มีบางภาพในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เราไม่ได้จดจำเพราะความสวยงาม แต่จดจำเพราะความเจ็บปวด
ภาพถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคม 2535 คือภาพนั้น ราชดำเนินเป็นถนนสายเดียวกับที่มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง เป็นถนนสายเดียวกับที่มุ่งหน้าไปยังพระบรมมหาราชวัง แต่ในเดือนพฤษภาคม 2535 ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยควันไฟ เสียงปืน และเลือดเนื้อของประชาชนที่ล้มลงเพียงเพราะออกมาชุมนุมด้วยข้อเรียกร้องสั้นๆ ง่ายๆ คือ ขอให้ พลเอก สุจินดา คราประยูร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ผลลัพธ์ของเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ถูกอธิบายออกไปหลากหลาย บ้างบอกว่าเป็นอีกครั้งของความพ่ายแพ้ เพราะประชาชนจำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตายเพื่อประชาธิปไตยอีกครั้ง
ขณะที่อีกส่วนก็บอกว่าเป็นชัยชนะ เพราะเหตุการณ์วันนั้น สามารถเอา ‘ทหาร’ ออกจากการเมืองไทยได้ และทำให้ประเทศนี้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดอย่างรัฐธรรมนูญ 2540
และถึงอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เหตุการณ์ครั้งนั้นคือหมุดหมายสำคัญในการต่อสู้กับเผด็จการ เป็นอีกครั้งที่ประชาชนมือเปล่าลุกขึ้นสู้ และสุดท้ายก็สู้จนสำเร็จ เมื่อ พลเอกสุจินดาต้องพ้นจากตำแหน่ง
แต่เรื่องราวไม่ได้โรแมนติกเช่นนั้น ข้างหลังภาพนั้นมีทั้งความตาย การสูญหาย การช่วงชิงอำนาจในฝั่งทหาร และความจริงสุดท้ายที่ปิดตายด้วยกฎหมาย ‘นิรโทษกรรม’ เพราะแม้จะมีประชาชนเสียชีวิต 44 คน สูญหาย 48 คน และบาดเจ็บอีก 1,728 คน แต่จนถึงวันนี้ ไม่มีใครต้องรับโทษแม้แต่คนเดียว
บางที โศกนาฏกรรมของเดือนพฤษภาคมปีนั้น อาจไม่ได้อยู่แค่ในคืนที่ทหารลั่นไกปืนใส่ประชาชน และจบลงด้วยการ ‘เข้าเฝ้า’ ของพลเอกสุจินดา และพลตรี จำลอง ศรีเมือง
แต่โศกนาฏกรรมที่มากกว่า คือการที่ประเทศนี้ปล่อยให้คนตายกลายเป็นเพียงตัวเลขในประวัติศาสตร์ ขณะที่ผู้มีอำนาจเดินออกจากฉากไปอย่างปลอดภัยเสมอ
The Momentum ชวนย้อนกลับไปมองภาพอดีต เล่าเรื่องราวและความหมายที่อยู่หลังภาพเหล่านี้ เพื่อเป็น ‘บทเรียน’ และหวังว่าสักวันหนึ่ง เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก
1. รัฐประหารโดย รสช.
