ทุ่งทองรองรับรุ่งราง
ราตรีพลันพรางจางหาย
จิตราลาลับเลือนลาย
ฤดูกาลคลี่คลายเคลื่อนไป
คือกลอนจารึกบนด้านหนึ่งของแท่งหินผลงานร่วมสมัย ติดตั้งหลังองค์ปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี เกริ่นกล่าวเล่าเรื่องดาวรวงข้าว หนึ่งในดาวดวงที่ส่องประกายเป็นที่สุดในหมู่ดาวนักษัตร
เป็นนิทรรศการกลุ่มในนามบาลีสั้นและไทยยาวว่า ‘อสญฺญกาย-ศิลป์แห่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในมิติร่วมสมัย’ จัดแสดงห่างแยกสองพื้นที่ อีกแห่งคือพิพิธภัณฑ์และอุโบสถวัดพระรูป แต่ละพื้นที่ประหนึ่ง ‘ทุ่งทองรองรับ’ ผลงานต่างกรรมต่างกาล หากจะ ‘คลี่’ ‘เคลื่อน’ ‘คลาย’ ไปในทิศใดหนไหนนั้น ย่อมเรียกให้พินิจพิศทั้งพื้นที่เก่าแก่และ ‘จิตรา’ ที่เรืองรองทั้งท้องทุ่ง

วัชรนนท์ สินวราวัฒน์, สัญญาณแห่งกาลเวลา
ยามรุ่งราง
หากสองพื้นที่ดำรงอยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน แต่ออกมากรรมต่างวาระต่างแล้วจึงมาประจบเจอกัน ประเด็นคือไม่ใช่การชวนให้ถวิลหารักษาของเก่าของโบราณผ่านวัตถุชิ้นงานต่างยุค และหาใช่ใช้ร่มเงาขนบจารีตของดีของท้องถิ่นเป็นร่มเงาชายคาให้พักพิงเป็นสิ่งคุ้มครอง ด้านหนึ่งมีกลิ่นอายอนุรักษ์ที่เป็นผลพลอยได้น่าชื่นชมโดยพฤตินัย อีกด้านก็อาจจะมโนทัศน์พุทธโน้มนำไปสักหน่อย พลวัตมาจากการแลกเปลี่ยน การให้การต้านต่อกันและกัน เมื่อคล้อยตามพื้นที่ ศิลปะก็ไม่แคล้ว(คลาด)จากผ้าเหลือง ความน่าท้าทายกลับจะน่าอยู่ตรงที่ว่า ทุกความแปลกปลอมจะคงตัวในถิ่นที่ใหม่แต่เก่าเดิมได้อย่างไร หรืออาจต้องมองว่าทั้งสองฝั่งฟากจะร่วมกันสร้างพื้นที่ ใหม่ ณ จุดเดิม จุดดั้งเดิมได้อย่างไร ภาษาพุทธคือ จะร่วมก่อเจดีย์ทรายเป็นกุศลกรรมต่อกันได้อย่างไร
จะว่าไป แม้แต่การไม่กลืนกลมเกลียว แต่ขับเคี่ยวซึ่งกัน ก็เป็นเจดีย์ทรายได้ ก็ใครบอกว่าเจดีย์ต้องสมบูรณ์เอี่ยมอ่องผ่องแผ้ว
แล้วใครบอกกันเล่าว่าเมื่องานร่วมสมัยไปอาศัยโบราณสถานเป็นพื้นที่แสดงตน แล้วจำเป็นต้องกลืนไปด้วยกับสถานที่ แน่นอนว่าอาจเลี่ยงหลบความอุจาดบางอย่างได้ที่อาจไปรบกวนลักษณะเฉพาะของพื้นที่นั้นๆ แต่ไม่ได้แปลว่าการตอบโจทย์พื้นที่เป็นการนบนอบกราบกรานยอมร้อยเรียงไปกับสถานที่จนกลายเป็นพุทธศิลป์ คุณค่าจะไม่เกิดต่อทั้งสถานที่และผู้มาเยือน ความย้อนแย้งอยู่ตรงที่ว่า คุณค่าของโบราณสถานเดิมจะไม่ขยับเพิ่มไปไหนหากงานใหม่ได้แต่มาเสริมเติมให้ ซึ่งเท่ากับต่อยอดคุณค่าเก่าที่มีอยู่เป็นบุญเดิม เหตุนี้วิภาษวิธีระหว่างสองคุณค่าจากกำเนิดคนละสมัยแต่มาบรรจบในหนึ่งวาระหรือวาระหนึ่ง จึงจะอุบัติเมื่อต่างเริ่มจากเป็นคนแปลกหน้าที่จะมามีวิวาทะต่อกัน ไม่ใช่เอางานร่วมสมัยไปเสียบแซมในหลืบโบราณสถานปลี้ๆ เปล่าๆ อันจะเท่ากับแค่ยืมพื้นที่แสดง แต่ต่างฝ่ายต้องแสดงให้เห็นพื้นที่ใหม่ที่จะก่อตัวจากกิจปฏิบัติที่มีต่อกัน
จึงไม่ใช่ว่าศิลปะร่วมสมัยพึงต้องรับผิดชอบกับมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเท่านั้น มรดกเดิมก็ร่วมรับผิดชอบสร้างบทสนทนากับมรดกชุดใหม่ที่เข้ามาพูดคุยเลียบเคียงด้วยเช่นกัน
โบราณสถานในฐานะบรรพชนก็จะฟื้นฟูตนเองด้วยแง่มุมอื่นที่งานต่างสมัยจะช่วยแง้มให้เห็น หรืออย่างน้อยก็สร้างชีวิตต่ออายุให้อีกครั้ง งานใหม่เองก็จะไม่เพียงเจอโจทย์พื้นที่แตกต่างไปจากหอศิลป์หรือแกลเลอรี แต่เป็นมรดกตกทอดที่มีปัจจัยต่างออกไปให้คำนึงมากกว่าการแค่จะสร้างงานแล้วเอามาลง
ผู้อื่นไม่ใช่เขาหรือเธอนอกตัว แต่ในตัวเอง

กาญจนา ชลสุวัฒน์, เปลวนิรันดร์
Asaññakāya ~ CsO
อสญฺญกาย กายไร้สัญญา สัญญาแปลได้หลายอย่าง ข้อตกลง กติกา คำรับปาก (คำมั่นสัญญา) และในความหมายแบบพุทธที่มี ‘สัญญา’ เป็นหนึ่งในขันธ์ 5 สัญญายังหมายถึงความจำ การจดจำ ซึ่งแน่นอนว่าจะเชื่อมโยงกับข้อตกลง กติกา อะไรเหล่านี้ที่เมื่อกระทำแล้ว จำต้องจำ ต้องจำ จำว่ารับปากอะไรไว้ จดจำกติกา จำข้อตกลง
และอีกความหมายที่ขยายกว้างออก สัญญายังหมายถึงเครื่องหมาย สัญลักษณ์หรือสัญญาณ แน่นอนว่าตรงนี้ย่อมไปต่อติดกับสัญศาสตร์อย่างไม่อาจเลี่ยง
อสญฺญกาย กายไร้สัญญา หรือไร้สัญญะ กาย/ร่างที่ไม่มีอะไรให้จดจำเพราะไม่มีอะไรเป็นข้อตกลง ไม่มีข้อตกลงไม่มีสิ่งใดให้จำเพราะไม่มีสัญญาณหรือสัญลักษณ์ หรือไร้สัญญะใดบ่งบอกกายนั้น จึงประหนึ่งคำเทศอีกคำว่า body without sign/signifier ที่อีกประหนึ่งจะไปต่อติดกับอีกคำเทศของ เดอเลิซ ปราชญ์ต่างด้าว corps sans organes = กายไร้อวัยวะ ที่เดอเลิซหดอวัยวะเหลือย่อเป็น CsO ต่อกันได้เพราะไม่มีข้อผูกมัดใดแต่เดิมทีว่าจะต่อติดหรือไม่ติดต่อ และเพราะ CsO ก็ออกจะนิยมการปล่อยไหลให้สรรพสิ่งเชื่อมกัน
ฤาว่า/ ลือว่า อสญฺญกาย คือท่วงทำนองของ พุทธสัญศาสตร์ ซึ่งไหลเวียนอยู่ในกระแสโพสต์โมเดิร์นแต่เดิมที… เอาเข้าไป ชักไหลไปเรื่อย หากเป็นเช่นนี้ ขันธ์ 5 อาจไม่ได้พอเพียงให้พึ่งพิง เพราะทั้ง 5 ขันธ์จำต้องไหลสู่กัน บรรจบต่อกัน พาดทับกันจนไม่อาจระบุจำนวน ไม่อาจสร้างข้อตกลงร่วม ไม่มีกติกาตายตัว

นวิน หนูทอง, ชมรมไม้บรรทัด
เดอเลิซอ้างอิงมโนทัศน์ ‘กายไร้อวัยวะ’ มาจากกวีปราชญ์ อาร์โตด์ (Artaud) พร้อมยกประโยคของอาร์โตด์ที่เด่นทั้งความคิดและโดดเพราะเขียนต่อเนื่องไม่มีจุดฟูลสต็อป: “กายคือกายมันคงอยู่ตามลำพังและไม่ได้ต้องการอวัยวะระบบอวัยวะเป็นปฏิปักษ์กับกาย” เดอเลิซขยายและตีความเพิ่มจากประโยคไร้ข้อต่อว่า กายไร้อวัยวะมีคลื่นไหลผ่านที่ลากเส้นขอบเขต (seuils) และแบ่งระดับ: “กายไร้อวัยวะคือเนื้อและเอ็น” ไม่ได้เป็นสัดเป็นส่วน มีเพียงขอบขั้นชั้นระดับให้ผ่าน
ปราชญ์โพสต์โมเดิร์นปรับคอนเซปต์ดังกล่าวให้มาไหลเวียนในผลงานของจิตรกรเบคอน กายไร้อวัยวะกลายเป็นกายแห่งศิลปะทั้งขามาและทางออก อีกเดอเลิซยังพาดพิงเส้นสายศิลปะกอทิก: “จึงเป็นเส้นที่มิวายจะเปลี่ยนทิศทางอยู่ร่ำไป หัก ขาด บิด วกเข้าตัว หมุนพัน หรืออาจขยายยาวยืดนอกขีดจำกัดธรรมชาติของมัน สิ้นใจจาก ‘การเกร็งชักระส่ำระสาย’” ลายเส้นกอทิกไหลลากสะพัดพาไปถึงมิติศาสนา: “มันเป็นพยานหลักฐานของจิตวิญญาณสูงส่ง เหตุเพราะเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณเป็นสิ่งชักนำให้ห่างไกลจากโครงระบบเพื่อแสวงหาพลังระดับพื้นฐาน เพียงแต่ว่าจิตวิญญาณนี้ก็คือกาย จิตคือกายนั้นเอง กายไร้อวัยวะ…”
หาได้แปลว่ากายไร้อวัยวะเป็นกายขาดอวัยวะ ประการหนึ่ง มันเพียงไม่ต้องการการจัดระเบียบอวัยวะ ประการสอง หากจะนิยามด้วยอวัยวะ เป็นก็เพียงอวัยวะแบบชั่วคราวไม่จีรัง
อาจเติมต่อประการสาม ว่าอวัยวะดังกล่าวย่อมมีบทบาทของลิมิตให้ข้ามผ่าน
หรือหากจะให้ยอกย้อนแย้งจนยับเยินยู่ยี่เข้าไปอีก (แล้วทำไมจะไม่ย่นยับยี่เยินล่ะในเมื่อไม่มีระบบใดควบคุม) ก็อาจคิดพลิกแพลงสไตล์แดร์ริเดียน (หัวจะปวด) ว่ามันต้องมีอวัยวะเพื่อไม่มีอวัยวะ ต้องมีลิมิตให้ข้าม มีขอบเขตขีดจำกัดมีระดับให้ผ่าน
ไม่พ้นลากยาวพาดพิงถึง อสญฺญกาย ที่หมายเป็นหมุดสัญญะในตัวว่าไร้การจดจำ แต่จะสัญญา/จำอะไรกับใครและกับอะไร ย่อมเป็นการสร้างลิมิตหรือพรมแดนขึ้นมาเป็นมโนทัศน์ให้ไหลผ่านข้ามไป เหมือนดื้อต่อระบบเพื่อรื้อระบบและก่อระบบอื่นขึ้นมา หาก ‘จิตคือกายนั้นเอง กายไร้อวัยวะ’ อสญฺญกายเป็นการวางจิตให้เคลื่อนผ่านพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิม
‘จิตวิญญาณ’ จากจิตของเดอเลิซ จากกายไร้อวัยวะของอาร์โตด์ ลอยละล่องในกายไร้สัญญาไร้ความทรงจำแห่ง อสญฺญกาย
เพราะใครจะจับ/จำได้ว่ามีอะไรเหล่านั้นในกายไร้ทั้งอวัยวะไร้ทั้งสัญญายามที่สรรพสิ่งผูกพันและอิสระ มีฟูลสต็อปล่องหน

