เมื่อวานนี้ (4 มีนาคม 2569) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกผลการประเมินความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง กรณีที่สหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อุปทานของพลังงานและการผลิตปิโตรเลียมเกิดภาวะชะงัก และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักที่ยากจะทดแทน
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้
– กรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งสามารถจบเร็วภายใน 1 เดือน จะผลส่งกระทบต่อประเทศไทยในวงจำกัด โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับลงมาอยู่ที่ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และส่งผลลบต่อ GDP ไทยที่ 0.2% เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.1% เนื่องจากกระทบต้นทุนพลังงาน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกจะได้รับผลกระทบระยะสั้น
– หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล รวมถึงส่งผลลบต่อ GDP ไทยลดลงที่ 0.6% ดันให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นราว 1% จากฐานเดิม
– กรณีสถานการณ์ยกระดับสู่ระดับโลก ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อราว 1 ปี โดยรัสเซียให้การสนับสนุนทางทหารทางอ้อม และจีนให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจแก่อิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซปิดและการโจมตียึดเยื้อ อาจทำให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยพุ่งสูงถึงประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
สำหรับประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่กว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นจึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนภายในประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามขีดความสามารถของภาครัฐในการพยุงราคา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองว่า ยังเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากกองทุนน้ำมันเริ่มฟื้นตัวและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ยังมีภาระหนี้ค้างชำระสูงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังจำกัดกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนมาก
ขณะที่ความเสี่ยงด้านการค้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด เสี่ยงชะงักรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารแปรรูปที่พึ่งพาตลาดแห่งนี้สูงกว่า 10%
ส่วนการส่งออกไปยังยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนเส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ (Suez Canal) ส่งผลให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน และค่าระวางเรือเพิ่มสูงขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองว่า หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ละ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 0.6-0.7% ของ GDP ซึ่งสะท้อนพื้นฐานค่าเงินบาทที่เปราะบางขึ้น และหากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ค่าเงินบาทอาจผันผวนและมีความเสี่ยงอ่อนค่ามากกว่ากรณีฐานที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับมาตรการด้านพลังงาน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวานนี้ (4 มีนาคม 2569) ที่มี อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะใช้เงินชดเชยราคาน้ำมันดีเซลประมาณ 422 ล้านบาทต่อวัน โดยฐานะกองทุนน้ำมันฯ ยังเป็นบวกอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท
พร้อมกันนั้น อรรถพลเผยว่า กระทรวงพลังงานยังตั้งวอร์รูมติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า ประเทศไทยยังมีสำรองน้ำมันเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่กระทบต่อประชาชน
Tags: อิหร่าน, สหรัฐอเมริกา, เศรษฐกิจ, ช่องแคบฮอร์มุซ, น้ำมัน, ราคาน้ำมัน, กระทรวงพลังงาน, กองทุนน้ำมัน




