เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการรายงานข่าวว่า รัฐตาลีบันเห็นชอบประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ ชื่อเดมะฮะกูมูจาซาอีอุซุลนามา (De Mahakumu Jazaai Osulnama) ที่อนุญาตให้ ‘สามี’ สามารถทำร้ายร่างกาย ‘ภรรยาและลูก’ ได้ หากไม่มีบาดแผลเปิดหรือกระดูกหัก จากกฎหมายดังกล่าวคอลัมน์ Gender สัปดาห์นี้จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาทบทวน ‘กฎหมายที่เป็นเสมือนเครื่องอนุญาต’ ให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิง ให้ยังสามารถดำรงอยู่ และเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ
เริ่มจาก ‘ตาลีบัน’ (Taliban) หรือกลุ่มขบวนการทางศาสนา-การเมือง ของอิสลามิสต์ดิบันดี (Deobandi) และองค์กรทางทหารในอัฟกานิสถาน ได้กล่าวอ้างว่าตนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของอัฟกานิสถาน (Afganistan) ซึ่งเริ่มต้นจากการข้ายึดพื้นที่ประมาณร้อยละ 90 ของอัฟกานิสถาน ในปี 1998 แล้วเริ่มการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์
กฎหมายชารีอะห์ (Sharia/ Shari’ah) คือระบบยุติธรรมของศาสนาอิสลาม ที่อิงตามคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งรวมเนื้อหาทั้งซุนนะฮ์ (Sunnah) และฮะดีษ (Hadith) ซึ่งเป็นบันทึกตามคำพูด และการกระทำของศาสดามูฮัมหมัดหรือนบีมูฮัมหมัด ผู้เป็นศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นทั้งผู้นำทางศาสนา สังคม และการเมืองของชาวอาหรับ
ส่งผลให้กฎหมายชารีอะห์มีความครอบคลุมมากกว่าการบังคับใช้ทางกฎหมาย เพราะเป็นประมวลข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ครอบคลุมวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคลและสาธารณชนบนฐานของหลักนิติศาสตร์ (Jurisprudence) กล่าวคือการครอบคลุมตั้งแต่การปกครอง เศรษฐกิจ การบริหารธุรกิจ การธนาคาร การทำสัญญา การแก้ไขปัญหาทางสังคม การอนามัย ไปจนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว และหลักของความสัมพันธ์ทางเพศ
อย่างไรก็ตาม ในอดีตกลุ่มตาลีบัน เคยกล่าวถึงการเคารพตามสิทธิมนุษยชนแบบสากล ที่รวมถึงการมอบสิทธิสตรีให้มีความเท่าเทียมกัน แก่ผู้หญิงชาวอัฟกานิสถาน เนื่องด้วยต้องการให้ได้รับการยอมรับในประชาคมโลก แต่ก็ได้เน้นย้ำว่าจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายชารีอะห์
ทั้งนี้ด้วยขอบเขตกฎหมายชารีอะห์ที่กว้าง และยังไม่ได้มีการกำหนดระดับความรุนแรงในการตีความบทลงโทษ ทำให้ประชาชนชาวอัฟกานิสถานมีบทลงโทษที่มีความรุนแรงจากการตีความโดยกฎหมายดังกล่าว อย่างการประหารหญิงที่คบชู้ ด้วยการขว้างหินใส่จนเสียชีวิต
แนวทางการตีความบทลงโทษนั้น มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผู้พิพากษา ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชารีอะห์ ที่มีหน้าที่ในการให้คำวินิจฉัย เพื่อตัดสินคดีความ ตลอดจน เป็นแนวทางเพื่อการดำเนินชีวิตและแก้ไขปัญหาทางศาสนา อันส่งผลให้ในแต่พื้นที่หรือชุมชน และในแต่ละประเทศ มีการตีความกฎหมายชารีอะห์ที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในสังคมชาวมุสลิมหรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการลงโทษแบบชารีอะห์
เนื่องด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชารีอะห์สามารถใช้ดุลยพินิจ ในกรณีที่โทษเป็นคดีอาชญากรรมเป็นแบบตาซีร์ (Tazir) เพราะในคัมภีร์อัลกุรอานไม่ได้ระบุบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากโทษฮุดูด (Hudud) ที่มีโทษสถานหนัก โดยได้กำหนดบทลงโทษที่ตายตัวไว้อยู่แล้ว อย่างเช่น การลักขโมย ที่โทษสูงสุดคือการถูกผู้พิพากษาศาลชารีอะห์สั่งลงทัณฑ์ให้ตัดมือผู้กระทำผิด