ปรีชา รักซ้อน, ตะขาบพ่อลูก
ศาสตร์ประวัติปราศจากข้อต่อ
corps sans organes กายไร้อวัยวะ ร่างไร้หมุดกำหนดสัดส่วน ปราศจากเครื่องกำกับการขับเคลื่อน ปลดปล่อยให้แรงขับแรงปรารถนาไหลเวียนอย่างไร้ข้อต่อไร้การควบคุม อิสระ ในสภาวะไหลลื่น ยังไม่ก่อต่อเป็นโครงสร้างตายตัว CsO จึงเป็นการปล่อยให้สรรพสิ่งบรรจบกันเอง เชื่อมต่อโยงใยไร้ขีดจำกัด ผัสสะความรู้สึกไร้พันธนาการและเกิดการลองผิดลองถูก
เหมือนจะง่าย แต่เอาเข้าจริง ก็เป็นการลองแบบทดลองที่จะไปถึงอะไรนั้นไม่อาจรู้ เป็นบททดสอบลิมิตหรือขีดจำกัด
จึงเป็นทั้งลิมิตและเส้นทางที่เปิดออกจนจำจด จดจำอะไรไม่ได้ถนัด (กระมัง) เนื่องจากไม่ยึดติดสิ่งใดราวกับปล่อยวางและปล่อยไหล
ก็นั่นแหล่ะ การจะปล่อยวางเท่ากับยึดติดกับความคิดเรื่องการปล่อยวาง และเท่ากับไม่มีความปล่อยวางโดยแท้ ย้อนแย้งในตัว
อะไรคือประวัติศาสตร์ที่ไร้ข้อต่อ ประวัติศาสตร์ที่เป็นแผ่นผืนลื่นไหลเหมือนกายไร้อวัยวะ อาจจะมองงานร่วมสมัยในโครงงานโบราณหรือแม้ไม่เก่ามากแต่อยู่ในขนบเก่า ว่าเป็นการทดลองประดิษฐ์ร่างไร้สัญญา ไม่มีข้อตกลงร่วมกันแต่เดิมที ปล่อยผลงานปะทะ ผูกต่อ ขัดแย้ง แข่งขัน เสริมดัน ผลักออก ตัดต่าง ให้อะไรเป็นไปในความผิดแผกแปลกหน้าที่ทำให้ผู้อื่นไม่ใช่สิ่งอื่นแต่เป็นเรา สิ่งอื่นอาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกตัวแทรกเข้ามา แต่เป็นกายเดิมที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ฝั่งงานขนบ และไม่อาจนิยามงานร่วมสมัยว่าแทรกมาเป็นปรสิตสูบเลือดเนื้อ ไม่อาจคิดแบบอาณานิคม แต่ในจังหวะของ อสญฺญกาย ที่การจดจำไม่แน่นิ่ง เคลื่อนคล้อยขยับ สร้างพลวัตต่อกัน ไม่ได้ผูกมัดสัญญาเป็นมั่นเหมาะ
ตรงนี้กระมัง เมื่องานร่วมสมัยพยายามคล้อยตามกายพุทธที่ปรากฏ ร่างไร้สัญญะ ขาดสัญญาจะแปรปรับให้เกิดข้อตกลงที่ผูกสองฝั่งหากัน แล้วก็จะพลอยรื้อสร้างนามเดิมที่ตั้งไว้ นามของการไร้กายสัญญะ ไม่มีความจำร่วม ไร้การจดจำ มีแค่จดจาร
คือเมื่อมันจดจารลง แปลว่ามันพามาถึงลิมิตที่มันตั้งไว้เป็นคำถามโดยพฤตินัย ขีดจำกัดของการไร้ขีดจำกัด
*

ปานพรรณ ยอดมณี, อธิษฐาน
แล้วในอสญฺญกาย สิ่งใดอะไรคือกาย อะไรอันใดรับบทบาทอวัยวะ พื้นที่โบราณสถานทำหน้าที่โครงร่างกายเดิมโดยมีอวัยวะสมัยใหม่เข้ามาปะติดปะต่อ? หรือกลับด้านกัน ผลงานต่างสมัยเป็นหลากกายาที่เข้ามาพัวพันเป็นร่างใหม่ให้อวัยวะเก่าแก่? หรือต่างเป็นร่างเป็นกายต่อกันและกัน? หรือต่างจะเป็นอวัยวะให้ซึ่งกันและกันโดยไม่อิงโครงระบบแบบตายตัวฝังแน่น?
หรือว่า หรือว่า ทั้งเก่าและใหม่ต่างก็คือ floating signifier รูปสัญญะที่ลอยล่องล่องลอย ไร้คำจำกัดความแน่ชัด (ท้าทายข้อมูลประวัติศาสตร์โบราณคดี) ไร้ความหมายแน่นอน (ท้าทายอรรถศาสตร์ทุกรูปแบบ)
เป็น floating organs
ลองถอดเป็นบาลีสันสกฤตสิ…

ช่วง มูลพินิจ, ปรางค์ทอง
พรางเลือนเคลื่อนไป
ดอกแก้วบางระหงระเหิดชูดอกโชว์ก้านใสประกายวาวแวววางเรียงรวมและแยกหย่อมตรงฐานพระปรางค์ ราวพุทธบูชาที่เป็นดอกบัวจริงใกล้เคียงกัน ไม่ได้มาแข่งกับโครงอิฐสูงสง่าตระหง่านตระการขององค์ปรางค์ ปรางค์งามก็หาได้เพรียวเรียวระฟ้าจนย่ำเหยียดดอกแก้วใสด้านล่าง (กาญจนา ชลสุวัฒน์) เช่นเดียวกับบรรดาดินสอหลากสีก่อตัวเรียงรายราวนั่งร้านยืดยาวตรงฐานพระนอน ไม่ระเกะระกะ สับไขว้ผอมบางด้วยสีสันนานา เป็นทั้งนั่งร้านกระจิ๋วหรือรั้วเปราะที่ไม่ไปปลุกสะเทือนองค์พระไสยาสน์ แก้วใส่น้ำวางอยู่หนึ่งใบ โยงรับไปกับดอกแก้วเป่าตรงฐานปรางค์ (นวิน หนูทอง)
