอีกที

อีกเรื่องที่มองว่าสำคัญมากคือ ‘การศึกษา’ โดยในหลายประเทศ คนที่เกิดมาในครอบครัวยากจนหลุดพ้นจากความจนได้ภายในประมาณ 4-5 รุ่น แต่ในไทยอาจต้องใช้เวลาถึง 7-11 รุ่น ซึ่งสะท้อนว่า ระบบการศึกษายังไม่สามารถสร้างโอกาสได้มากพอ ทั้งนี้ การศึกษาต้องช่วยทลายข้อจำกัดของเด็ก โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือ เช่น Digital Classroom หรือการใช้ AI ช่วยฝึกภาษาอังกฤษ เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น

โดยครูไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่ควรทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดึงศักยภาพของเด็ก (Facilitator) รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และเปลี่ยนปัญหาหรือความลำบากในชีวิตจริงให้กลายเป็นบทเรียนสำหรับเด็กได้

ศานนท์มองว่า นโยบายหลายเรื่องที่เริ่มต้นไว้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ควรได้รับการสานต่อ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม. เพราะเมื่อระบบเริ่มทำงานได้แล้ว ระบบราชการก็เดินหน้าต่อได้เอง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและการดูแลเด็กเล็ก 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในระยะต่อไปคือ นโยบายใหม่ที่ตอบโจทย์ความท้าทายที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ และการลดความเหลื่อมล้ำในเมือง ซึ่งเป็นโจทย์ที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญในอนาคต

เมืองที่ทำให้ชีวิตของคนง่ายขึ้น

วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมผู้บริหารผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน มองว่า กรุงเทพฯ ที่ดีกว่า คือเมืองที่ทำให้ชีวิตของคนง่ายขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสวัสดิการให้คนในเมือง เพราะมองว่าเมืองสามารถช่วยให้คนเลี้ยงครอบครัวได้ง่ายขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการมีศูนย์เด็กเล็กที่ดูแลเด็กได้ตั้งแต่หลังหมดสิทธิลาคลอด เพื่อให้พ่อแม่ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเอง หรือไม่ต้องส่งลูกเข้าเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เมืองควรมีระบบผู้ดูแลเข้าไปเยี่ยมตามบ้าน เพื่อลดภาระของลูกหลานที่อาจต้องลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่

อีกเรื่องที่มองว่าสำคัญคือการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะปัญหาใบส่งตัวของผู้ป่วยบัตรทองที่หลายคนต้องเสียเวลาไปต่อคิวเพื่อขอใบส่งตัวไปหาหมอ แม้ปัญหานี้จะเกี่ยวข้องกับระดับประเทศและ สปสช. แต่กรุงเทพมหานครก็ยังมีบทบาทช่วยแก้ได้ ผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ซึ่งสามารถเพิ่มโควตารับดูแลผู้ป่วยบัตรทองได้ ปัจจุบัน กทม.ดูแลผู้ป่วยบัตรทองประมาณ 800,000 คน จากเดิมที่เคยดูแลได้ 1 ล้านคน เป้าหมายคืออยากเพิ่มกลับไปให้ได้เท่าเดิมตั้งแต่ปีแรก เพื่อช่วยลดภาระและบรรเทาปัญหาเรื่องใบส่งตัว

วรภพมองว่าเรื่อง ‘เลี้ยงครอบครัวง่าย’ เป็นหนึ่งในวาระสำคัญ รวมถึงเรื่อง ‘ค้าขายง่าย’ ด้วย โดยเสนอแนวคิดหวยใบเสร็จ เวอร์ชันกรุงเทพฯ ที่ให้ กทม.ใช้งบประมาณมาทำโปรโมชันหรือชิงโชคสำหรับคนที่ไปอุดหนุนร้านค้ารายย่อย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก

นอกจากนี้ยังมองว่า กรุงเทพฯ มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดิมๆ ในกรุงเทพฯ ชั้นใน จึงอยากเพิ่มงบด้านการท่องเที่ยวจากปีละ 50 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท เพื่อสร้างแลนด์มาร์กและเรื่องราวใหม่ๆ ร่วมกับเอกชนและชุมชน ให้คนกระจายตัวไปยังพื้นที่อื่นมากขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงกับเรื่อง ‘เดินทางง่าย’ ด้วย

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ยังสามารถทำอะไรได้อีกมาก เช่น เพิ่มเส้นทางรถเมล์ในสายที่กรมการขนส่งทางบกอนุมัติแล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนเข้ามาวิ่ง โดย กทม.สามารถเข้าไปรับดำเนินการแทนได้ รวมถึงการฟื้นฟูเรือเมล์และระบบคมนาคมทางน้ำ เพราะมองว่าคลองในกรุงเทพฯ ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นโครงข่ายการเดินทางได้ ไม่ว่าจะเป็นคลองภาษีเจริญ คลองพระโขนง คลองแสนแสบ ไปจนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองลาดพร้าว เพื่อทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นและช่วยลดปัญหารถติด

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังมีปัญหาที่คนอาจมองข้ามหรือชาชินไปแล้ว ยกตัวอย่างเรื่องใบส่งตัวผู้ป่วยบัตรทองที่ยุ่งยาก และมีข้อจำกัดมาก รวมถึงปัญหาขนส่งสาธารณะ โดยมองว่าหลายเรื่องเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจร่วมกับรัฐบาลกลาง แต่ในขณะเดียวกัน กทม.เองก็ยังมีอำนาจและโอกาสในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชนได้

โดยแนวคิดของทีมไม่ได้มีแค่นโยบายระดับเมืองเท่านั้น แต่ยังมี ‘วาระเขต’ ครบทั้ง 50 เขต โดยผู้สมัคร ส.ก.แต่ละคนจะนำปัญหาเฉพาะพื้นที่ของตัวเองมานำเสนอ เพื่อให้การแก้ปัญหาเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของคนในแต่ละชุมชน

“ยกตัวอย่างเขตบางบอนที่ยังไม่มีศูนย์เด็กเล็ก ทำให้หลายครอบครัวเลี้ยงลูกได้ยาก ทีมจึงมองว่าควรพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้เข้าถึงได้มากขึ้น ขณะที่เขตสายไหม แม้จะมีถนนตัดใหม่บริเวณสุขาภิบาล 5 แต่กลับยังไม่มีรถเมล์วิ่ง ทำให้การเดินทางของคนในพื้นที่ยังไม่สะดวก ส่วนในเขตประเวศ ทีมของเขามองว่าปัญหากลิ่นจากบ่อขยะอ่อนนุชเป็นเรื่องที่ต้องกล้าตัดสินใจจัดการอย่างจริงจัง เพราะเป็นปัญหาที่กระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน นี่คือเหตุผลที่ผู้สมัครของเราอยากเข้ามาแก้ปัญหาในพื้นที่ตัวเองจริงๆ”

โดยสิ่งที่ทีมกำลังทำคือการเชื่อม ‘วาระเมือง’ กับ ‘วาระเขต’ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ในระดับนโยบายใหญ่ แต่ลงไปถึงปัญหาที่คนแต่ละพื้นที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน

แล้วสำหรับคุณ กรุงเทพฯ ที่ดีกว่านี้ควรเป็นแบบไหน

because we deserve better…

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , ,