โค้งสุดท้ายสนามเลือกตั้งทั่วไป 2569 พรรคเพื่อไทย กระแสดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะในขณะที่พรรคภูมิใจไทยผ่านกระแสสูงสุดและเท่าเดิม กราฟของพรรคเพื่อไทยยังคงพุ่งขึ้น สะท้อนผ่านผลโพลที่สำรวจสัปดาห์ก่อน และสะท้อนผ่านโพลภายในของพรรคเพื่อไทยเอง

ส่วนหนึ่งคือรอบนี้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ตั้งเป้าสูงขนาด ‘แลนด์สไลด์’ เจาะพื้นที่ 280-300 เสียงเหมือนรอบก่อน และอีกส่วนคือ พื้นที่เป้าหมายที่เพื่อไทยวางไว้ วัดกำลังภายในกันแล้ว พรรคอื่นไม่ว่าจะพรรคประชาชนหรือพรรคภูมิใจไทยก็สู้ยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน

ว่ากันตามตรง ภาคอีสานที่มี สส.รวมกัน มากกว่า 133 คน และสาเหตุที่พรรคสีแดงได้เป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ก็เพราะสามารถยึดฐานที่มั่นในภาคอีสานมาได้โดยตลอด ส่วนหนึ่งก็เพราะนโยบายอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เปลี่ยนคนจนให้รักษาพยาบาลได้เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ไม่ต้องขายวัวขายควายไปรักษาพยาบาล รวมถึงนโยบายอย่างกองทุนหมู่บ้าน ที่ทำให้คนเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น

ไม่นับรวมถึงขบวนการ ‘คนเสื้อแดง’ ที่เป็นขบวนการต่อสู้ของประชาชนที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมมากที่สุด ปักหลักชุมนุมอย่างยาวนาน และแม้จะจบลงด้วยความความรุนแรง แต่ขบวนการคนเสื้อแดงก็ไม่ได้หายไปไหน และแม้จะย้ายฝั่งไปเป็น ‘ส้ม’ บ้าง แต่คนเสื้อแดงจำนวนมากก็ยังปักหลักอยู่กับพรรคเพื่อไทย

ความเป็นเจ้าของภาคอีสาน สะท้อนจากผลการเลือกตั้งในปี 2566 แม้จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดกับ ‘สีน้ำเงิน’ เพื่อไทยยังได้ที่นั่ง สส.มากกว่า 73 คน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ สส.ราว 35 คน เท่านั้น

ในการเลือกตั้ง 2569 อีก 2 ปีถัดมา พลพรรคบ้านใหญ่จำนวนมากกระจัดกระจายไปอยู่พรรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กานต์-สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่อุบลราชธานี, สรัสนันท์ อรรณนพพร ที่จังหวัดขอนแก่น, ประเสริฐ บุญเรือง ที่กาฬสินธุ์ กิตติ สมทรัพย์ และนรากร นาเมืองรักษ์ ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย, นายแพทย์ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ และนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ที่ศรีสะเกษ, ไชยา พรหมา ที่หนองบัวลำภู ย้ายไปพรรคกล้าธรรม แต่ที่พรรคเพื่อไทย บรรดา ‘ทัพหลวง’ ยังอยู่ครบ

แม่ทัพอีสานของเพื่อไทย เป็นต้นว่า สุทิน คลังแสง อดีต สส.มหาสารคาม, ประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต สส.นครราชสีมา, มนพร เจริญศรี อดีต สส.นครพนม รวมถึง จิราพร สินธุไพร อดีต สส.ร้อยเอ็ด ยังอยู่กับพรรคแดงกันถ้วนหน้า

เพราะฉะนั้นสีน้ำเงินจะมีพลังอยู่บ้างก็เพียงแค่ สส.ฟาก ‘อีสานใต้’ อย่าง บุรีรัมย์และสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว และการโหนกระแสสงครามจนนาทีสุดท้ายให้ได้ผล