จากที่กล่าวข้างต้นว่า การตีความกฎหมายชารีอะห์ อาจแตกต่างกันออกไป ตามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชารีอะห์และตามพื้นที่ ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่ใช่เพียงประเทศอัฟกานิสถาน หรืออาณาจักรอิสลามอัฟกานิสถานเท่านั้น ที่ใช้งานกฎหมายดังกล่าว แต่ก็มีอีกหลายประเทศ ที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือกำหนดให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ นำกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้
ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างประเทศอินโดนีเซีย ในจังหวัดอาเจะห์ (Aceh) ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่มีการกำหนดใช้กฎหมายชารีอะห์ เนื่องด้วยเป็นจังหวัดปกครองพิเศษ ที่มีความเคร่งครัดทางศาสนาอิสลาม โดยปัจจุบันยังคงมีการลงโทษตามแนวทางกฎหมายดังกล่าว อย่างเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 มีการลงโทษคู่รักชายหญิงด้วยการเฆี่ยนหลังด้วยไม้หวาย 140 ครั้ง โดยแบ่งการลงโทษออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การเฆี่ยนหลัง 100 ครั้ง เหตุมีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรส และอีก 40 ครั้ง จากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเฆี่ยนตีที่มีจำนวนสูงสุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่จังหวัดอาเจะห์ได้รับอำนาจการปกครองตนเอง เมื่อปี 2001
นอกจากการลงโทษจากการควบคุมการดำเนินชีวิตแล้ว กฎหมายชารีอะห์ยังมีความเข้มงวดอย่างเฉพาะเจาะจงต่อผู้ที่มีฐานะยากจน กล่าวคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะต่อผู้หญิง ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดต่อการแต่งกาย และการแสดงออกในที่สาธารณะ ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนใน ‘อัฟกานิสถาน’ จากการที่กลุ่มตาลีบันได้ประกาศใช้กฎหมายเพิ่มเติมในปี 2025 ที่ห้ามไม่ให้ผู้หญิงพูดเสียงดังในที่สาธารณะ และแสดงใบหน้าเมื่ออยู่นอกบ้าน
เหตุของกฎหมายดังกล่าว เป็นเพราะว่ากระทรวงคุณธรรมหรือกระทรวงการส่งเสริมคุณธรรมและการป้องกันสิ่งเลวร้าย ภายใต้ผู้นำกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน เล็งเห็นว่า ‘เสียงของผู้หญิง’ เป็น ‘สิ่งเลวร้าย’ อันทำให้เมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงในวัยผู้ใหญ่ออกจากบ้าน พวกเธอก็จะต้องปกปิดใบหน้าและร่างกาย ตลอดจนเสียงของพวกเธอ
รวมถึงการเพิ่มเติมกฎหมายใหม่ล่าสุด อย่างการอนุญาตให้สามีสามารถทำร้ายร่างกายภรรยาและลูกได้ ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบคือ ‘ผู้หญิง’ หรือภรรยาที่อาจถูกทำร้ายร่างกายโดยสามีอย่างถูกกฎหมาย หากพวกเธอไม่มีแผลเปิดหรือไม่ได้กระดูกหัก และแม้ว่าจะเกิดเหตุน่าสลดดังกล่าว สามีก็จะถูกลงโทษสูงสุด เพียงแค่การจำคุก 15 วัน
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายชารีอะห์อีกมากมาย ที่แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง โดยสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ทาง ตาลีบันออกกฎหมายใหม่ควบคุมสังคม สามีตีภรรยาได้ไม่ผิด ถ้ากระดูกไม่หัก ล้อเลียนผู้นำจับเฆี่ยน 20 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มชาวมุสลิมมีการออกมาโต้แย้งถึงการนำเสนอเชิงลบต่อกฎหมายดังกล่าว เนื่องด้วยเล็งเห็นว่าการอนุญาตให้สามีทำร้ายร่างกายภรรยาและลูกได้นั้น มีหลักการพื้นฐานและลำดับขั้นของการแก้ไขปัญหารองรับอยู่ ซึ่งเป็นไปตามหลักการครองเรือนตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม กล่าวคือเมื่อเกิดความขัดแย้งหรือ ‘ความดื้อดึง’ ของภรรยา สามีจะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเริ่มจากการตักเตือน สู่การแยกที่นอน และการตี โดยได้อธิบายไว้ว่าเป็นการตีในระดับเบา หรือการใช้ไม้มิสวากหรือไม้ขัดฟันในการตี หรืออาจใช้แปรงสีฟัน ซึ่งถือเป็นทางเลือกสุดท้าย และมีเงื่อนไขในการขัดเกลา ไม่ใช่ความต้องการทำร้ายหรือระบายอารมณ์