ช่วงสายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เสียงประกาศ ‘คณะปฏิวัติ’ ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกสุจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ยึดอำนาจรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
รสช.อ้างเหตุสำคัญ และเป็นเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร นั่นคือรัฐบาลพลเอกชาติชายมีการคอร์รัปชันครั้งมโหฬาร การแทรกแซงข้าราชการ เผด็จการทางรัฐสภา ทำลายสถาบันทหาร รวมถึงบิดเบือนคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์
รัฐประหารเริ่มต้นบนเครื่องบิน เมื่อพลเอกชาติชายเตรียมนำ พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ไปเข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเครื่องบินแล่นออกจากสนามบินได้เพียงไม่กี่นาที ทหารก็ทำรัฐประหารบนเครื่องบิน มีคำสั่งให้จับตัวนายกฯ ชาติชาย และผู้ร่วมทริปทุกคนไว้ การรัฐประหารที่เป็น ‘ธรรมเนียมปฏิบัติ’ ของการเมืองไทยก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
หลังการรัฐประหาร รสช.ตั้ง ‘อานันท์ ปันยารชุน’ นักธุรกิจมืออาชีพและอดีตนักการทูต เป็นนายกฯ อานันท์ประกาศว่า จะอยู่เพียง 1 ปี และเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ ขณะที่ รสช.ประกาศสอบสวนนักการเมืองทุกคนในรัฐบาลที่ร่ำรวยผิดปกติ พร้อมกับประกาศร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
ปลายปี 2534 รัฐธรรมนูญ ฉบับ รสช.ก็คลอดออกมา อานันท์รีบจัดให้มีการเลือกตั้ง ขณะที่ รสช.ก็ตั้งพรรคการเมือง โดยรวบรวมเอานักการเมืองที่เคยถูกกล่าวหาว่าทุจริตเข้าพรรคด้วย ภายใต้ชื่อพรรค ‘สามัคคีธรรม’
พรรคสามัคคีธรรมได้คะแนนเสียงเลือกตั้งมากเป็นอันดับ 1 ในคราแรก พลเอกสุจินดาประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อ ณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมถูกกล่าวหาว่า อาจพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด ชื่อของพลเอกสุจินดาก็กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงสนับสนุนของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล
7 เมษายน 2535 พลเอกสุจินดาประกาศ ‘เสียสัตย์เพื่อชาติ’ ต้องกลับมารับตำแหน่งนายกฯ ทั้งที่เคยประกาศไว้ว่าจะไม่รับ
“ผมจำเป็นต้องเสียสัตย์ที่เคยกล่าวไว้ว่า จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะความเป็นทหารที่เรามีคติประจำใจว่า เรายอมเสียสละได้เพื่อประเทศชาติ… การเสียชื่อเสียง เสียสัจจะวาจาก็อาจเป็นความจำเป็น”
นั่นทำให้การชุมนุมเริ่มต้นขึ้นบริเวณท้องสนามหลวงและอาคารรัฐสภา ตั้งแต่เดือนเมษายนต่อเนื่องมายังต้นเดือนพฤษภาคม โดยมีพลตรีจำลองเป็นผู้นำการชุมนุม และมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านอีก 4 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเอกภาพ พรรคความหวังใหม่ และพรรคพลังธรรม เป็นแนวร่วม
ในวันแถลงนโยบาย พลเอกสุจินดาประกาศว่า ต้องการเข้ามาขัดขวางระบอบ ‘สภาเปรซีเดียม’ (ซึ่งตั้งใจหมายถึง การต่อต้านแนวคิดของ พลเอก ชวลิต จงใจยุทธ) และขัดขวางการตั้งศาสนาใหม่ (ซึ่งตั้งใจหมายถึง การสนับสนุนกลุ่มสันติอโศกของพลตรีจำลอง)
เหตุผลดังกล่าวทำให้การชุมนุมร้อนแรงมากยิ่งขึ้น
2. สะพานผ่านฟ้า-เมื่อเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น
