(1)
บ่ายวันที่ 5 สิงหาคม 2569 หนึ่งวันก่อนแขกคนสำคัญจะมาถึง คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินตรวจความเรียบร้อยของพิธีต้อนรับที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเอง
มีไม่บ่อยครั้งนักที่คนระดับนายกฯ จะลงมาดูรายละเอียดงานพิธีการด้วยตัวเอง และยิ่งไม่ปกติ เมื่อแขกที่กำลังเดินบนพรมแดงผืนนั้นคือ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารที่โค่นรัฐบาลพลเรือนเมียนมาเมื่อปี 2564 ผู้ที่อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ยื่นคำร้องขอหมายจับตั้งแต่ปลายปี 2567 ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติกรณีชาวโรฮีนจา ผู้ที่สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป (EU) แคนาดา และออสเตรเลีย ปฏิเสธความชอบธรรมของการเลือกตั้งที่ทำให้เขากลายเป็น ‘ประธานาธิบดีพลเรือน’ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และแม้แต่อาเซียนเองก็ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้งนั้นอย่างเป็นทางการ
วันรุ่งขึ้นหลังการหารือทวิภาคี รัฐสภาไทยเปิดอาคารรัฐสภามูลค่า 2.2 หมื่นล้าน ให้ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาจากบุรีรัมย์ ให้การต้อนรับมิน อ่อง หล่ายอย่างสมเกียรติ ท่ามกลางเสียงตะโกน “For Peace! For Humanity!” ของ อาจารย์อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ที่ดังขึ้นเพียงครู่เดียว ก่อนตำรวจรัฐสภาจะนำตัวเขาออกจากพื้นที่
แต่ภาพที่แปลกสุดอาจไม่ใช่ภาพในสภา หากเป็นภาพในงานเลี้ยงรับรองที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อรายชื่อของแขกอย่าง คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือซีพี, คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยเบฟเวอเรจ ต่างก็นั่งร่วมโต๊ะกับประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ปรากฏเท่าไรนัก เมื่อผู้นำชาติอื่นมาเยือนไทย
เสียงในสื่อไทยค่อยๆ จางหายไป เพราะเสียง ‘ปืน’ ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ในเช้าวันรุ่งขึ้น ดังขึ้นกลบการเยือนไทยของมิน อ่อง หล่าย กระนั้นเอง เสียงจากสื่อต่างชาตินั้นชัดเจนว่า มิน อ่อง หล่าย ต้องการแปลงร่างจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร ไปสู่การเป็นประมุขของรัฐ เป็นประธานาธิบดีที่นานาชาติให้การยอมรับ
(2)
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมไทยถึงต้อง ‘เล่นใหญ่’ เพียงนี้-คำตอบอาจเริ่มจากโจทย์ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลคุณอนุทิน นั่นคือ เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอมานาน ไม่มีทีท่าจะมีความหวังในเร็ววัน การส่งออกชะลอตัว ภาคการลงทุนเอกชนซบเซา กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง ขณะที่ตลาดการค้าชายแดนด้านตะวันออกกับกัมพูชาก็หดหายไปจากความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ
ทั้งคุณอนุทินและใครก็แล้วแต่ที่อยู่เบื้องหลังคุณอนุทิน ต่างต้องการสิ่งเดียวกัน นั่นคือ ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นภายใต้โครงสร้างการเมืองที่ควบคุมได้ และ ‘พวกเขา’ ต้องอยู่ในอำนาจเท่านั้น
ปัญหาคือ ในโครงสร้างแบบนี้ การทำให้เศรษฐกิจดีไม่ได้มีสูตรให้เลือกมากนัก ความวุ่นวายทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยหายไปจากแผนที่โลก ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบายทำให้การลงทุนจากนอกประเทศหดหาย ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเริ่มทำหน้าที่ของไทยแทน
ความคาดหวังเดียวที่เหลืออยู่จึงเป็นสูตรเดิมที่ประเทศนี้ใช้มาตลอด นั่นคือทำให้กลุ่มทุนรวยขึ้น ให้กลุ่มทุนขยายตลาด แล้วหวังว่าความมั่งคั่งจะไหลกลับมาลงทุนในประเทศ ย้อนกลับมาค้ำจุนเสถียรภาพของรัฐบาล