การตื่นรู้ไม่ใช่ที่องค์ปรางค์หรือองค์พระ หากแต่ที่ผู้ชมจะเปลี่ยนให้ ‘รูปขันธ์’ ในฐานะอวัยวะหรือร่างอื่นกลายเป็นสัญญะในหลากความหมายของทั้งสัญญาการจดจำหรือเครื่องหมายที่หมายบอกอะไร บางทีความเปราะเบาน้อยนิดของทั้งดอกไม้แก้วใสและแท่งดินสอสีที่ไม่ได้มีไว้ให้วาดให้เขียน คือหมายรู้ของ อสญฺญกาย หมุดกำหนดการจดจาร ณ ที่ความทรงจำเป็นการปรุงแต่งในท่วงทำนองของ ‘สังขารขันธ์’ จำเพื่อให้ลืม ลืมเพื่อจะจำ ระบบสัญศาสตร์คลาสสิกกล่าวอะไรพื้นฐานแบบนี้ คือสัญญะไม่ได้หยุดนิ่งแค่รูปและความหมาย แต่ล้อไล่ต่อเนื่องไปยังสัญญะอื่นในทำนองไม่เสร็จสิ้น ไม่จีรัง อสญฺญกาย ไร้กายให้ต้องจำจดถาวรยืนยาว ยังคงต้องเวียนไหลไปต่อ
เห็นไหมว่าดินสอสีจดจารตนแบบแตกแขนง ไปวางรวมกันอีกจุดห่างจากองค์พระ เป็น organ ที่ขยับไปตามพื้นที่กายร่าง และกลายเกลื่อนร่างไปตามสิ่งแวดล้อม ไต่ล้อมอะไรอื่นที่ไร้กาย
แท่งดินสอสีเหมือนจะเขียนกายร่างของพื้นที่มวลรวมขึ้นมานอกเหนือขีดคั่นแนวตามแนวทอดตัวของพระนอน พิสูจน์ถึงลิมิตที่แตกตัว ล้อไปกับธงทิวปลิวสะบัดตรงริมฝั่งอีกด้านที่แขวนวางลิมิตเขตขอบทั้งในระนาบและในอากาศ ธงตะขาบคู่อารมณ์ดี ใบหน้ายิ้มร่าช่วยปัดเป่ามวลแข็งของทั้งงานเก่าและงานใหม่ ขับขีดเส้นให้เส้นตรงของอิฐ ของโครงสถาปัตยกรรม ของแท่งดินสอ ของก้านดอกแก้ว ขยับกลายลอนร่อนขึ้นลง วางเขตที่พัดปลิวริ้วเลื้อยสู่บน กระเพื่อมพัดขยับทัศนียวิทยาไม่ให้กลายร่างเป็นกายเรขาคณิตถ่ายเดียว คืออีกกายของอสญฺญกาย? ไร้ความจำ? แต่ภาพสีฝาผนังในวัดแห่งหนึ่งของสุพรรณบุรีก็จดจารธงตะขาบ แอบหลบหลังพระประธาน เตือนความจำถึงวงศ์วานความเป็นมา ก็ใครจะนึกถึง ใครจะมีความทรงจำดังกล่าวหากยกเว้นผู้ขลุกในภาพศาสนา ลิมิตหรือพรมแดนบอกกล่าวด้วยธงทิวพ่อลูก (ปรีชา รักซ้อน)

ตะวัน วัตุยา และนักศึกษาจากวิทยาลัยช่างศิลปะสุพรรณบุรี, แกแล็คซี่
อีกหนึ่งเครือญาติในกรอบคิดลิมิตของกายอสญฺญ เป็นแท่งหินขนาดย่อมวางตรงขอบกำแพงหลังองค์ปรางค์ หินแท่งเป็นกรอบให้ภาพถ่ายด้านหนึ่ง อีกด้านเป็นคำโคลงกลอนสลักจารจดไว้ตรงแผ่นหลัง หรือหน้า? หน้าหลังไม่มีสัญญะใดกำหนด (วัชรนนท์ สินวราวัฒน์) เล่าดาวบอกเดือน แต่ภาพเป็นอาทิตย์กลม ไม่รู้ขึ้นหรือตก ด้านหนึ่งกายเป็นภาพ กลายเป็นภาพ กายภาพ กลายเป็นภาพ กลายภาพ อีกด้านกลายเป็นคำ กายเป็นคำ กายคำ กลายคำ คำเกลื่อนกลายเป็นโคลงกลอนให้อ่าน เป็นคำที่แท่งสีไม่เขียนออกมา เป็นคำชุดเดียวที่อ่านออกเสียงตามไวยากรณ์ และเป็นคำชุดเดียวที่เป็นกายคอนเซปชวล กายเดียวที่รวมภาพและคำไว้ในกรอบโครงหินเดียวกัน จะดาวเดือนอะไร จะหล่นร่วงเป็นดาวตกดาวหาง หรือโผล่แสงจัดจ้าแห่งสุริยา ดาวนั้นคำนั้นก็คอนเซปชวลไลซ์อะไรอื่นที่ไม่เป็นรูปดาว(อย่าง)เดียว ด้วยเหตุผลเดียวว่าไร้สัญญาสัญญะร่วมหรือข้อตกลงผูกมัดร่วมอย่างเหนียวแน่น อะไรเชื่อมกับองค์ปรางค์และแท่งหินลิมิตราวใบเสมาที่ประจันกับอีกด้านของโบสถ์เก่า? ระหว่างฟ้าหม่นเรืองในภาพถ่าย วงกลมแทนอาทิตย์ กลอนโคลงแทนวาจาและดนตรี และยอดสูงของปรางค์ และฝาผนังด้านนอกของโบสถ์เดิมที่ฝั่งตรงข้าม
อาจต้องให้ความหมายจากความจำลอยล่องละลิ่วปลิวไปกับธงตะขาบ ถึงด้านในของโบสถ์เก่าหลังนั้นที่โปร่งโล่ง องค์พระสวยสง่าแม้จะไม่ร่วมสมัยเดียวกันทั้งองค์ แล้วอวัยวะภายในที่วางเรียงรายหน้าองค์พระเป็นอวัยวะส่วนใดของพื้นที่กายรวมของอสญฺญกาย กายไร้สัญญะ แต่มันก็โทนโท่ว่าศิลปะนะที่ยืนพื้นตรงนั้น ทั้งขนบเก่าและใหม่ เลยรู้มาว่าตาเราแค่สัมผัสรับรู้จากความเคยชินว่าเมื่อเป็นหินจึงต้องหนัก หารู้ไม่ว่าคือหินแปลกหินจำลองที่ไม่หนักเท่าหรือไม่หนักไปกว่าแท่งหินคอนเซปชวลนั้นที่มีถึง 500 กก…. ใช่ อาจเป็นอีกนิยามของอสญฺญกาย เมื่อกายไม่ได้มีอะไรให้จำจดเพราะเป็นหินจากตาเห็นจึงไม่ใช่มวลกายจริงเนื่องในสมมติรับรู้เดิมได้ลวงไปอีกลักษณะ (ปานพรรณ ยอดมณี) พระธาตุอินแขวนจำลองไม่ได้วางสูง แต่วางในระนาบสามัญในฐานะกายอื่นที่ศักดิ์สิทธิ์ในนามผลงาน ซากปรักชำรุดรายล้อมก็ไม่รู้มาจากแห่งหนใด จะสำคัญอะไรก็ในเมื่อความจำเดิมเสื่อมสลาย ปลิวไปตามแกนกายอื่นตามริ้วธงตะขาบ เขียนล้อออกมาใหม่ในสีสันใหม่ด้วยแท่งสีจำนวนสิบหรือร้อยได้นับครั้งไม่ถ้วน
