เจสซี บักลีย์ เพิ่งคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Hamnet (2025) และถือเป็นนักแสดงหญิงชาวไอริชคนแรกที่คว้ารางวัลสาขานี้ เธอรับบทในหนังเป็น แอกเนส ภรรยาของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (พอล เมสเคล) ผู้อ่อนโยนและแนบชิดชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เธอให้กำเนิดลูกสาวคนโตและตามมาด้วยฝาแฝดชายหญิง จูดิทกับแฮมเน็ต แต่ในยามที่กาฬโรคระบาดในยุโรป โรคร้ายพรากเอาชีวิตของแฮมเน็ตไปต่อหน้าต่อตาของแอกเนส
อันที่จริง เราอาจจะพูดได้ว่าหัวใจหลักของหนังคือ การจับจ้องไปยังสภาพจิตใจของแอกเนส และการที่เชกสเปียร์ใช้งานประพันธ์เพื่อเยียวยา แล้วข้ามผ่านความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียลูก อย่างที่เชื่อกันว่า Hamlet งานเขียนเลื่องชื่อของเชกสเปียร์ คือการพูดถึงความตายและความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกผ่านโศกนาฏกรรม และหนังเกือบทั้งเรื่องล้วนเล่าผ่านสายตาของแอกเนส กับการแสดงระดับมหากาฬของบักลีย์
บักลีย์เป็นนักแสดงชาวไอริช เธอเติบโตในครอบครัวศิลปินโดยเฉพาะฝั่งแม่ที่เป็นนักร้อง ชีวิตวัยเด็กของเธอหมดไปกับการแสดงละครเวทีของโรงเรียน (ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วน และเธอต้องรับบทเป็นตัวละครชายอยู่บ่อยครั้ง) หัดร้องเพลงและเรียนเปียโน “สมมติฉันบอกว่า อยากทำเพลงหรืออยากเรียนเปียโน พ่อแม่ฉันก็จะสนับสนุนสิ่งที่ฉันสนใจแบบเต็มรูปแบบ ฉันถูกเลี้ยงมาแบบนี้เลยแหละ” บักลีย์เล่า
และนั่นอาจทำให้บักลีย์มีส่วนผสมของการเป็นนักแสดงเท่าๆ กันกับการเป็นนักร้องนักดนตรี ในปี 2008 เธอเข้าประกวดรายการ I’d Do Anything (2002) ที่เฟ้นหานักแสดงหน้าใหม่มารับบทนำในละครเวทีเรื่อง Oliver! และเธอไปไกลถึงอันดับ 2 แต่ประสบการณ์ในการเข้าแข่งขันก็ไม่สวยงามสำหรับเธอนัก บักลีย์เล่าว่า เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องรูปร่างหน้าตาจนส่งผลต่อความมั่นใจ และในปีเดียวกันนั้น เธอก็จัดคอนเสิร์ตการกุศลในเคาน์ตีทิปเปอเรรี เมืองเล็กๆ ของไอร์แลนด์ด้วย

ช่วงแรกของบักลีย์ เธอปรากฏตัวในละครเวทีอยู่บ่อยครั้ง งานที่ส่งให้เธอรู้จักเป็นวงกว้างคือ ซีรีส์ที่ออกฉายทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะจาก War & Peace (2016) มินิซีรีส์ของ BBC ที่นำแสดงโดยนักแสดงเบอร์ใหญ่ๆ อย่าง พอล ดาโน, ลิลี เจมส์ และเจมส์ นอร์ตัน