ในสมการนี้ เมียนมาคือคำตอบที่ลงตัวอย่างน่าประหลาด มีเสียงวิเคราะห์จำนวนหนึ่งชี้ว่า การที่ภาคธุรกิจไทยต้องเข้าไป ‘พินอบพิเทา’ ผู้นำเมียนมาถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งคือการหาตลาดมาทดแทนกัมพูชาที่หายไปภายหลังเหตุปะทะบริเวณชายแดน และยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นในเร็ววันนี้
(3)
กล่าวสำหรับเมียนมา ก่อนการระบาดของโควิด-19 มูลค่าการค้าไทย-เมียนมาเคยขึ้นไปแตะระดับหลายแสนล้านบาทต่อปี จนเกือบถึงล้านล้านบาท ก่อนจะร่วงลงอย่างหนักจากสงครามกลางเมือง ค่าเงินจ๊าตที่ทรุด และทุนสำรองที่ร่อยหรอ
ตลาดที่เคยใหญ่ขนาดนั้น หากกลับมา ‘เฟรช’ ได้อีกครั้ง ทุนที่อยู่ข้างรัฐบาลก็จะรวยขึ้น เอาเงินกลับมาลงทุนในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น (ซึ่งแน่นอนว่า ง่ายกว่าการรอให้ทุนนอกมาลงทุน) และสนับสนุนรัฐบาลได้มากขึ้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำที่ ICC ขอหมายจับ จึงมีเจ้าสัวไทยไปยืนกันหลากหลายตระกูล และทำไมสมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ จึงจัด Thai-Myanmar Business Forum ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ให้ผู้นำทั้งสองขึ้นกล่าวปาฐกถาต่อหน้านักธุรกิจ 2 ประเทศ
แต่สมการที่ดูลงตัวบนกระดาษ มีตัวแปรที่ไทยควบคุมไม่ได้อยู่มาก ข้อแรก ในเมียนมาวันนี้ ไม่ได้มีแค่ทุนไทยที่รอเข้าไปจับจอง ทุนจีนปักหลักอยู่ก่อนแล้วทั้งแบบทางการ ผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา
นอกจากนี้ ทุนจีนแบบสีเทายังลงทุนในแนวเหมืองแร่ตามแนวรัฐฉานไปจนถึงอาณาจักรสแกมเมอร์ริมชายแดน แม้ หลิว จงอี้ (Liu Zhongyi) ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน จะเคยไปยืนชี้นิ้วจนรื้อเมืองสแกมเมอร์ไปได้ 1 เมือง แต่ไม่นานหลังจากนั้น เมืองสแกมเมอร์ก็เกิดใหม่แบบใหญ่กว่าเก่า
ในเวลาเดียวกันกับที่จีนขยายอำนาจเข้าไปในเมียนมา รัสเซียที่คบหากับกองทัพเมียนมาอย่างแนบแน่นต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร ทั้งอาวุธ พลังงาน และการทูต ต่างก็มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่
(4)
คำถามที่ภาคธุรกิจไทยควรถามตัวเองก่อนดีใจคือ ในสายตาของมิน อ่อง หล่าย เขามองเห็นซีพี มองเห็น ปตท. มองเห็นธนาคารไทยใหญ่แค่ไหน เมื่อเทียบกับปักกิ่งและมอสโก
การมาเยือนกรุงเทพฯ ครั้งนี้ อาจเป็นเพียงหนึ่งหมุดหมายในเกมถ่วงดุลมหาอำนาจของเนปยีดอ ซึ่งไทยเป็นเพียงตัวเลือกหนึ่ง ไม่ใช่ตัวเลือกหลัก เพราะในสายตาเมียนมา ไทยไม่ได้มีความหมายเท่าอินเดีย เท่าจีน ขณะเดียวกัน แม้แต่อาเซียนที่พยายามดึงเมียนมาให้อยู่ในกรอบ ก็ยังไม่ได้อยู่ในสายตาของเมียนมาแม้แต่น้อย
อีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ใต้ ‘พรมแดง’ คือหลังรัฐประหารเมียนมาเมื่อ 5 ปีก่อน เมียนมาไม่ได้ถดถอยเพียงเรื่องการเมือง ทว่ายังกลายเป็นแหล่งผลิต ‘ปัญหา’ ที่ข้ามมายังพรมแดนไทยโดยตรง
ข้อมูลของ UNODC ระบุว่า การยึดเมทแอมเฟตามีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2025 พุ่งขึ้นถึง 349 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 48% จากสถิติเดิม ส่วนเคตามีนถูกยึดได้ 52.5 ตัน เพิ่มขึ้น 185% โดยแหล่งผลิตสำคัญยังคงอยู่ในรัฐฉาน ที่ซึ่งกลุ่มติดอาวุธต่างๆ หันไปพึ่งเศรษฐกิจผิดกฎหมายเพื่อหาทุนทำสงคราม นับตั้งแต่ความไม่สงบหลังรัฐประหาร ยาบ้าที่ท่วมชายแดนไทยจนราคาถูกเป็นประวัติการณ์ คือผลผลิตโดยตรงของระเบียบการเมืองที่มิน อ่อง หล่ายสร้างขึ้น