ในขณะเดียวกันยังมีการกล่าวว่า ‘การตี’ เป็นเพียงการกระทำเชิงสัญญะ เพื่อ ‘เตือนสติ’ ภรรยาว่าปัญหาหรือความดื้อดึงได้ดำเนินมาถึงลำดับขั้นสุดท้ายแล้ว อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จากกฎหมายอาญาฉบับใหม่นั้น มีการเน้นย้ำว่า สามารถทำร้ายร่างกายได้ ตราบใดที่ไม่ทำให้กระดูกหักหรือมีบาดแผลเปิด ซึ่งคงไกลไปกว่าการตีเพื่อเป็นสัญญะด้วยไม้ขัดฟันหรือแปรงสีฟัน
ถึงแม้ว่าการโต้แย้งดังกล่าว จะกล่าวถึงเหตุผลและหลักการ ที่มีการรองรับด้วยหลักทางศาสนา แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงการตั้งอยู่บน ‘ฐานคิดชายเป็นใหญ่’ (Androcentrism) หรือการตั้งให้ผู้ชายเป็นศูนย์กลางของบรรทัดฐาน และกำหนดให้ผู้หญิงเป็นผู้ถูกกำกับ เฉกเช่น ‘ความดื้อดึง’ ของภรรยา ที่ถูกนิยามให้เป็นปัญหาของความสัมพันธ์ อันจะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการควบคุมหรือการใช้อำนาจของสามี
ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวในอัฟกานิสถานยังมีช่องว่างทางกฎหมายที่กว้างมาก จากการเปิดโอกาสให้สามีสามารถใช้ความรุนแรงได้อย่างไร้ซึ่งความผิด เพียงแค่อย่าให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ปรากฏบนตัวภรรยา ที่ทำให้กฎหมายชารีอะห์อาจไม่ได้เป็นกฎหมายที่คุ้มครองผู้หญิงอย่างที่เคยกล่าวอ้าง แต่เป็นเพียงการรองรับอำนาจและสิทธิเหนือร่างกาย (Bodily Autonomy) ของผู้หญิง จากการลดทอนร่างกายของพวกเธอ ให้กลายเป็นสิ่งของที่สามีและรัฐมีอำนาจร่วมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายดังกล่าวยังเปรียบเสมือนการยอมรับความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) ด้วยการสร้างบรรทัดฐานใหม่ (Normalization of Violence) ให้การทำร้ายร่างกายนั้นเกิดขึ้นได้ จากการทำให้เส้นแบ่งของ ‘การสั่งสอน’ กับ ‘การทำร้าย’ เลือนรางลง แม้ว่าในความเป็นจริงนั้น ต่อให้ไม่มีใครกระดูกหักหรือมีแผลเปิด จากการถูกทำร้ายโดยคนที่เป็นสามีหรือพ่อ ก็มีบาดแผลทางจิตใจและความหวาดกลัวที่อาจส่งผลไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน
ต่อให้มีคำอธิบายเชิงศาสนาว่า ‘การตีเป็นเพียงสัญญะ’ หรือ ‘การตีคือทางเลือกสุดท้าย’ แต่เมื่อหลักการดังกล่าว ถูกบัญญัติเป็นกฎหมายอาญา และมาพร้อมเงื่อนไขที่เปิดช่องให้ใช้ความรุนแรงได้โดยชอบธรรม ก็ย่อมสะท้อนความไม่เท่าเทียมทางเพศในระดับโครงสร้าง
บทความนี้ไม่ได้ต้องการให้เกิดความเกลียดชังต่อศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะต่อชาวอัฟกานิสถาน แต่อยากตั้งคำถามต่อการตีความ และการใช้อำนาจทางกฎหมาย ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ‘ศาสนา’ อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือ เพื่อสืบทอด ‘อคติทางเพศต่อผู้หญิง’ อย่างชอบธรรมหรือไม่
ที่มา :
– https://themomentum.co/report-taliban-allows-domestic-violence/
– https://www.bbc.com/thai/international-58418849
– https://www.bbc.com/thai/international-58274103
– https://www.bbc.com/thai/articles/cgky85lk5r8o
– https://www.thairath.co.th/news/foreign/2910864
– https://www.the101.world/islamic-law-in-aceh/
– https://x.com/levyhammann/status/2024783758105411955
Tags: Gender, ตาลีบัน, สิทธิมนุษยชน, ผู้หญิง, อัฟกานิสถาน, สิทธิสตรี, อิสลาม, มุสลิม, ตะวันออกกลาง