โดยบักลีย์รับบทเป็น มาเรีย บอลคอนสกาวา หญิงสาวเรียบๆ ที่อุทิศชีวิตให้ศาสนา นักวิจารณ์ต่างมองว่า เธอทำให้ตัวละคร ผู้ได้รับบรรยายว่าหน้าตาจืดชืดและเงียบเชียบ ที่อาจถูกจมหายอย่างมาเรีย มีชีวิตชีวาและตราตรึงเหลือเกิน

ขณะที่ในโลกภาพยนตร์ บักลีย์แจ้งเกิดระเบิดระเบ้อจาก Wild Rose (2018) ซึ่งส่งเธอชิงรางวัลจากเวทีบาฟตา จากการรับบทเป็น โรสลิน คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวชาวสกอตที่หลงใหลในดนตรีคันทรี และกระเสือกกระสนทำทุกทาง เพื่อให้ตัวเองได้แจ้งเกิดในฐานะนักดนตรี แต่ชีวิตก็ไม่ง่ายเลย เธอต้องไปทำงานแรงงาน เป็นแม่บ้าน เพื่อเก็บเงินทำตามความฝันในการเป็นนักดนตรีในเมือง ซึ่งดูไม่มีใครแยแสเธอเท่าไร ฝันใหญ่สุดของโรสลินคือ การได้ไปเยือนเมืองแนชวิลล์ในสหรัฐฯ เมืองซึ่งเธอเชื่อว่า เป็นขุมพลังสำคัญและรากของดนตรีคันทรีที่เธอลุ่มหลง
อาจจะพูดได้ว่า หนังเปิดโอกาสให้บักลีย์แสดงศักยภาพของเธอเต็มที่ ทั้งในฐานะนักแสดงและในฐานะนักดนตรี แม้ชีวิตจริงของบักลีย์จะไม่ได้หลงรักดนตรีคันทรีเท่าตัวละครก็ตาม “ตั้งแต่ต้นเรื่อง เราพบว่าเธอออกจากคุก แถมค้าเฮโรอีนเพื่อหาเงินไปทำตามความฝัน ซึ่งนั่นคือไปแนชวิลล์และเป็นนักร้องคันทรี” บักลีย์บอก “แต่คู่ขนานไปกับความรักที่มีต่อดนตรี เธอก็เป็นแม่ของเด็กอีก 2 คน ดังนั้นฉันคิดว่า สิ่งที่เธอต้องเผชิญคือ การต้องเลือกระหว่างความเป็นแม่ที่จะต้องเลี้ยงดูลูกในกลาสโกลว์กับการทำตามฝัน และนั่นแหละที่ทำให้เธอต้องรับมือกับวิกฤตของตัวตนน่ะ”

Wild Rose ส่งให้บักลีย์เป็นนักแสดงน่าจับตาจากไอร์แลนด์แทบจะในทันที โดยในปีเดียวกันนั้น เธอยังปรากฏตัวในซีรีส์จาก HBO อย่าง Chernobyl (2019) มินิซีรีส์ว่าด้วยภัยพิบัติครั้งใหญ่ของสหภาพโซเวียต เมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดอุบัติเหตุเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิดในปี 1986 โดยบักลีย์รับบทเป็น ลุดมิลลา ภรรยาของ วาสิลี (อดัม นากาอิทิส) นักดับเพลิงที่เข้าไปกอบกู้โรงไฟฟ้าหลังเกิดเหตุระเบิด และเป็นเหยื่อรายแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสารกัมมันตรังสี
ซีรีส์ยังเล่าเส้นเรื่องอื่นๆ คู่ขนานไปด้วยทั้ง วาเลอรี (จาเรด แฮร์ริส) รองผู้อำนวยการที่ต้องสืบสวนหาสาเหตุของการระเบิด, บอริส (สเตลลัน สการ์สการ์ด) นักการเมืองซึ่งตกที่นั่งลำบากหลังเกิดหายนะ รวมทั้ง อูลานา (เอมิลี วัตสัน) นักวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาช่วยค้นหาความจริง โดยในเวลาต่อมา ทั้งบักลีย์และวัตสันได้แสดงร่วมกันใน Hamnet ในบทแม่สามีและลูกสะใภ้ ที่แบ่งปันความโศกเศร้าของการเป็นแม่และการรับมือกับความตายร่วมกัน