วันที่ 17 พฤษภาคม 2535 ท้องสนามหลวงคือศูนย์กลางการชุมนุมต่อต้านพลเอกสุจินดา โดยก่อนหน้านั้น พลตรีจำลองได้นำการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้พลเอกสุจินดาลาออกจากตำแหน่งมาหลายครั้ง การชุมนุมยืดเยื้อ สลับหยุดชุมนุม แต่รัฐบาลยังไม่มีทีท่าว่าจะถอย
เย็นวันนั้น พลตรีจำลองนัดผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนจากท้องสนามหลวงกลับไปยังทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการกดดันให้ผู้นำรัฐบาลลาออก แต่คือการยืนยันหลักการสำคัญว่า นายกฯ ควรมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร
แต่การเคลื่อนขบวนครั้งนั้น ไม่เคยไปถึงทำเนียบรัฐบาล
ราว 21.00 น. ผู้ชุมนุมเข้ารื้อลวดหนามบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมคนหนึ่งที่ปีนขึ้นไปยังรถดับเพลิงถูกลากลงมาทุบ และเริ่มมีผู้ชุมนุมบาดเจ็บจากความพยายามสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า
กลางดึกคืนนั้น ยังเกิดเหตุชุลมุนยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อชายฉกรรจ์หัวเกรียน สวมเสื้อเกราะ ซึ่งถูกระบุในตอนแรกว่าเป็น ‘มือที่สาม’ บุกเข้าไปเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน และสถานีดับเพลิงภูเขาทอง รัฐบาลพลเอกสุจินดาจึงตัดสินใจนำกำลังทหารออกมาจัดการกับผู้ชุมนุม พร้อมประกาศใช้แผน ‘ไพรีพินาศ’ จัดการกับผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด
กลางดึกต่อเนื่องถึงเช้าวันนั้น กองกำลังทหารเริ่มใช้ ‘กระสุนจริง’ สาดใส่ผู้ชุมนุมจนเริ่มมีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
03.00 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจประกาศ “ขณะนี้ พลตรี จำลอง ศรีเมือง และผู้ก่อจลาจลได้เผาทำลายยานพาหนะของทางราชการและประชาชนไม่น้อยกว่า 10 คัน และมีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นยังได้เผาสถานีตำรวจดับเพลิงภูเขาทอง กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน และเข้ายึดสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ปล่อยผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ และมีแนวโน้มจะทำลายสถานที่ราชการอื่นๆ ต่อไป
“กลุ่มก่อจลาจลภายใต้การนำของพลตรี จำลอง ศรีเมือง ที่เข้ายึดกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมิได้ต่อสู้ ได้เข้ายึดอาวุธ บังคับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอดเครื่องแบบ กราบขอชีวิตต่อผู้ก่อจลาจล” แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจระบุ
3. ใครเผา สน.นางเลิ้ง?
เหตุเผา สน.นางเลิ้ง สถานีดับเพลิงภูเขาทอง และกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญทำให้รัฐบาลใช้กำลังทหารจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด รวมถึงจับกุมพลตรีจำลองในเวลาต่อมา
คำถามก็คือ ใครเผา และเผาไปทำไม
พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนร่วมรุ่น จปร.7 ของพลตรีจำลอง ได้เฉลยภายหลังในรายการ ‘จับเข่าคุย’ ของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ในปี 2550 ว่า เขาอยู่เบื้องหลังการนำกำลังไปเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งเมื่อกลางดึกวันที่ 17 พฤษภาคม ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 พร้อมกับระบุว่า “วันไหนที่ทหารใช้กำลังเข้าปราบประชาชน วันนั้นเราชนะ”
