ในชุมชนแออัดอย่างคลองเตย ปัญหาสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องความเจ็บป่วย แต่เกี่ยวพันกับรายได้ ค่าเดินทาง ความรู้เรื่องสิทธิรักษา ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและคนกลุ่มเปราะบางในชุมชน หลายครั้งสิ่งที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงการรักษา ไม่ใช่แค่การไม่มีเงิน แต่คือความไม่เข้าใจระบบ และการไม่มีใครช่วยประสานในวันที่เกิดปัญหา
ศิริพร สวัสดี คนทำงานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง และเครือข่ายช่วยเหลือผู้ใช้สิทธิบัตรทองในชุมชนบ้านกล้วย เขตคลองเตย หนึ่งในคนที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ เชื่อมระหว่างประชาชนกับระบบสาธารณสุขมานานหลายปี แม้เธอจะบอกว่าไม่ได้มีตำแหน่งหรืออำนาจอะไร แต่สิ่งที่เธอพยายามทำมาตลอด คือการช่วยให้คนในชุมชนเข้าถึงสิทธิที่พวกเขาควรได้รับ
“ป้าเป็นเครือข่ายช่วยกัน ป้าไม่มีหน้าที่อะไร แต่มีหน้าที่ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ”
ศิริพรเล่าว่า บทบาทสำคัญคือการรับฟังและประสานช่วยเหลือ เมื่อมีคนในชุมชนประสบปัญหาจากการรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไม่ถึงสิทธิ การถูกเรียกเก็บเงินเกินสิทธิ หรือได้รับผลกระทบจากการรักษา ซึ่งทุกครั้งที่มีคนมาขอความช่วยเหลือ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ถามให้ละเอียดเพื่อทำความเข้าใจว่า ปัญหาเกิดจากอะไรและควรประสานต่อไปยังหน่วยงานใด
“มีเพื่อนต่างชุมชน ถ้ามีปัญหาก็โทรหาปรึกษากัน เพื่อจะได้ช่วยให้เข้าถึงสิทธิให้ได้”
ทั้งนี้ ในการทำงานต้องอาศัยการประสานกับเครือข่ายระดับพื้นที่ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาและส่งต่อเรื่องร้องเรียนที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยปัญหาที่เครือข่ายได้รับเรื่องร้องเรียนมีหลากหลาย ตั้งแต่การเข้าไม่ถึงสิทธิรักษา การร้องเรียนเรื่องบริการ ไปจนถึงปัญหาการส่งต่อผู้ป่วย โดยเครือข่ายในแต่ละชุมชนจะคอยช่วยเหลือและปรึกษากันตลอดเวลา
เชื่อมงานสุขภาพกับงานสังคม
นอกจากทำงานด้านคุ้มครองสิทธิสุขภาพ ศิริพรยังทำงานเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) มาตั้งแต่ปี 2547 และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ไปพร้อมกัน ทำให้การช่วยเหลือคนในชุมชนเชื่อมโยงกันได้ทั้งเรื่องสุขภาพและปัญหาสังคม
“อสส.ดูแลเรื่องการเจ็บป่วย ส่วน อพม.ดูเรื่องครอบครัว ถ้าครอบครัวไหนต้องการความช่วยเหลือ เราก็ประสาน อพม.”