บักลีย์เล่าว่า เธอค้นหาข้อมูลมหาศาลเพื่อรับบทเป็นลุดมิลลา หนึ่งในนั้นคือ การไล่อ่านบทความและหนังสือที่ว่าด้วยภัยพิบัติเชอร์โนบิล “มันมีหนังสือเรื่อง Voices from Chernobyl ที่ยังกับเป็นไบเบิลสำหรับฉันตอนเตรียมตัวและตอนถ่ายทำเลย มีเรื่องราวของตัวละครที่ฉันรับบทด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์มากทีเดียว” เธอเล่า “และฉันยังดูสารคดีต่างๆ ที่สัมภาษณ์เธอ ฉันคิดว่าเธอมีก้อนความเศร้าบางอย่างที่บีบคั้นเธอไว้ เป็นความเศร้าใหญ่โตที่เธอพูดไม่ได้น่ะ” ทั้งนี้ซีรีส์คว้ารางวัลซีรีส์แบบจำกัดตอนยอดเยี่ยม จากเวทีเอ็มมีและรางวัลลูกโลกทองคำด้วย

อีกหนึ่งบทบาทของบักลีย์ที่น่าจับตาคือ บทหญิงสาว ใน I’m Thinking of Ending Things (2020) หนังสุดเซอร์เรียลของ ชาร์ลี คอฟแมน ดัดแปลงจากงานเขียนชื่อเดียวกันของ เอียน รีด หลักใหญ่ใจความเล่าถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งรถฝ่าพายุหิมะกับแฟนหนุ่ม (เจสซี พลีมอนส์) เพื่อไปหาครอบครัวของเขาซึ่งอยู่ไกลลิบแห่งหนึ่ง และเมื่อถึงที่หมาย พ่อ (เดวิด ทิวลิส) และแม่ (โทนี คอลเลตส์) ของแฟนเธอก็ดูต้อนรับขับสู้เธออย่างดี
กระนั้นเธอกลับสัมผัสได้ถึงความพิกล ลักลั่นบางอย่างในบ้าน ตลอดจนเรื่องที่ว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหนังดูเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่ว่าจะเรื่องราวของตัวละคร เครื่องแต่งกายหรือรูปร่างหน้าตา จนมันดูคล้ายจะเป็นการสำรวจภาพความทรงจำของใครบางคน มากกว่าจะเป็นปัจจุบันขณะอย่างที่เธอหรือคนดูเข้าใจ
เดิมทีคอฟแมนแคสต์ บรี ลาร์สัน มารับบทนำ แต่ถึงที่สุดด้วยตารางงานและเงื่อนไขด้านเวลา ทำให้ลาร์สันไม่อาจร่วมงานกับเขาในหนังเรื่องนี้ได้ ยังผลให้คอฟแมนต้องควานหาตัวนักแสดงหญิงที่จะมารับบทเป็น ‘หญิงสาว’ ในหนัง และมีคนแนะนำให้เขาลองติดต่อไปหานักแสดงสาวชาวไอริชที่เขาไม่คุ้นชื่อดู “ไม่น่าเชื่อเลยว่า ผมจะไม่รู้จักเธอ” เขาเล่า “แต่ผมไม่คุ้นจริงๆ แต่ก็นั่นแหละ ผมตื่นเต้นเสมอที่จะได้เจอคนที่ผมยังไม่รู้จักมาก่อนน่ะ”
