อยากมีแฟน
แต่มากไปไหมถ้าต้องการคนที่มีฐานะมั่นคง มากไปไหมถ้าอยากได้คนที่แก่กว่าเราแต่ต้องไม่เกิน 5 ปี มากไปไหมถ้าอยากได้คนที่เอาใจใส่ คนที่ดูแลตัวเอง ตั้งใจทำงานและสุภาพ
“นี่เราตั้งสเป็กสูงเกินไปหรือเปล่า”
ในโลกของความสัมพันธ์เราพยายามเฟ้นหาคู่ที่ใช่ที่สุดสำหรับตนเอง ค้นหาผู้ที่ตรงตามภาพฝันที่วาดไว้ในหัว จนบางครั้งคนอื่นมักจะบอกว่า “เพราะตั้งสเป็กสูงขนาดนี้เลยไม่มีแฟน” น่าสนใจว่า ทำไมคนที่อยากถูกรักที่สุดจึงมักเป็นคนที่ตั้งสเป็กหนีความรักก่อนเสมอ
ในซีรีส์ LOVEISM เพราะรักเป็นเหตุ เราพาผู้อ่านทุกท่านไปสำรวจความรักในมุมมองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรักของแฟนคลับที่มีต่อศิลปิน ความรักของแฟนคลับที่ล้นเกินจนไม่รู้จะยังเรียกว่าความรักได้อยู่หรือไม่ รวมไปถึงมนุษย์ผู้มีแพสชันกับความรักจนแบ่งปันออกมาเป็นบทเพลง
แต่เรายังไม่เคยพูดถึงคนกลุ่มหนึ่งที่อยากจะมีรักมากเหลือเกิน แต่ยังหาคนที่คู่ควรกับความรักที่เราอยากจะมอบให้ไม่ได้ ในบทสุดท้ายก่อนจบซีรีส์ The Momentum อยากพาทุกคนไปสำรวจอีกมุมหนึ่งของคนที่อยากจะมีรัก แต่ยังไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาในหัวใจ
The Illusion of the Perfect Match: มายาคติของคู่รักที่สมบูรณ์แบบ
หลายครั้งเรามักเคยได้ยินประโยคที่ว่า “บนโลกนี้ไม่มีหรอกคู่รักที่สมบูรณ์แบบ”
แต่ทุกครั้งเราก็มักจะมองข้ามประโยคนั้นไป โดยยังคงยึดมั่นกับความคิดของตัวเองว่า “มันต้องมีสักคนสิ”
หลายคนคาดหวังจะพบคู่ที่สมบูรณ์แบบ รอคอยคู่ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ทุกข้อ ความคิดเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำจากนิยายรักที่อ่าน ซีรีส์รักโรแมนติกที่นั่งดูในวันหยุด หรือหนังดิสนีย์ที่เจ้าชายมักจะลงเอยกับเจ้าหญิงในตอนจบ และสิ่งนี้ทำให้เราคาดหวังต่อแฟนในอนาคตว่า จะเป็นแบบตัวละครเอกตามอุดมคติเหล่านั้น
เมื่อเราตกหลุมพรางความคิดที่ว่า ‘คนรักควรมาเติมเต็มเราในทุกมิติ’ ส่งผลให้เรากรองผู้ที่ไม่ตรงตามภาพฝันที่สร้างไว้ออกไป การไล่ตามอุดมคติเหล่านี้มักลงเอยด้วยความผิดหวัง ความเจ็บปวด และท้ายที่สุดเราถึงตระหนักได้ว่า ความสมบูรณ์ที่วาดไว้เป็นเพียงภาพลวงตา
โดยนิยามแล้ว ความสมบูรณ์แบบหมายถึงความไร้ที่ติ หรือมีคุณสมบัติครบถ้วนตามสารัตถะของตน แต่ความสมบูรณ์แบบที่เกิดขึ้นจะไม่มีคุณค่าเลยหากไม่ได้นำไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น
วงกลมที่สมบูรณ์แบบ คือรูปทรงที่รัศมีทุกเส้นมีระยะห่างจากจุดศูนย์กลางเท่ากัน และเมื่อเราสร้างวงกลมที่สมบูรณ์แบบได้แล้ว คุณค่าของมันคงไม่เกิดขึ้น ถ้าเราไม่นำไปเปรียบเทียบกับรูปเรขาคณิตอื่นๆ ที่เราวาดฝันไว้
ในที่นี้ คุณค่าของวงกลมจึงมิได้เกิดจากความสมบูรณ์แบบในตัวมันเอง แต่เกิดจากการถูกเปรียบเทียบกับเส้นที่บิดเบี้ยว รูปทรงที่ไม่สมมาตร หรือความไม่แน่นอนของมือมนุษย์
ในทำนองเดียวกัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจสมบูรณ์แบบได้โดยธรรมชาติ แล้วความรักของมนุษย์จะสามารถดำรงอยู่ในรูปของ ‘อุดมคติที่สมบูรณ์แบบ’ ได้จริงหรือไม่
ในหนังสือ Finding Meaning in an Imperfect World ของนักปรัชญา อิดโด แลนเดา (Iddo Landau) จำแนกทัศนคติที่มีความหมายต่อชีวิตออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ การมุ่งเป็นที่สุดและการมุ่งพัฒนาให้ดีขึ้น แลนเดาวิพากษ์ทัศนคติแบบแรกว่า ทัศนคติดังกล่าวทำให้มนุษย์พยายามแสวงหาการแข่งขันไม่รู้จบ