นอกจากนี้ ศิริพรยังได้เชื่อมโยงกับองค์กรและมูลนิธิต่างๆ ในพื้นที่คลองเตย เช่น มูลนิธิดวงประทีป เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และครอบครัวเปราะบาง ทั้งเรื่องอาหาร ของใช้ และการประสานหน่วยงานภายนอก อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อมั่นว่า พลังสำคัญที่สุดยังคงเป็น ‘คนในชุมชน’ ที่ต้องช่วยเหลือกันเองก่อน
“จริงๆ แล้ว คนในชุมชนต้องช่วยกันก่อน ถ้ามันเหลือบ่ากว่าแรง เราค่อยประสานหน่วยงาน”
นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ให้ความสำคัญมาก คือการดูแลผู้สูงอายุไม่ให้เข้าสู่ภาวะติดเตียง โดยใช้การเฝ้าระวังเชิงรุกในชุมชน โดยจะมีการติดตามผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด ชวนทำกายภาพ ออกกำลังกาย และดึงลูกหลานเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล เพราะในชุมชนมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยคน และหลายคนเป็นผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือดสูง ทำให้การป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นเรื่องสำคัญมาก
“เราให้ความสำคัญกับการป้องกัน โดยจะพยายามติดตามคนที่เริ่มมีความเสี่ยง วัดความดัน ชวนทำกายภาพ และให้ลูกหลานเข้ามามีส่วนร่วมดูแล เพราะหากเริ่มติดเตียงแล้วจะดูแลยากขึ้นมาก ถ้าคนในบ้านเอาใจใส่กันดี ผู้ป่วยก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
ยกเลิกสัญญา 9 โรงพยาบาล สู่จุดเริ่มต้นของ ‘แพทย์ทางร่วม’
หลังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยกเลิกสัญญาโรงพยาบาลเอกชน 9 แห่ง เมื่อปี 2565 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องเร่งย้ายสิทธิรักษา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เครือข่ายในพื้นที่รวมตัวกันจัดตั้งโครงการ ‘แพทย์ทางร่วม’ เพื่อช่วยเหลือประชาชนใน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนสวนอ้อย ชุมชนใต้ทางด่วนฉลองรัช และชุมชนบ้านกล้วย
“ช่วงที่ 9 โรงพยาบาลยกเลิก มันวุ่นวายมาก ตอนนั้นมันมีปัญหาเยอะมาก เราก็พยายามช่วยให้เขาย้ายสิทธิ ดูว่าโรงพยาบาลไหนยังรับอยู่ แล้วก็ช่วยเช็กข้อมูลให้ ใครเก่งเรื่องไหนก็ช่วยกัน”
การทำงานในช่วงนั้นเป็นการอาศัยความร่วมมือจากคนในชุมชน ทุกคนช่วยกันตามความสามารถของตัวเอง ทั้งการประสานข้อมูล การช่วยกรอกเอกสาร และการสอนให้ชาวบ้านจัดการสิทธิของตัวเองได้ ซึ่งการสร้างความรู้ให้คนในชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเครือข่ายไม่สามารถช่วยเหลือได้ทุกกรณีตลอดเวลา
“เดี๋ยวนี้ป้าพยายามทำให้คนในชุมชนย้ายสิทธิเองได้ เด็กวัยรุ่นเก่ง ก็ให้มาช่วยสอน อย่างน้อยเขาจะได้ดูแลคนในบ้านตัวเองหรือคนข้างเคียงได้ เพราะบางทีมันฉุกเฉิน ป้าไปไม่ทัน”
หลังผ่านวิกฤตการย้ายสิทธิ เครือข่ายเริ่มเห็นอีกปัญหาสำคัญคือ ผู้สูงอายุจำนวนมากเดินทางไปโรงพยาบาลลำบาก ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายสูง บางครั้งเมื่อเดินทางไปถึงโรงพยาบาล กลับถูกแจ้งให้กลับมาเอาใบส่งตัว ทำให้ต้องเสียค่าเดินทางเพิ่ม ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายจึงพยายามผลักดันระบบดูแลสุขภาพใกล้บ้านมากขึ้น ทั้งการประสานให้มีแพทย์เข้ามาที่ศูนย์ชุมชน และการใช้ระบบพบแพทย์ออนไลน์ และ ‘ตู้ห่วงใย’ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพให้กับผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่เจ็บป่วยเล็กน้อย ที่ต้องการหาหมอเพื่อวินิจฉัยอาการ แต่ไม่สะดวกเดินทางไปรับบริการที่หน่วยบริการปฐมภูมิ