เรื่องสิทธิมนุษยชนยิ่งหนักกว่า ตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 จาก Fortify Rights ระบุว่า สงครามกลางเมือง 5 ปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งทุกฝ่ายรวมกันมากกว่า 1 แสนคน ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเกือบ 3.8 ล้านคน และประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกว่า 16 ล้านคน
กองทัพเมียนมายังคงถูกกล่าวหาว่าโจมตีพลเรือนอย่างเป็นระบบ ทั้งการโจมตีทางอากาศ การทรมาน และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ กองทัพควบคุมพื้นที่ได้ไม่ถึงครึ่งประเทศ
และเรื่องที่ใกล้ตัวคนไทยที่สุดคือสารพิษในแม่น้ำกก ผลตรวจของกรมควบคุมมลพิษตลอดปีที่ผ่านมา ยังคงพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ทั้งในน้ำและตะกอนดินหลายจุด ตั้งแต่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไล่ลงมาถึงเชียงราย ต้นตอของปัญหาคือเหมืองแร่ในรัฐฉานฝั่งเมียนมา ที่นักวิชาการหลายฝ่ายเชื่อมโยงกับทุนจีน และอยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลเนปยีดออาจไม่ได้ควบคุมจริงด้วยซ้ำ
ปัญหาในแม่น้ำกก คือวิกฤตสุขภาพข้ามพรมแดนที่กำลังบ่อนทำลายชีวิตคนริมน้ำนับแสน และเป็นวาระที่ถูกบรรจุไว้ในการหารือครั้งนี้ พร้อมข้อตกลงตั้งคณะทำงานร่วมตรวจสอบคุณภาพน้ำ ซึ่งภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตแล้วว่า มีขอบเขตแคบเกินกว่าความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น
ยังไม่นับรวมปัญหาสแกมเมอร์ ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปัญหาการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว และเรื้อรังเข้าไปอีกในวันที่ประเทศเพื่อนบ้านแตกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องพวกนี้รัฐบาลเมียนมารู้ แต่ยังหาทางจัดการอย่างเป็นระบบไม่ได้ และในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ต้องการให้ชาติอื่นเข้าไปยุ่มย่าม
ทั้งหมดนี้คือข้อควรระวังของรัฐบาลคุณอนุทิน ในการเลือกเดินเข้าใกล้ มิน อ่อง หล่าย…
(5)
การทูตแบบ Realpolitik ที่รัฐบาลใช้อธิบายการต้อนรับครั้งนี้ฟังขึ้นในระดับหนึ่ง ชายแดน 2,400 กิโลเมตร แรงงานเมียนมาเกือบ 3 ล้านคนในไทย แก๊งคอลเซนเตอร์ที่เมียวดี และสารพิษที่ต้นน้ำ ล้วนเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้เลย หากไม่คุยกับผู้ถืออำนาจตัวจริง
แต่ Realpolitik ที่แท้จริงต้องแลกมาด้วยผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่แถลงการณ์ร่วมและคณะทำงานอีกหลากหลายชุด ที่ต้องใช้เวลาติดตามผลอีกไม่รู้จบ
เพราะสิ่งที่ไทยจ่ายออกไปแล้วในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม ไม่ใช่แค่ค่าจัดเลี้ยง แต่คือความชอบธรรมที่ผู้นำเมียนมาต้องการที่สุด ภาพการยืนเคียงนายกฯ ไทยที่ทำเนียบ ภาพการได้รับการรับรองในอาคารรัฐสภาของประเทศประชาธิปไตยอย่างเฉิดฉาย ภาพการยืนบนโพเดียมพูดถึงการค้า-การลงทุน อนาคตเมียนมาที่สดใส ภาพเจ้าสัวไทยรวมตัวต้อนรับ ทั้งหมดคือใบรับรองที่รัฐบาลเมียนมานำไปใช้ต่อบนเวทีอาเซียนและเวทีโลก
ส่วนสิ่งที่ถูกกวาดไปซุกไว้ใต้พรมแดงผืนนั้น คือศพนับแสนของสงครามกลางเมือง คือยาบ้าที่ทะลักเข้าหมู่บ้านชายแดนไทยทุกคืน คือสารพิษที่ไหลมากับสายน้ำกก สะสมอยู่ในร่างกายของเด็กที่เชียงราย
ถ้าการค้าชายแดนกลับมาคึกคัก ถ้าทุนไทยเจาะตลาดเมียนมาได้จริง ตัวเลขจีดีพีอาจกระเตื้องขึ้นบ้าง เจ้าสัวบางตระกูลอาจรวยขึ้นอีก แต่คำถามที่รัฐบาลนี้ยังไม่เคยตอบคือ ความมั่งคั่งที่แลกมาด้วยการมองข้ามศพ ยา และสารพิษ จะเป็นความมั่งคั่งของใคร
และเมื่อวันหนึ่งพรมผืนนี้ถูกม้วนเก็บ สิ่งที่ซุกอยู่ข้างใต้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ
Tags: เผด็จการ, พม่า, เมียนมา, From The Desk, อนุทิน, มิน อ่อง หล่าย, สแกมเมอร์, สารพิษแม่น้ำกก, Realpolitik