“เราไม่ใช่มือที่สาม ที่จริงไม่ใช่ เราคือมือที่หนึ่ง” พลเอกพัลลภให้สัมภาษณ์
ช่วงบ่ายวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ทหารนำกำลังเข้าจับกุมพลตรีจำลองขณะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และหลังจากวันนั้น สถานการณ์ม็อบที่ไม่มีแกนนำก็เต็มไปด้วยความโกลาหล
4. ม็อบที่ไร้แกนนำ
หลังพลตรีจำลองถูกจับช่วงบ่ายวันนั้น การชุมนุมเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ผู้ชุมนุมเริ่มปะทะกับทหารในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นแนวรบบริเวณถนนราชดำเนิน บางลำพู หลานหลวง ซึ่งเป็นถนนที่มุ่งเข้าสู่ถนนราชดำเนิน เมื่อผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยกลายเป็น ‘ผู้ก่อความไม่สงบ’ ทหารจึงเริ่มใช้กำลังได้เต็มพิกัด
คืนวันนั้น มีเหตุการณ์สำคัญอีกหลายเหตุการณ์ เหตุการณ์แรก คือเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมยึดรถเมล์เพื่อเคลื่อนเข้าใส่แนวทหารบริเวณหน้าอาคารสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมาก และเหตุการณ์ที่ทหารนำกำลังเข้าสลายการชุมนุมในโรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยปฐมพยาบาล รวมถึงเป็นที่ทำงานของผู้สื่อข่าวจากทั่วโลก
ในเวลาเดียวกัน ม็อบที่ไร้แกนนำยังเผาอาคารที่ทำการของรัฐในบริเวณข้างเคียงเพื่อสะท้อนความไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อาคารกรมสรรพากร และอาคารกรมประชาสัมพันธ์
และเป็นห้วงเวลาเดียวกันกับที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเหตุสลายการชุมนุมและจากม็อบที่ไร้แกนนำ
5. กลุ่มมอเตอร์ไซค์ อีกปริศนาเดือนพฤษภาคม 2535
กลางดึกวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ถนนราชดำเนินเต็มไปด้วยเปลวเพลิง ผู้ชุมนุมแตกไปคนละทิศละทางจาก ‘กระสุนจริง’ การจับกุมแกนนำอย่างพลตรีจำลอง และจำนวนศพที่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เกิดขบวนการใหม่ขึ้นมาเป็น ‘กลุ่มมอเตอร์ไซค์’
คืนวันนั้น มอเตอร์ไซค์นับพันคันวิ่งพล่านทั่วกรุงเทพฯ เผาทำลายป้อมตำรวจและสัญญาณไฟจราจร ขณะที่ฝ่ายทหารออก ‘หน่วยไล่ล่า’ กลุ่มมอเตอร์ไซค์ โดยมีทั้งการจับกุมและวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งหลายคนที่เป็นผู้บริสุทธิ์ก็โดนหางเลข ถูกสังหารไปด้วย
คำถามก็คือ แล้วกลุ่มมอเตอร์ไซค์เหล่านี้ เกิดจากประชาชนที่ไม่พอใจจริง หรือแท้จริงแล้วมีใครอยู่เบื้องหลัง
พลเอกพัลลภให้สัมภาษณ์กับ วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารในภายหลังว่า “เป็นม็อบของพี่จิ๋วเขา (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นมา เป็นม็อบของพรรคที่นาวาอากาศตรีประสงค์มองว่า มอเตอร์ไซค์จะใช้เป็นหัวคะแนน ตั้งมา 4,000 คน พอดีเกิดเหตุการณ์ก็เลยเอามาใช้”
กลุ่มมอเตอร์ไซค์นับพันคัน ยังเป็นกำลังสำคัญในการนำทางการชุมนุมไปยังพื้นที่ชุมนุมแห่งใหม่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 หรืออีก 1 วันให้หลัง
6. เริ่มต้นใหม่ที่ ‘รามคำแหง’