เหมือนของถวายที่นำมาวางหน้าองค์พระประธาน แต่จะหญิงหรือเป็นชายหรือเพศอะไรนั้น แล้วเสียงกระซิบใดจากริ้วธงจะบอกได้กันเล่าในเมื่อเป็น ‘อสญฺญ’

กนกวรรณ สุทธัง, แกลบในอิฐ
พระธาตุจำลองก้ำกึ่งนอกใน หนักเบา หรือกระทั่งชายหญิง ในพื้นที่ในนอกสวนไขว้กลับเข้าออกนอก กระทั่งภาพด้านหลังพระประธานก็แสดงสภาพภายในของพระพุทธรูปในสองลีลา ตรงผนังหลังพระแต่ให้ดูนอกพระ เพื่อดูภายในพระ มองกล้ามเนื้อส่วนเส้นและรอยเลื้อยระโยงระยางที่ไม่อาจเห็นในพระจริง มีแต่จิตรกรรมที่ทะลวงถึงกายภายในผ่านสัญญะอื่นที่ไม่ได้สัญญาร่วมกันไว้ (วรรณฤทธิ์ กะรินทร์) กายภาพไร้กายแห่งสญฺญ คือไม่ได้จดจำว่ากายก่อนนั้นมีใน/นัยอื่นอย่างไรได้บ้าง เว้นแต่จะแปลงกายเดิมเป็นอวัยวะอื่น จะว่าไปก็ใสเปล่งดุจเดียวกับดอกแก้วใสตรงฐานพระปรางค์ พริ้วเหมือนทิวธง เป็นอีกฉันทลักษณ์ไม่ต่างจากกลอนหลังแท่งหิน เป็นแบบเดียวกับดินสอสีที่วางให้เห็นเพียงแกนโครง คือกายไร้อวัยวะในความหมายที่ว่าระบุและกะเกณฑ์เชิงข้อเท็จจริงได้ไม่ชัด
อะนาโตมีพระพุทธรูปวาดแสดงกายปราศจากเปลือกผิว แต่ความลึกของงานสองมิติไม่ได้นิยามแค่เพียงเทคนิคลวงตาว่าลึกด้วยเส้นน้ำหนักสีมุมมอง ยังหมายรวมผิวเปลือกระนาบของวัสดุตัวรองรับนั้นเอง ลึกที่ผิว เป็นผิวที่ลึก โครงเส้นกล้ามและสายโลหิตเป็นผิวที่ประจันหน้าผู้ชม หันหาอาทิตย์หรือดาวอีกดวงตรงแผ่นกรอบทรายสลักหลังด้วยกาพย์กลอนแท่งนั้น แล้วยังล้อไกลไปถึงงานอีกชิ้นภายใน งานลักษณะเดียวกันแต่คลุมไว้ในโครงสถาปัตยกรรม ภาพวาดปรางค์เด่นวางตรงฐานพระ กลางแท่นบูชาแบบเดียวกับงานจิตรกรรมประดับแท่นบูชาในโบสถ์คริสต์แต่เดิมที่มีไว้สักการะดุจเดียวกับโบราณวัตถุมงคล (ช่วง มูลพินิจ) พระยืน 2 องค์โน้มตัวพนมมือเข้าหา 2 ด้าน ทั้งขนาดงานทั้งธีมงานสอดคล้องไปกับสถานที่ ไม่มากวนก่อผัสสะ ปรางค์นอกสง่าขรึมขลังกลางแจ้ง ปรางค์ในย่อส่วนลงฐานพระ วางให้พินิจใต้ระย้าใหม่เหลืองอร่ามคล้องไปกับองค์พระ กรอบประตูหน้าต่างแดงและผนังเปลือยขาวขับเด่นทั้งหมดมวลของแท่นพระ กลายเป็นว่าร่างสญฺญมาจากอสญฺญที่วางไว้ จากการไร้สิ่งตกลงแบบเงื่อนนิ่งไม่คลาย ตำแหน่งการตั้ง และโทนการเพ่งมอง ก่อร่างแห่งสัญญา ร่างให้จำจดเมื่องานได้สร้างข้อตกลงใหม่ขึ้นมา สร้างภาพจำใหม่ขึ้นมา

สาครินทร์ เครืออ่อน, การก่อรูปนิรนาม
ในทุกคำถามที่จะตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้เนื่องจากอสญฺญจะคล้อยไปเป็นสัญญา สัญญะตามต่อด้วยสัญญะแบบไม่จบ ในทุกคำถามนั้นคือ เมื่อถอดออกจากพื้นที่กำเนิดเดิม จากรากฐานพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของโบราณสถาน เหล่าผลงานทั้งหลายจะมีชีวิต post exhibition อย่างไร คำถามแบบสิงหลอนเนื่องจากอะไรทั้งหลายต่างรอ ‘ภายหลัง’ โพสต์ โพสต์ ในทุกวงการ จนอาจลืมความคิดหนึ่งที่ว่า อนาคตยังมาไม่ถึง อดีตนั้นล่วงผ่าน ปัจจุบันสิคือกรรมจริงที่จะกำหนดทั้งภาคหน้าและภาคหลัง จะรู้ได้ไงว่า post exhibition ของงานเหล่านี้จะเป็นอย่างไรก็อิงอยู่กับสภาะปัจจุบันที่จดจารความจำไปแล้วในลักษณะหนึ่ง จะเขียนผืนความจำใหม่โดยรื้อการจดจำเดิมได้อย่างไร หากวางแนวแท่งดินสอในหอศิลป์ จัดวางแท่งหินพร้อมกลอนไพเราะลงพื้นที่ปิดโดยปราศจากปรางค์สง่าจะเป็นเช่นไร ธงตะขาบจะปลิวเพราะลมธรรมชาติหรือต้องปล่อยย้วยยาวลงพื้นหรือติดตั้งพัดลมแปลกปลอม