สำหรับบักลีย์เอง เธอคุ้นเคยกับงานของคอฟแมนจาก Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ซึ่งเขาเขียนบท ตามด้วย Anomalisa (2015) ซึ่งคอฟแมนเขียนบทและกำกับร่วมกับ ดุก จอห์นสัน “ฉันคิดว่าชาร์ลีอัจฉริยะสุดๆ ภาพจำในหัวที่ฉันมีต่อเขาเป็นแบบนั้นแหละ ไม่กล้าคิดหรอกค่ะว่าจะได้ร่วมงานกันในสักวัน กระทั่งสักปีที่ฉันบินจากอเมริกากลับไปไอร์แลนด์ช่วงคริสต์มาส เอเยนต์ก็ส่งสคริปต์หนังของชาร์ลีมาให้ฉัน ตอนนั้นแหละที่ชาร์ลีที่ฉันนึกชื่นชมเสมอมา ก็ปรากฏตัวอยู่บนหน้ากระดาษในบทที่ฉันอ่าน จากนั้นฉันก็ส่งเทปออดิชันไป ถ่ายแบบมืดๆ นี่แหละ
“ตอนอ่านบทของชาร์ลี มันให้ความรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตเลย ในทางที่ดีนะ ไม่ใช่ช็อตเอาตาย มันทำให้เห็นว่าเราคิดอะไรให้ต่างไปจากที่เคยได้ เราอยากได้อะไรแบบนี้อยู่ตลอดแหละ แต่มันเกิดขึ้นได้ยากมากๆ น่าจะเคยเกิดขึ้นกับฉันแค่ 2 ครั้งเองมั้ง” เธอเล่า “แต่ถ้าให้สรุปหนังเรื่องนี้แบบสั้นๆ ละก็… มันเป็นเรื่องของชายที่ชื่อเจกกับแฟนสาว ออกเดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ของเขาในชนบท อะไรทำนองนั้นละมั้ง”

หนังยาวลำดับถัดมาของเธอ ส่งให้บักลีย์เข้าชิงออสการ์ได้เป็นครั้งแรก โดยเธอเข้าชิงพร้อม โอลิเวีย โคลแมน ซึ่งรับบทเป็น ลีดา ตัวละครเดียวกันกับเธอในวัยที่อายุมากกว่าจาก The Lost Daughter (2021) หนังยาวเรื่องแรกที่ แม็กกี จิลเลนฮาล กำกับ
โดยหนังเล่าถึงลีดาในวัยผู้ใหญ่ที่ออกเดินทางไปพักผ่อนริมชายหาด เหตุการณ์วุ่นวายประดามีทำให้เราเห็นว่า เธอไม่ใช่คนนิสัยน่ารักนัก และว่าไปก็ออกไปทางเป็นคนสูงวัยขี้หงุดหงิด ไม่สนโลก ก่อนที่หนังจะตัดสลับพาคนดูกลับไปพบลีดาในวัยสาว ในฐานะแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเล็ก 2 คน และแทบไม่มีเวลาส่วนตัว ชีวิตในช่วงวัยหนึ่งของเธอ ซึ่งเป็นวัยที่เธอยังมีพลัง มีเรี่ยวแรงและความปรารถนามากมาย ทว่ากลับหมดไปกับการดูแลลูก ดูแลบ้าน และประคับประคองครอบครัว โดยที่ความฝันของเธอพร่าเลือนออกไปทุกที และพร้อมกันนั้น หนังก็พาคนดูไปสบตากับเหลี่ยมมุมไม่น่ารักของลีดา โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนเธอจะเป็นคนเห็นแก่ตัวเหลือเกิน
“ฉันไม่คิดว่าเธอเป็นแม่ที่เลวร้ายหรืออะไรนะ ฉันไม่มีวันตัดสินเธอแบบนั้นแน่ๆ” บักลีย์บอก “ฉันว่าเธอเป็นแม่ที่เจ๋งมากด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เธอมอบให้ลูกๆ คือ การสะบั้นการต้องแบกรับความเจ็บปวดต่างๆ ออกไป