ช่วงบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 พลเอกสุจินดาออกแถลงการณ์ระบุตอนหนึ่งว่า การชุมนุมในช่วงที่ผ่านมาได้ตกเป็นเครื่องมือของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ต้องการแสวงหาอำนาจ หรือต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปเป็นการปกครองระบอบอื่น
ขณะเดียวกัน พลเอกสุจินดายังเชื่อว่า ความรุนแรงในเหตุการณ์คืนวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 เป็นการกระทำของผู้ที่ชำนาญในการก่อวินาศกรรม รวมทั้งเป็นฝีมือของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ นายกฯ ยังระบุด้วยว่า สถานการณ์ได้กลับสู่ความสงบเรียบร้อย ไม่มีการชุมนุมใดๆ และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ
ในเวลาเดียวกันกับที่พลเอกสุจินดาแถลงข่าว ถนน 2 สายที่มุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือถนนพระรามเก้าและถนนลาดพร้าว เต็มไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ส่วนตัว เพราะในเวลานั้น สื่อมวลชนคือ โทรทัศน์และวิทยุ ทุกช่องเป็นของรัฐ รายงานเฉพาะข่าวจากฝั่งรัฐบาล ขณะที่ผู้ชุมนุมถูกป้ายสีเต็มที่ว่าเป็นผู้ก่อจลาจล
มหาวิทยาลัยรามคำแหงถือเป็นชัยภูมิที่ดีสำหรับการชุมนุม เพราะอยู่ห่างจากถนนราชดำเนินซึ่งกลายเป็น ‘เมืองร้าง’ เป็นที่เรียบร้อย และมีกำลังทหารเต็มอัตราศึก ขณะที่ถนนโดยรอบถนนราชดำเนินกลางก็ถูกปิดล้อมไปแล้วทั้งหมด
วันที่ 20 พฤษภาคม 2535 มีข่าวลือหนาหูว่า ถึงที่สุด รัฐบาลจะเข้าสลายการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงช่วงกลางดึกวันนั้น โดยมีการเตรียมปืนใหญ่ รถถัง และอาวุธหนักครบมือ และได้วางแผนล้อมมหาวิทยาลัยรามคำแหงไว้เรียบร้อย
แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีข่าวลือว่าเรื่องยุติแล้ว เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เรียกพลเอกสุจินดาและพลตรีจำลองเข้าเฝ้าฯ พร้อมด้วย สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีในเวลานั้น
“ถ้าหากว่าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่จะล่มจมลงไป แล้วทำให้ประเทศไทยที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดีเป็นเวลานาน กลายเป็นประเทศที่ไม่มีความหมายหรือมีความหมายในทางลบเป็นอย่างมาก” คือความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9
หลังพระราชดำรัสจบลง วันรุ่งขึ้นมีการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว และพลเอกสุจินดาลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 นักวิชาการหลายคนวิเคราะห์กันภายหลังระบุว่าเป็น ‘จุดสูงสุด’ ของอำนาจนำและพระบารมีในการแก้วิกฤตการเมืองของในหลวงรัชกาลที่ 9
ผลที่ตามมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องหลายวันคือ ทหารออกจากกรมกองไม่ได้นานอีกหลายปี ประเทศไทย เดินหน้าไปสู่จุดที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เป็นต้นทางของรัฐธรรมนูญ 2540
ขณะที่การปิดกั้นสื่อโดยรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ นำมาซึ่งการตั้งสถานีโทรทัศน์ iTV หรือ Independent Television ในอีก 3 ปีถัดมา
7. ว่าด้วย ‘ศพ’ ที่หายไป และการ ‘ลอยนวลพ้นผิด’ ของผู้ออกคำสั่งฆ่า
หลังเสียงปืนเงียบลง หลังถนนราชดำเนินถูกล้างคราบเลือด และหลังพลเอกสุจินดาลาออกจากตำแหน่งนายกฯ คำถามใหญ่ที่ยังคงอยู่คือ คนตายตายอย่างไร ใครเป็นคนสั่งยิง ใครเป็นคนลั่นไก และที่สำคัญที่สุดคือ ศพของผู้สูญหายหายไปอยู่ที่ไหน