ปุจฉาเดียวกันนั้นจะพัดไปถึงผืนผ้ายาวใหญ่หลายสิบเมตรภายในวิหาร งานเพนต์ที่ลงแรงทั้งความคิดผู้สร้างและเหล่าผู้ลงมือปฏิบัติจริง (ตะวัน วัตุยา และนักศึกษาจากวิทยาลัยช่างศิลปะสุพรรณบุรี) ยาวโอบล้อมหมู่องค์พระห่อเหลืองถึงสามด้าน ดำเด่นด้วยห้วงอวกาศเป็นพื้นขับเน้นพระพุทธรูปทั้งหลายที่เรียงรายให้เดินแทรกวนชมมองพินิจพิเคราะห์ แปรเรื่องเล่าพุทธประวัติที่เหมือนจะซ้อนไว้เบื้องหลังเป็นฟากฟ้าทะมึนขลังไม่น้อยกว่า ดาวเด่นดวงกลมในแท่งหินทรายรอดเล็ดมาเล่นล้อจากภายนอก แท่งดินสอสีและอนาโตมีพระจากสีพาสเทลก็เหมือนโผล่มาไขว้ จิตรกรรม collaborative หรือแบบมีส่วนร่วม หาได้แตกต่างจากงานโซโลภาพกายภาพพระและภาพปรางค์บนแท่นบูชา คือกายไร้สัญญา ไร้การจดจำร่วมแต่เดิมที หรือเป็นการสร้างความทรงจำคนละทีคนละวาระแบบเดียวกับการจดหรือเขียนผืนประวัติศาสตร์ที่มัก post (อีกละ) มากกว่าจะ present (อนิจจา)
จึงอาจไม่ต้องกังวล แค่ปลงใจว่าทุกงานทดลองวาระและพื้นที่หนึ่งย่อมไม่ผูกสัญญาแน่นอนตายตัวว่าถึงที่ใหม่แล้วจะมีความหมายชุดเดิมติดสิงห้อยตามเป็นอวัยวะที่ขาดเสียไม่ได้ ต้องขาดได้สิ ต้องปล่อยวางความหมายเพื่อทดลองหรือทดสอบพื้นที่และวาระอื่น ต้องไหลเลื้อยมะงุมมะงาหราได้ คลำทางใหม่ได้ ต้องปลดความหมายเดิมออกได้เพื่อสร้างชุดความเป็นไปได้อื่น ต้องไม่ใช่กายถาวรที่มัดไว้หลังหมู่องค์พระ ผู้ชมอาจผูกต่อกับธงตะขาบพ่อลูกภายนอกที่ดูไม่เกี่ยวอะไรกัน แต่ก็ผืนผ้าเช่นเดียวกัน อันหนึ่งตกยาวล้อมพระภายใน อีกด้านยึดโยงภายนอกปลิวขึ้นลงตามสัญญะธรรมชาติ คละกาย เขียนตก ‘น’ เลยได้ ‘คละ’ แทนที่ ‘คน’ แล้วทำไมจะไม่ได้หากเมื่อปล่อยสัญญะทำงานตามรอยไวยากรณ์และตามร่องผิดลองถูก ธงนอกกั้นลิมิตกายภาพพื้นที่แสดง ผ้ายาวหลายสิบเมตรคั่นนอกในให้มองนอกเพื่อเห็นฟ้าฟากอวกาศภายนอกจำลอง
อสญฺญกาย หมายบอกไม่มีสิ่งจดจำจากกาย? แค่มันพาดทับกันไปมาในจินตภาพก็ลงหมุดสัญญาบางอย่าง ก็เพื่อวางและขยับต่อ ทุกแกนโครงตายตัวเป็นพันธนาการปิดกั้น ไม่จำเป็นต้องลงตัวกับตนหรือกระทั่งกับสิ่งใด
ดูเหมือนเดอเลิซและผู้ทดลองคอนเซปต์ อสญฺญกาย จะพารวนองคาพยพที่สยบอยู่เป็นระบบจนไม่อาจขยับหรือสร้างพลวัตอื่น ทั้งรวนและป่วน โดยชัดและโดยนัย (โดยณัฐดนัย…ลองหาคำแปลสิ จะเหวอว่าไปเป็นญาติอะไรด้วยกะปราชญ์ฝรั่ง)

สวัชโรกร วรรณศร, กรุ
ในระนาบติดพื้นยังคงมีอีกสองกายไร้อวัยวะ หรือจะเป็นอวัยวะไร้กายเพราะแทบกลืนกลายไปกับพื้นที่ด้วยจงใจเลือกวัสดุเป็นอิฐให้ล้อพ้องไปกับโบราณสถาน กองหนึ่งใกล้องค์ปรางค์เหมือนจะเครือเดียวกับแท่งหิน พูดข้าวกล่าวเปลือกเฉกเช่นรวงข้าวที่เป็นดาวเด่นตรงขอบกำแพง เพียงแต่ไม่แหงนตั้งชูแบบหินทราย กลับเลือกระนาบราบกับพื้นอิฐ จัดวางพร้อมแทรกภาพต่างหลาย (กนกวรรณ สุทธัง) เนื้อหาสารพันแบบเดียวกับดาวรวงข้าว และก็เกลาเหลือเป็นสัญญะให้ถอดเอง สัญญาเรื่องเล่าน้อยใหญ่อาจสะกดไว้ในวัสดุในคอนเซปต์ หรือจารึกลงในเนื้อหินทราย แต่กายสำคัญคือกายที่สายตาไม่อ่านเรื่องนั้น ไม่ได้สร้างสัญญาเดียวกัน กายอิฐกายแกลบกายข้าวเปลือกหรือกายดาวในหินจึงเกลื่อนกายกลายเรื่องเป็นอื่นได้ตลอดเวลา แบบไม่ผูกมัด ไม่สัญญาอะไรเป็นมั่นเหมาะแบบที่ก่อโครงเรื่องเล่าไม่ผันแปร
ก็ในเมื่อภาพถ่ายอาจจางเพราะแดด อิฐหินอาจชำรุดเพราะกาล ประวัติศาสตร์เรื่องราวเบื้องหน้าหรือหลังเลี่ยงไม่พ้นว่าจะผ่านพ้น ชั่วคราว ถูกลืมและถูกจำ ใน/ด้วยกายและอวัยวะอื่น
ลองคิดไหมว่ากระทั่งโบราณสถานยังเป็นงานทดลองที่ไม่ยืนยง คงต้องพึ่งการซ่อมการแซมการปรับการบูรณะ ทดลองความเชื่อ บททดสอบศรัทธา ศิลปะล้อพ้องร้องรับและรองรับการทดลองไม่ได้ต่างกัน และจะรู้ได้ไงว่าทุกทิศทางการตั้งของทั้งโบราณสถานถูกคำนวณมาจากจุดใดสักจุดหากไม่รื้อจุดดังกล่าวเพื่อสร้างจุดใหม่ลองใหม่คิดใหม่กระทำอื่นปฏิบัติอีกแบบ
อสญฺญกาย อาจแนบไปกับ สุญญกาย ไร้กายเพราะมองเป็นอื่น