หากพิจารณาร่วมกับบริบทของความรัก ทัศนคติแบบแรกกำลังทำให้ความรักติดอยู่ในวังวนเปรียบเทียบระหว่างกัน และทำให้ผู้ค้นหาความรักกำลังหาคนที่มีคุณสมบัติดีที่สุด โดยมองข้ามความงดงามของความสัมพันธ์โดยตรง หากนำกรอบความคิดนี้มาใช้กับความรัก การแสวงหา ‘คู่รักที่สมบูรณ์แบบ’ ก็อาจเป็นเพียงการนำทัศนคติแบบการมุ่งเป็นที่สุดมาฉายซ้ำในความสัมพันธ์ส่วนตัว ย่อมนำไปสู่ความผิดหวังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากความหมายของรักผูกอยู่กับการต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดมาครอบครอง ชีวิตรักก็จะหมกมุ่นอยู่กับความกลัว กลัวว่าคนปัจจุบันจะยังไม่สมบูรณ์พร้อมมากพอ หรือพะวงว่าจะพลาดคนที่สมบูรณ์แบบกว่าในอนาคตไป
ความรักในฐานะความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ จึงอาจมีความหมายมากกว่า หากถูกมองผ่านทัศนคติแบบการพัฒนา ไม่ใช่การไล่ล่าอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริง
สำหรับหลายคนแล้วทัศนคติที่พยายามหาคนที่สมบูรณ์แบบที่สุด เป็นอุปสรรคที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถเข้าถึงความรักดีๆ ได้สักที ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมีคนเข้ามาในชีวิตและผ่านเกณฑ์คุณสมบัติไปทีละข้อ เรากลับเพิ่มลิสต์สร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อคนที่เรามองว่าสมบูรณ์แบบต้องมีคุณสมบัติดีพร้อม สิ่งเหล่านี้เริ่มกลายเป็นภาพฝันในอุดมคติที่ไม่มีใครสามารถทำได้ครบถ้วน ทำให้ผู้ที่มีความเชื่อนี้อยู่ในสภาวะรอคอยอย่างไม่รู้จบ พร้อมมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง คู่แท้ที่ใช่จะปรากฏตัวขึ้นราวกับเจ้าชายในเทพนิยาย
เรากำลังหาคนที่เพอร์เฟกต์ที่สุด หรือเรากำลังกลัว เพียงแต่ใช้ข้ออ้างนี้มาผลักคนออกจากชีวิตรัก
ลองย้อนมาดูลิสต์คุณสมบัติของคู่รักที่ปรารถนาจะให้เป็น ถ้าจริงๆ แล้วที่ตั้งสเป็กยาวเหยียดขนาดนี้ ไม่ได้เป็นเพราะต้องการคนที่ดีที่สุดในชีวิต แต่เป็นเพราะเรากลัวว่า จะมีคนที่มีคุณสมบัติครบจนสามารถเดินเข้ามาใกล้เราได้ล่ะ
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้คำว่ามาตรฐานสูง เป็นเกราะกำบังเพื่อหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดและความเปราะบางทางอารมณ์ หลายคนที่กำลังเข้าสู่กระบวนการสานสัมพันธ์กับใครสักคนที่ตรงตามคุณสมบัติที่ลิสต์ไว้ เมื่อความสัมพันธ์เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ และลึกมากขึ้น จู่ๆ ก็เกิดปฏิกิริยาเฉียบพลันที่พยายามหยุดความลึกซึ้งที่จะไปต่อ พฤติกรรมดังกล่าวอาจเข้าเค้านิยามความกลัวการใกล้ชิด (Fear of Intimacy)
ความกลัวการใกล้ชิด คือการกลัวการฝังลึกและเชื่อมโยงกับใครสักคน ความกลัวนี้สามารถพัฒนาได้จากหลายสาเหตุ สำหรับคนจำนวนมาก ต้นตออาจมาจากความสัมพันธ์ในวัยเด็ก เช่น การถูกละเลยความต้องการ หรือถูกทำร้ายทางจิตใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อพฤติกรรมของเราในความสัมพันธ์เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
สำหรับบางคนอาจหลีกเลี่ยงการรักษาความสัมพันธ์ ปฏิเสธการรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่นจนเหมือนคนตาบอดสีทางอารมณ์โดยไม่รู้ตัว ในขณะที่บางคนอาจตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างรุนแรง เช่น ควบคุมอีกฝ่ายจนเกินพอดี ใช้ความรู้สึกผิดกดดันคู่รักเพื่อแสดงความเจ็บปวด หรือบางคนอาจกลายเป็น ‘นักเดตตัวยง’ (Serial Dater) ที่เปลี่ยนคู่ความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ
และบางคนอาจยึดติดกับความสมบูรณ์ ตั้งสเป็กของตัวเองเอาไว้สูง หรือในบางครั้งก็เป็นมาตรฐานที่เป็นไปไม่ได้ แม้จะหลอกตัวเองว่าพร้อมเปิดใจให้ใครสักคนเข้ามา แต่ในความจริงกลับไม่มีใครสามารถทำตามมาตรฐานนั้นได้เลย สิ่งนี้นำไปสู่การจินตนาการถึงคู่ครองในอุดมคติที่อาจไม่มีอยู่จริง
ก็น่าคิดว่า เรากำลังหาคนที่เพอร์เฟกต์ที่สุดหรือเรากำลังกลัว เพียงแต่ใช้ข้ออ้างว่าเขาไม่สมบูรณ์พร้อมมาผลักเขาออกจากชีวิตรัก และปิดกั้นตัวเองจากความเป็นไปได้ถ้าความสัมพันธ์นั้นไปได้ดี จนเราเริ่มรู้สึกรักใครสักคนจริงๆ นั่นก็หมายความว่าเขามีโอกาสทำให้เจ็บ
สิ่งเหล่านี้กำลังทำร้ายเราอยู่หรือเปล่า สรุปแล้วเราผิดไหม
ก่อนอื่น เราอาจไม่จำเป็นต้องหาคำตอบว่า ความรักที่สมบูรณ์แบบมีอยู่จริงหรือไม่ แต่อาจเริ่มจากการยอมรับว่า ชีวิตไม่อาจสมบูรณ์ได้ รวมถึงความสัมพันธ์ก็เช่นกัน ความไม่ลงตัว และข้อบกพร่องทั้งหลาย ไม่ได้เป็นสัญญาณว่าความรักล้มเหลว แต่อาจเป็นเรื่องปกติธรรมดาในความสัมพันธ์ที่ต้องเรียนรู้และก้าวข้ามไปด้วยกัน
ฉะนั้นแล้ว การมีมาตรฐานสูงไม่ใช่เรื่องไม่ดี เราสามารถไขว่คว้าหารักที่สมบูรณ์แบบสำหรับแต่ละคนได้ ตราบเท่าที่ไม่ได้ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของความกลัวการสนิทสนม หรือทำหน้าที่เป็นเกราะของการไม่ยอมเปิดใจ เพราะในความเป็นจริง บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นมาตรฐาน อาจเป็นเพียงวิธีการรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างเรากับความเปราะบางของตัวเอง
เมื่อเราคาดหวังความสมบูรณ์แบบเกินจริง เราอาจไม่ได้กำลังมองหาคนที่ดีพอ แต่กำลังตั้งมาตรฐานที่ไม่มีใครเอื้อมถึง เพื่อให้ไม่มีใครผ่านเข้ามาได้จริง และเมื่อไม่มีใครผ่านเกณฑ์นั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงของชีวิตรัก
เพราะฉะนั้น คงจะดีไม่น้อยหากลองหันกลับมาเช็กตัวเองว่า เราตั้งมาตรฐานสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีและปลอดภัย หรือแท้จริงแล้วเรากำลังแสวงหา ‘คนที่ดีที่สุด’ ตามอุดมคติ หรืออีกด้านหนึ่ง เราแค่ใช้มาตรฐานเหล่านั้นเป็นเครื่องมือกีดกันตัวเองออกจากความรู้สึกกันแน่
ที่มา:
https://thinkbetter.com.au/is-there-any-such-thing-as-a-perfect-relationship/
https://www.psychologytoday.com/us/blog/in-the-name-of-love/202504/the-myth-of-the-flawless-partner
https://www.healthline.com/health/fear-of-intimacy
https://mentalzon.com/en/post/3457/are-soulmates-a-myth-understanding-relationship-illusions
https://www.yourtango.com/love/why-high-standards-may-be-walls
https://www.psychologytoday.com/ie/blog/the-angry-therapist/201707/finding-the-perfect-partner
https://mentalzon.com/en/post/3675/how-unrealistic-expectations-sabotage-relationships
https://thinkbetter.com.au/is-there-any-such-thing-as-a-perfect-relationship/
https://relaxifyapp.com/high-expectations-vs-high-standards/
https://medium.com/@RaghavHaran/the-problem-with-high-standards-b8c63dec7126
https://www.mdpi.com/1660-4601/21/12/1679
Tags: ความรัก, คู่รัก, Wisdom, แฟน, LOVISM, Fear of Intimacy, คนรัก, Perfect Match