ตัวเลขทางการระบุว่า เหตุการณ์พฤษภา 35 มีผู้เสียชีวิต 44 คน สูญหาย 48 คน และบาดเจ็บ 1,728 คน แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญเสีย ตัวเลขเหล่านี้ไม่เคยเป็นเพียงสถิติ เพราะทุกชื่อคือคนจริง ทุกศพคือชีวิตจริง และทุกการสูญหายคือบาดแผล
ตัวเลขศพที่สูญหาย หลายคนกล่าวกันว่าอาจสูงเกินกว่านี้มาก ทว่า ทางการและญาติผู้เสียหายรวบรวมไว้ได้เพียงเท่านี้
หนึ่งในข่าวลือและคำบอกเล่าที่ตามหลอกหลอนเหตุการณ์ครั้งนั้นคือ เรื่อง ‘ศพ’ ที่ถูกเคลื่อนย้ายออกไปหลังการสลายการชุมนุม บ้างบอกว่านำไปทิ้งทะเล บ้างบอกว่านำไปทิ้งไว้ในบ่อจระเข้ และบ้างก็บอกว่านำไปฝังไว้ในค่ายทหาร
ในการรำลึกทุกปี ยังมีญาติผู้เสียชีวิตที่ตั้งคำถามว่า ศพลูก ศพญาติพี่น้องสูญหายไปไหน และทุกปี สิ่งที่ตามมาคือความเงียบงัน
ความน่าสะพรึงของเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคมปีนั้นจึงไม่ได้อยู่แค่การที่รัฐใช้กระสุนจริงกับประชาชนมือเปล่า แต่อยู่ที่การที่รัฐสามารถทำให้ความตายจำนวนหนึ่งพร่าเลือน กลายเป็นข่าวลือ กลายเป็นคำบอกเล่า กลายเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ และสุดท้ายกลายเป็นความเงียบในประวัติศาสตร์
ยิ่งไปกว่านั้น ความยุติธรรมยังถูกปิดตายด้วยกลไกทางกฎหมาย
หลังเหตุการณ์ผ่านไปไม่นาน มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม 2535 เท่ากับว่า ผู้สั่งการ ผู้ปฏิบัติการ และผู้มีส่วนในโครงสร้างอำนาจที่นำไปสู่ความตายของประชาชนจำนวนมาก ต่างได้รับการคุ้มครองจากการเอาผิด
ไม่มีนายทหารคนใดต้องรับโทษ ไม่มีผู้สั่งการคนใดถูกตัดสินว่ามีความผิด ไม่มีคำพิพากษาใดชี้ชัดว่าใครต้องรับผิดชอบต่อศพบนถนนราชดำเนิน และไม่มีคำตอบสุดท้ายให้กับครอบครัวของผู้สูญหาย
นี่คือมรดกที่มืดมิดที่สุดของพฤษภา 35 เพราะแม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะถูกเล่าซ้ำในฐานะชัยชนะของประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญ 2540 และเป็นบทเรียนสำคัญว่า ทหารไม่ควรสืบทอดอำนาจผ่านการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า เมื่อรัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน รัฐไทยสามารถพาผู้มีอำนาจออกจากฉากได้อย่างปลอดภัยเสมอ
ประชาชนถูกจดจำในฐานะผู้เสียสละ แต่ผู้สั่งฆ่าถูกปล่อยให้กลายเป็นอดีต ผู้มีอำนาจบางคนยังคงมีชีวิตยืนยาวต่อไปในฐานะบุคคลสำคัญของประเทศ และยังมีคนมาอวยพรวันเกิดในทุกๆ ปี
เหตุการณ์พฤษภา 35 จึงไม่ได้จบลงจริงในวันที่พลเอกสุจินดาลาออก ไม่ได้จบลงในวันที่ประเทศมีรัฐธรรมนูญ 2540 หากยังค้างคาอยู่ในรายชื่อของผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และภายใต้คำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบว่า ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเลือดเนื้อของประชาชน
สิ่งที่หายไปในเดือนพฤษภาคม 2535 ไม่ใช่แค่ศพของผู้สูญหายเท่านั้น แต่คือความยุติธรรมทั้งระบบ
และการ ‘ลอยนวลพ้นผิด’ แบบไทยๆ ที่คงอยู่เสมอมา และจะเป็นเช่นนี้… ตลอดไป
Tags: กองทัพไทย, พฤษภาทมิฬ, นิรโทษกรรม, ถนนราชดำเนิน, การเมืองไทย, รสช, ประวัติศาสตร์, พฤษภา 35, สุจินดา คราประยูร, จำลอง ศรีเมือง, สิทธิมนุษยชน, รัฐธรรมนูญ 2540, การชุมนุม, เหตุการณ์ทางการเมือง, ประวัติศาสตร์การเมือง