คืออิฐสีเดียวกับโบราณสถาน อิฐอีกกลุ่ม ตรงพื้นใกล้ตะขาบลอยฟ้า สัตว์ผ้าหน้ายิ้มไม่เลื้อย หมุดขอบพื้นที่ ในขณะที่อิฐขะยึกขะยือซิกแซ็กวางเรียงราวแมลงที่เลื้อยนิ่งแทนตะขาบ กลืนตัวไปกับแวดล้อมราวกับวางไว้ให้ลืม ลองลืม ลองไร้สัญญา ทดสัญญาไว้ ณ บางแห่งหน ไม่ชูช่อเป็นดอกไม้แก้ว ไม่วางตั้งเท่าพุทธบูชาจำลองหน้าองค์พระ ไม่ก่อเลื้อยยาวหลากสีสันแบบแท่งดินสอสี แต่เสมือนฐานเก่ารากเดิมที่อาจไร้การเหลียวมอง กลบกายเกลื่อนร่างพรางอวัยวะ แสดงความเป็นอื่นจากการอำพรางตนที่ออกโจ่งแจ้ง (สาครินทร์ เครืออ่อน) ใน CsO มี s แทรกกลาง อักษรต้นของผู้สร้าง แซมไว้ในกายไร้อวัยวะ หักพับหยักกับพื้นให้ไปต่อ เป็นได้ทั้งกายเสร็จ และ/หรืออวัยวะที่ไม่พึ่งกายอื่น ไม่มีกายภาพอื่นนอกจากส่วนเสี้ยวเบี้ยวคดขดบิด
แล้วก็ แล้วก็ ไข่ฟองนั้น ไข่ฟองนั้น ที่มีสัตว์ปีกเกาะบน จะอินทรีย์อีแร้งอีกาอะไรก็ตามเถอะ แต่ไข่ฟองนั้น ที่เปลือกเริ่มมีรอยเหมือนร้าวปริ เหมือนจะแตกอวัยวะ (สวัชโรกร วรรณศร)
เดอเลิซ: “เราวิเคราะห์เรื่อง CsO เหมือนไข่ที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ก่อนการขยายออกของโครงสร้างและการจัดระบบอวัยวะ ก่อนการก่อตัวของระดับทั้งหลาย เป็นไข่เข้มข้นที่นิยามด้วยแกนและเวกเตอร์ ด้วยเฉดและขอบเขต ด้วยแนวโน้มพลวัตพร้อมกับพลังงานปรับแปร ด้วยภาพเคลื่อนไหวพร้อมการโยกย้ายกลุ่ม การอพยพ อะไรทั้งหมดนั้นเป็นเอกเทศจากรูปทรงเสริมทั้งหลาย เนื่องจากว่าบรรดาอวัยวะปรากฏและทำหน้าที่ก็เพียงแค่เป็นความเข้มข้นโดยล้วน”
ไข่ฟองนั้นจึงอุดมด้วยคิดและจิตแบบ CsO
พร้อมจะกะเทาะ ใกล้จะปริร้าว แต่ยัง

วางหาย
เดอเลิซไม่ยอมรับว่า ‘กายไร้อวัยวะ’ คือคอนเซปต์หรือมโนทัศน์เพราะจะเท่ากับอิงกับความคิดนามธรรมที่ไม่อาจแปรสภาพสู่ความเป็นจริง ปราชญ์โพสต์โมกลับยืนยันว่า CsO เป็น ‘กิจปฏิบัติ กิจปฏิบัติทั้งหลาย’ ทว่าก็เอื้อมไม่ถึง เข้าไม่ถึง ไม่อาจไปถึง กายไร้อวัยวะจึง ‘คือลิมิต’ ขีดจำกัด เปรียบได้กับเห็บเหาที่คลานอยู่ กับคนตาบอดคลำทาง คนบ้าวิ่งพล่าน นักเดินทางในทะเลทราย หรือคนเร่ร่อนในทุ่งหญ้าสเตปป์
เดอเลิซน่าจะนึกถึงตะขาบธงทิวปลิวไปยิ้มไปบ้างนะ…
หรือจะเทียบกับอสญฺญกาย ที่ไร้สัญญาไร้การจดจำ ก็ย่อมไม่ผิดนักในเมื่อเดอเลิซเองกล่าวเชิญไว้ว่า “ลองแทนที่การระลึกถึงด้วยการลืม แทนที่การตีความด้วยการทดลอง”
ลืมเถิดว่ากายนั้นประกอบด้วยสัดส่วนอวัยวะ ลองเป็นกายไร้ระบบที่ต้องเร่ร่อน คลำทาง วิ่งพล่าน (และ/หรือเลื้อยติดดิน) แบบไม่มีทิศทางตายตัว ลองลิมิตที่เข้าไม่ถึง จำต้องทดไว้ก่อน
บางทีอาจกระทั่ง ต้องลองลืมกายนั้นเสียเอง อสญฺญกาย อาจไม่ใช่กายไร้ความจำ แต่กายที่ถูกลืมเหมือนโบราณสถานที่รื้อฟื้นคืนตัวมาผ่านกระบวนการหลงลืม
ไม่ได้ลืมเลยไปว่างานอีกกลุ่มจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วัดพระรูปและหนึ่งชิ้นในอุโบสถพระนอน ดูเหมือนคอนเซปต์จะแผลงฤทธิ์เมื่อชิ้นงานปนเปแทรกซ้อนไปกับโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์จนไม่อาจส่องประกายแวววาวเคียงคู่ไปด้วยกันได้ ด้วยวัตถุเก่าแก่ทรงพลังดึงสายตาดูดการรับรู้ไปอย่างมหาศาลทั้งปริมาณทั้งเนื้อที่ทั้งความขลังของสิ่งโบราณ ต่างพาผลงานอื่นๆ เข้าเนื้อพื้นที่ แปลกปลอมแต่ไม่เปล่งปรั่ง ไม่อาจเทียบรอยพระพุทธบาทไม้วิจิตรทั้งหน้าและหลังที่พาลพลอยพาดพิงแท่งหินนั้นที่มีให้อ่านหนึ่งด้านดูหนึ่งด้าน ไม่อาจเทียบองค์พระไสยาสน์เมื่อได้แค่วางพับขยักดำบนโต๊ะไม้ธรรมดาวางข้าง หากพิพิธภัณฑ์เป็นเสมือนจดหมายเหตุแห่งความทรงจำ หรือจดหมายเหตุกันลืม ต้านการลืม มุมหนึ่งผลงานใหม่ก็ร่วมเข้าพิธีกรรมสมัยใหม่ที่ประกอบใช้กับของเก่าของศักดิ์สิทธิ์ ถูกเก็บในสถานะชิดใกล้แอบอิงกลืนไปกับโบราณวัตถุ ออราของพื้นที่เดิมช่วยโอบอุ้มงานอื่นที่เล็ดลอดเข้ามา งานภาพร่างในตู้กระจกพลอยได้ที่ที่ควรจะได้ (มณเฑียร บุญมา) อีกมุมหนึ่งจึงหมายถึงการไม่อาจผงาดมโนทัศน์ตั้งต้น อสญฺญกาย กายไร้สัญญา ไร้การจดจำ กายที่มากับการลืม หรือเหล่านั้นจะเล่นย้อนเล่นแย้งกับคอนเซปต์หลักโดยเอาตัวพลีเป็นศิลป์บูชา พลี ‘อ’ และเติมสระอุ เป็น ‘สุญญกาย’ กายที่สาบสูญ ไร้เรือนร่าง กายถูกเกลื่อนกายไปกับสรรพสิ่งของพิพิธภัณฑ์