“การวางสมดุลของการเป็นแม่ เป็นเมีย เป็นตัวเองมันยากจะตายไป สิ่งที่ฉันรู้คือ เราเป็นใครกันจึงจะไปตัดสินคนอื่นว่า เป็นแม่ที่ดีหรือไม่ดี” เธอว่า “บางทีลีดาอาจเป็นแม่ที่ดี เพราะเธอเลือกที่จะเดินจากมาและเลือกใช้ชีวิตของตัวเอง แทนที่จะลดทอนบทบาทของตัวเองเป็นเพียงเปลือกกลวงเปล่าเท่านั้น”
The Lost Daughter ทำให้บักลีย์ได้รับคำชื่นชมเป็นวงกว้าง อันเนื่องมาจากการฉายภาพตัวละครที่มีเหลี่ยมมุมไม่น่ารัก ท้าทายศีลธรรมและขนบความเป็นแม่ เป็นเมียทั้งปวง แต่เธอดึงเอาความเป็นมนุษย์ ความอ่อนไหวของการใช้ชีวิตท่ามกลางความคาดหวังต่างๆ ของลีดามาได้อย่างหมดจด ก่อนที่โคลแมนซึ่งรับบทเป็นตัวละครเดียวกันในวัยผู้ใหญ่จะรับไม้ต่ออย่างสง่างาม กลายเป็นลีดาที่สับสนน้อยลง โทษตัวเองน้อยลง แต่ในบางจังหวะก็ดูขมขื่นและไม่เป็นมิตรมากกว่าเดิม

แล้วจึงมาถึง Hamnet หนังซึ่งส่งเธอคว้าออสการ์ กับบทที่อาจจะเรียกได้ว่าแบกหนังเกือบทั้งเรื่อง จากงานกำกับของ โคลอี จ้าว ที่จับจ้องไปยังตัวละครแอกเนสเป็นหลัก
บักลีย์เล่าว่า เธอเจอจ้าวตอนเทศกาลหนังเทลลูไรด์ บทสนทนาแรกๆ ของทั้งคู่ไม่ได้มุ่งตรงไปยังเรื่องของเช็กสเปียร์หรืองานประพันธ์ของเขา แต่พูดถึงเรื่องที่ลึกซึ้งและส่วนตัวกว่า อย่างความตายและการเป็นแม่ “ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่อง Hamnet เลย เราแค่คุยกันถึงชีวิตความเป็นแม่ ความเป็น ความตาย” บักลีย์เล่า “จนตอนที่ฉันกำลังจะกลับ เอเยนต์บอกว่า ‘มีหนังสือเรื่อง Hamnet (โดย แม็กกี โอฟาร์เรลล์) อยู่นะ’ ฉันเลยไปหามาอ่านในคืนเดียว รู้สึกนอนไม่หลับจนกว่าจะอ่านจนจบ และก็นั่นแหละ หลังจากนั้น ฉันกับจ้าวก็ร่วมกันสร้างเรื่องราวนี้ขึ้นมาด้วยกัน”
โปรเจกต์ที่น่าจับตาต่อไปของบักลีย์คือ Three Incestuous Sisters หนังยาวลำดับล่าสุดของ อลิเช โรห์รวาเชอร์ คนทำหนังชาวอิตาเลียนที่หลายคนรักจาก The Wonders (2014), Happy as Lazzaro (2018)
และสำหรับบักลีย์ ภาพยนตร์และละครเวทีจะยังเป็นศาสตร์ที่อยู่ในใจเธอเสมอไป “เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราไปโรงภาพยนตร์หรือโรงละคร เรากำลังรับฟังเรื่องราว ยึดจับความรู้สึกอันไม่อาจพูดออกมาได้ของกันและกันไว้ และนี่แหละที่ฉันคิดว่ามันช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์ว่า เหตุใดเรื่องเล่าจึงสำคัญและเป็นที่ต้องการในวัฒนธรรมใดๆ ก็ตาม”
Tags: Wild Rose, ภาพยนตร์, I’m Thinking of Ending Things, นักแสดง, The Lost Daughter, ออสการ์, Hamnet, Chernobyl, People Also Watch, Jessie Buckley, เจสซี บักลีย์, นักแสดงชาวไอริส, War & Peace