ทว่าเพื่อไทยยังคงยืนยันว่ากระแสอีสานยังดี จะรักษาเขตที่เสียให้กับ ‘งูเห่า’ ไป กลับมาได้หมด โดยเฉพาะขอนแก่น เขต 9 ส่ง ณัฐพล กลุ่มเหรียญทอง มาชนกับสรัสนันท์ และขอนแก่น เขต 10 ส่ง วันนิวัติ สมบูรณ์ หลานชาย เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช มาชนกับ พงศกร อรรณนพพร และอุบลราชธานีที่เพื่อไทยไปดึง ตี๋เล็ก-เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ จากพรรคภูมิใจไทย มาลงแข่ง กับ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ เป็น 2 เขตที่แกนนำพรรคหวังเป็นพิเศษ 

นอกจากนี้ยังพุ่งเป้าไปยังนครราชสีมา ที่เพื่อไทยไปจับมือกับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา ไม่ให้ชาติพัฒนาลงแข่งจนมาตัดคะแนนกันเองอีก หลังจากคะแนนตัดกันจนส้มคว้าพื้นที่เขต 1-3 ไปครอง สถานการณ์คล้ายกันยังเกิดขึ้นที่อุดรธานี ที่คราวนี้พรรคเพื่อไทยไปดึง โกเมนทร์ ทีฆธนานนท์ อดีตผู้สมัครตระกูลใหญ่อุดรธานีจากพรรคพลังประชารัฐมาลงกับพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นพื้นที่เมืองที่พรรคก้าวไกลยึดไปหลายเมืองจะต้องคืนกลับมาเป็นของเพื่อไทยให้ได้

ข่าวจากแหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า รอบนี้พรรคกระแสดีกว่าที่หลายคนคิด ไม่ใช่พรรคอันดับ 3 อย่างที่เป็นข่าว หรือมีผลโพลออกมา หากแต่มีลุ้นเป็นพรรคอันดับ 2 และที่สำคัญคือพื้นที่เขตยังคงแข็งมาก ยากที่ใครจะเจาะเข้า

ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งมาจากบุคลิกของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่ถือคติไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร พูดแต่เรื่องอนาคต ไม่พูดเรื่องอดีต ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งรอบนี้ สามารถเอาชนะใจคนที่เบื่อการเมืองแบบสาดสี สาดโคลน แบบที่ผ่านๆ มา

เพราะฉะนั้น หากจะมีสนามไหนที่เป็นจุดวัดใจจริงๆ ก็คือภาคอีสาน สนามที่ทักษิณ ชินวัตร และแกนนำพรรครุ่นแรกปูพื้นมายาวนาน

แม้การเมืองไทยจะเปลี่ยนขั้วใหม่ มีพรรคใหม่ มีกระแสใหม่ มีบ้านใหญ่ย้ายพรรคกันเป็นระลอก แต่คำถามสำคัญที่สุดยังเหมือนเดิมว่า ในพื้นที่ที่มี สส.มากกว่า 133 คนนี้ ประชาชนจะเลือก ‘ความคุ้นเคย’ ที่ยังมั่นคง หรือจะเปิดทางให้ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ แบบใหม่เข้าไปแทนที่

โค้งสุดท้ายอาจเต็มไปด้วยศึกบ้านใหญ่ การเมืองเก่าที่เน้นวาทศิลป์ และกระแสสงครามชายแดนที่ถูกโหมจนวินาทีสุดท้าย

แต่ถ้าเพื่อไทยยังรักษาอีสานไว้ได้เหมือนที่เคยทำมา นั่นจะไม่ใช่แค่ชัยชนะในภูมิภาคหนึ่ง มันจะเป็นสัญญาณว่า พรรคสีแดงยังไม่หมดแรง และจะยังไม่หลุดจากสมการอำนาจของการเมืองไทยในยุคถัดไป

Tags: , , , ,