จะแปลกพิศดารตรงว่า พื้นที่ภายในในฐานะ site of memory สถานความทรงจำ อาจไม่ได้เอื้อให้เกิดการแปลกแยกโดดเด่น ทว่าหนึ่งในโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์เหมือนจะติดเชื้อความร่วมสมัยเพื่อแสดงการหายตัวไป เหลือเพียงฐานพระ พระพุทธรูปอันตรธานหายไป ล่องหนจากน้ำมืออกุศลที่ดันพลิกให้ไปต่อติดกับ อสญฺญกาย กายไร้สัญญะ กายไร้อวัยวะเพราะอะไรคือกายและอวัยวะระหว่างฐานพระว่างเปล่ากับองค์พระล่องหนหายตัว
เป็นบทประมวลขมวดอัศจรรย์ให้กับโครงการอสญฺญกาย สรุปรวบยอดจากชิ้นงานที่เหลือราวปรักหักพังแค่ฐานรองรับ ไร้สิ่งให้จดจำนอกจากฐานว่างเปล่านั้นที่บุ้ยใบ้ถึงกาย/อวัยวะให้รำลึก
*

Alpha Virginis เป็นอีกนามหนึ่งจากหลายขนานนามของดาวรวงข้าว ดาราศาสตร์อินเดียเรียกว่า Chitrā จิตรา ที่หมายได้ทั้งความเปล่งวาววับ จิตรกรรม งามงด ประณีต หรืออาจนำไปเทียบคู่กับ ‘จิตคือกาย’ ของเดอเลิซ คือ ‘กายไร้อวัยวะ’ หมดจดงดงามเรืองรอง
เพราะราวกับอสญฺญกายมาเป็นคู่ที่ไม่ได้สัญญาหมายมั่นกันแต่เดิม เห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า ดาวรวงข้าว Alpha Virginis ก็หาใช่ดาวเดี่ยวเดียวดวง หากเป็นระบบดาวคู่ที่ใกล้กันมากจนเห็นเป็นหนึ่งดวง กลืนกายกลายเป็นดาราที่ไม่กลมแต่รีแบบไข่ ตำราเดอเลิซก็ร่วมจดจารกับมิตรร่วมปัญญา ไม่ได้เขียนเดี่ยว อีกยังณัฐดนัยหนึ่งในสองภัณฑารักษ์ให้ข้อสังเกตว่าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมีองค์ประกอบแบบ mirror effect ทั้งพระนอนสองด้านวิหาร โบสถ์เก่าโบสถ์ใหม่ วิหารน้อยที่ทำมุมชนชิดติดกัน แล้วคงต้องนับรวมการแสดงในสองพื้นที่วัดสำคัญของสุพรรณบุรี
ในทั้งสองพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสัมฤทธิ์ผลอาจลักลั่นกันบ้างไม่เว้นวายจะภายนอกหรือภายใน อสญฺญกาย คงจะเป็นกรุ๊ปโชว์ที่เปล่งประกายเป็นที่สุดของปี 2568
ดังนี้แล้ว จึงขอต่อกลอนจากกลอนตอนต้นที่ลงไว้ที่สระไอ ต่อกลอนให้สะท้อนแบบกระจก
จิตเจ้าจันทร์แจ่มเจิดจรัส
สุกสกาวนักษัตรสว่างไสว
รวงเรืองโรจน์รุ่งหฤทัย
ชวนพินิจพิศมัยในสุพรรณ
อ้างอิง
Gilles Deleuze et Félix Guattari, Mille Plateaux, Paris, Les Éditions de Minuit, 1980.
Gilles Deleuze, Logique de la Sensation, 2 tomes, Paris, éd. de la Différence, 1981; réédité sous le titre Francis Bacon : logique de la sensation. Paris, Éditions du Seuil (coll « L’ordre philosophique»), 2002.
Fact Box
- อสญฺญกาย-ศิลป์แห่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในมิติร่วมสมัย 4 ธันวาคม 2568-21 มกราคม 2569 ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และวัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี
- ดาวหลากดวงร่วมกันส่องแสงให้โครงงานเป็นหมู่ดาวขึ้นมา นับแต่ ปรีชา รักซ้อน และวัชรนนท์ สินวราวัฒน์ (ผู้ดำเนินการหลักของโครงการ) ธิติ ธีรวรวิทย์ (ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์และภัณฑารักษ์) ณัฐดนัย ทรงศรีวิลัย และสุระวิทย์ บุญจู (ภัณฑารักษ์และผู้จัดการโครงการ) อิณเจกรณ์ ปฐมสุริยะภรน์ (ผู้ช่วยและผู้ประสานงานโครงการ) ภาอรุณ ชูประเสริฐ (นักออกแบบกราฟิก)