“ผู้สูงอายุต้องนั่งรถหลายต่อ ค่าเดินทางแต่ละครั้ง 400 บาท ซึ่งเป็นค่ากินค่าอยู่ของเขาเลย แต่ตอนนี้สามารถพบแพทย์ผ่านโทรศัพท์หรือระบบออนไลน์ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์และรับยาได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล พอคุยกันเดี๋ยวก็มียามาส่ง ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มาก”
เสียงจากคลองเตยในวันที่วิกฤตโควิดถาโถม
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 พื้นที่คลองเตยถือเป็นหนึ่งในชุมชนเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ด้วยความแออัดของชุมชนและข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทำให้การควบคุมโรคและการเข้าถึงการรักษาเต็มไปด้วยความยากลำบาก ศิริพรเล่าย้อนถึงสถานการณ์ในเวลานั้นว่า ทุกอย่างเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งเรื่องยา วัคซีน เตียงรักษา และความหวาดกลัวของผู้คนในชุมชน เธอและเครือข่ายชุมชนจึงช่วยประคองสถานการณ์ทีละจุด โดยเริ่มจากการคอยให้ข้อมูล สังเกตอาการ และประเมินว่าผู้ป่วยคนใดควรส่งต่อรักษา
“ช่วงโควิด คนคลองเตยติดกันเยอะมาก ยา วัคซีน อะไรก็ไม่มี วุ่นวายกันไปหมด คนพอติดมาก็กระวนกระวายกัน เราก็บอกว่าไม่ต้องตกใจ ค่อยๆ ดูอาการ ถ้าเป็นไข้หนักก็ประสานว่าจะส่งไปที่ไหน แต่ตอนนั้นถึงมีสิทธิบัตรทอง โรงพยาบาลก็เต็ม ไม่รับคนแล้ว”
ศิริพรกล่าวว่า สิทธิบัตรทองมีบทบาทสำคัญมากในช่วงโควิด-19 เพราะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาโดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ปัญหาสำคัญคือ ระบบสาธารณสุขในเวลานั้นรับคนไม่ไหว เมื่อระบบสาธารณสุขรองรับผู้ป่วยไม่เพียงพอ ชุมชนคลองเตยจึงต้องจัดตั้ง ‘ศูนย์พักคอย’ ขึ้นบริเวณวัดสะพาน เพื่อใช้เป็นพื้นที่ดูแลผู้ติดเชื้อระหว่างรอเข้ารับการรักษา ศูนย์พักคอยแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือของคนในชุมชน และเครือข่ายอาสาสมัคร ที่พยายามดูแลผู้ป่วยเท่าที่จะทำได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“สิทธิบัตรทองช่วยได้มากในช่วงโควิด แต่โรงพยาบาลเต็มจนเกินขีดความสามารถ จึงต้องตั้งศูนย์พักคอยและศูนย์พักพิงขึ้นมาช่วยกันดูแล ถ้าตรงไหนรับไม่ได้ ก็ทยอยมาอยู่ศูนย์พักคอยก่อน เหมือนเป็นศูนย์กักตัว แล้วหลวงพ่อก็ช่วยประสานโรงพยาบาลเข้ามาดู ชุมชนคลองเตยหนาแน่น ตอนนั้นเผาศพจนเตาจะพัง ตายกันเยอะมาก ชุมชนป้าติดกันเป็นร้อย คนตาย 6 คน”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตดังกล่าว ชุมชนคลองเตยมีการจัดระบบดูแลกันเอง โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 5 กลุ่มย่อย เพื่อรับผิดชอบแต่ละพื้นที่ในชุมชน หากบ้านใดมีผู้ติดเชื้อ ทีมงานจะช่วยกันเฝ้าระวัง ไม่ให้ผู้ติดเชื้อออกนอกบ้าน พร้อมแจกอุปกรณ์วัดไข้และวัดออกซิเจนให้แต่ละครอบครัวติดตามอาการด้วยตัวเอง โดยข้อมูลอาการของผู้ป่วยแต่ละคน จะถูกรวบรวมส่งต่อมายังเครือข่ายอาสาสมัคร เพื่อใช้ประเมินอาการและประสานเรื่องยา รวมถึงการส่งต่อรักษาเมื่อจำเป็น
“ป้าคอยเอายาไปส่งให้ วัดไข้ วัดออกซิเจน แจกเครื่องให้คนละชุด ของใครของมัน แล้วให้จดอาการไว้ ต่างคนต่างจด แล้วเอามาใส่กระเป๋าป้า ป้าก็เอาไปรวม แล้วไปรับยามาให้”
การสร้างความรู้เรื่อง ‘สิทธิรักษา’ ในชุมชน
“ตอนนี้คนเริ่มรู้เรื่องสิทธิมากขึ้น มีปัญหาก็โทรหากันได้”
ศิริพรกล่าวว่า ปัจจุบันคนในคลองเตยเริ่มเข้าใจเรื่องสิทธิรักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะมีเครือข่ายในชุมชนคอยให้ข้อมูล อธิบายขั้นตอน และช่วยประสานเมื่อเกิดปัญหา ทำให้คนเริ่มรู้ว่า ตัวเองใช้สิทธิรักษาที่ไหน ต้องเริ่มเข้ารับบริการที่หน่วยปฐมภูมิใด รวมถึงรู้วิธีย้ายสิทธิบัตรทองและการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เมื่อมีปัญหาก็สามารถโทรปรึกษาหรือสอบถามกันได้ทันที
ที่ผ่านมา หนึ่งในปัญหาที่พบอยู่บ่อยคือ แรงงานหรือประชาชนจากต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แต่ยังไม่ได้ย้ายสิทธิบัตรทอง ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้ารับการรักษา เพราะยังต้องกลับไปใช้สิทธิที่ภูมิลำเนาเดิม
นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันจะมีนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ แต่ในทางปฏิบัติ ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ยังสับสนเรื่องขั้นตอนการใช้บริการ การส่งต่อผู้ป่วย และระบบปฐมภูมิ ทำให้หลายครั้งไม่เข้าใจว่า ต้องเริ่มรักษาที่หน่วยบริการใดก่อน
อีกปัญหาที่พบเป็นประจำคือ ผู้ป่วยเดินทางไปรับยาแล้วไม่พบเภสัชกร ทำให้ต้องเสียทั้งเวลาและค่าเดินทางหลายรอบ เครือข่ายชุมชนจึงพยายามประสานกับหน่วยบริการ ให้แจ้งช่วงเวลาที่เภสัชกรอยู่ประจำอย่างชัดเจน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและความลำบากของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนรายได้น้อย
บัตรทองเป็นประโยชน์กับคนจน
ทุกวันนี้ คนในชุมชนเริ่มตื่นตัวเรื่องข้อมูลสุขภาพมากขึ้น คนในบ้านรู้ว่า ตัวเองใช้สิทธิรักษาที่ไหน ต้องติดต่อใคร และช่วยดูแลกันในยามฉุกเฉินได้ สำหรับศิริพร ‘เครือข่าย’ คือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนช่วยกันเรียนรู้ แก้ปัญหา และผลักดันข้อเสนอไปยังหน่วยงานรัฐร่วมกัน
“20 กว่าปีที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน อะไรไม่รู้ก็ถามคนอื่น แล้วก็ส่งต่อความรู้ให้คนที่ยังไม่เข้าใจ”
แม้ระบบหลักประกันสุขภาพจะพัฒนาขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก แต่ศิริพรมองว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องการความเข้าใจและการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังสับสนกับระบบรักษาพยาบาลในปัจจุบัน และในฐานะคนทำงานชุมชนที่เห็นความทุกข์ของผู้คนมาตลอดกว่า 20 ปี เธอยืนยันหนักแน่นว่า ระบบบัตรทองยังเป็นหลักประกันสำคัญของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม
“บัตรทองเป็นประโยชน์กับคนจนจริงๆ เป็นประโยชน์กับรากหญ้า ป้ายังกลัวเลย ถ้าเกิดยกเลิก คนเหล่านี้ ใครจะรับผิดชอบชีวิตเขา”




