HIGHLIGHTS:

  • คู่รักเต้าเต๋อจิง เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ปลากระโดด เขียนโดย วิลเลียม มาร์ติน แปลโดย ถิง ชู ผู้เขียนและผู้แปลคนเดียวกับ พ่อแม่เต้าเต๋อจิง
  • คู่รักเต้าเต๋อจิงไม่ใช่หนังสือ How-to แต่เป็นหนังสือให้คำแนะนำในการประคับประคองและทำนุบำรุงความรักให้งอกงาม บนพื้นฐานของความเป็นอิสระ ยืดหยุ่น อ่อนโยน และเป็นตัวของตัวเอง 

          อาจไม่ใช่ข้อสรุปสำหรับทุกคน แต่สำหรับฉันและคนรอบข้างที่เคยแบ่งปันประสบการณ์ ความรักไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แม้จะเป็นคู่รักหรือคู่แต่งงานที่อยู่กันเนิ่นนาน ความรักไม่เคยเป็นเรื่องตายตัว สถานการณ์ที่แตกต่างต้องการการรับมือต่างกันไป
          ความรักเป็นเรื่องเฉพาะตัว คำแนะนำที่ส่งต่อกันจึงไม่เคยมีคำรับประกันว่าจะแก้ปัญหาความสัมพันธ์ได้ผล เราต่างเคยหลงทาง เฝ้าถามหาวิธีการที่ถูกต้องเพื่อคลี่คลายความทุกข์ จนหลงลืมไปว่ารากของปัญหาอาจอยู่ที่แนวคิดที่เรามองว่าความรักเป็นสิ่งที่ต้อง ‘จัดการ’ และ ‘ควบคุม’ ให้เป็นอย่างที่ต้องการ หรือเมื่อขุดลึกลงไปกว่านั้น ปัญหาความรักที่เจอ อาจกำลังสะท้อนปมในจิตใจ หรือแม้กระทั่งวิธีใช้ชีวิตที่เราเผลอยึดติดโดยไม่รู้ตัว
          หนังสือ คู่รักเต้าเต๋อจิง : คำสอนเก่าแก่สำหรับคู่รักยุคใหม่ สะท้อนให้เห็นสิ่งเหล่านี้
          คำว่า ‘เต้าเต๋อจิง’ หมายถึงแนวคิดแบบเต๋า ปรัชญาลึกซึ้งของเหล่าจื่อ ซึ่งมีรายละเอียดขยายความต่อไปได้อีกมาก แต่แนวคิดหนึ่งของเหล่าจื่อที่เราสัมผัสได้จากหนังสือเล่มนี้ คือพลังของความอ่อนโยน
          คู่รักเต้าเต๋อจิง ไม่ได้เล่าเรื่องความรักอิงตามสถานการณ์หรือเรียนรู้ความรักจาก case study ของใคร อย่างเหตุการณ์จำพวก เขามีคนอื่นจะทำอย่างไร อยู่ไกลกันจะมีปัญหาไหม ฯลฯ แต่ให้คำแนะนำทางด้านจิตใจทีละข้อ อย่างละสั้นๆ แม้แต่ละข้อฟังดูเรียบง่าย แต่ความหมายในนั้นกลับลุ่มลึก
          การปฏิบัติตามคำแนะนำไม่ใช่การพาแฟนไปดินเนอร์บนร้านอาหารท็อปลิสต์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ หรือพูดประโยคเอาใจตามเคล็ดลับของกูรู แต่เป็นการปรับมุมมองที่ ‘จิตใจ’ ของเราเอง ซึ่งนั่นแหละคือรากของการกระทำที่เราควรปฏิบัติต่อความรัก
          คล้ายเป็นการสกัดผลึกเล็กๆ ที่เป็นจุดร่วมในความสัมพันธ์ของคนทุกคนมาถ่ายทอด เป็นผลึกที่มีพลังและทำให้ฉุกคิดเช่นว่า
 
          เป็นดั่งน้ำของกันและกัน
          น้ำหล่อเลี้ยงทุกสิ่งที่มันสัมผัส
          โดยไม่ต้องพยายามหรือรัดรึง
          มันเสาะหาที่ต่ำ และไม่ขวนขวายที่จะยกตัวเองให้อยู่เหนือสิ่งใดๆ
          อย่าพยายามเป็นนายของคนรัก
          ไม่มีลำดับชั้นในการรวมเป็นหนึ่งของดวงจิตทั้งหลาย

 
          หรือเช่นว่า
 
          หากคนรักฝากชีวิตไว้กับเธอ ความขุ่นเคืองใจจะตามมา
          หากคนรักรู้สึกทึ่งในตัวเธอ มันอาจรู้สึกดี แต่ก็อันตรายมาก
          หากคนรักสรรเสริญเธอไปทั่ว
          มันอาจดูวิเศษ แต่ความผิดหวังก็ดักซุ่มรออยู่
          ทางที่ดี คือให้คนรักโต้ตอบเธอ ด้วยอิสรภาพและความรื่นรมย์
          เพื่อเขาจะเติบโตในความมั่นใจและความกล้าแกร่ง และบรรลุผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่
          เธอยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเหมือนการให้ของขวัญ
          แห่งความไว้วางใจ ความเชื่อใจ และอิสรภาพ

 
          ฟังดูนามธรรม แต่เมื่ออ่านแล้ว เรากลับเห็นภาพความสัมพันธ์ในความทรงจำโผล่ขึ้นเป็นฉากๆ เรานึกถึงเมื่อครั้งที่เผลอออกความเห็นซึ่งกดดันอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว หรือครั้งที่รู้สึกโกรธเคืองต่อการตักเตือนด้วยความหวังดี เราเห็นจุดบอดเล็กๆ ที่เป็นเมล็ดพันธุ์ของปัญหา ซึ่งมักถูกอารมณ์กลบไว้ไม่ให้เห็น หรือหลีกเลี่ยงที่จะยอมรับมาตลอด
          ยิ่งในโลกสมัยใหม่ที่ทุกอย่างหมุนเร็วและอยู่ในการแข่งขัน การปฏิสัมพันธ์ถูกโยกย้ายไปอยู่ในเครื่องมือสื่อสาร หนังสือเล่มนี้แตะบ่าเราแล้วบอกว่า อย่าหลงลืมที่จะละเอียดอ่อนต่อคนรัก เพราะความสุขนั้นเรียบง่ายและอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
 
การปฏิบัติตามคำแนะนำไม่ใช่การพาแฟนไปดินเนอร์บนร้านอาหารท็อปลิสต์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แต่เป็นการปรับมุมมองที่ ‘จิตใจ’ ของเราเอง 
          มันเป็นคำแนะนำที่เปิดกว้างให้แต่ละคนได้ตีความตามการรับรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเอง ไม่ว่าใครอ่าน ก็น่าจะ ‘โดน’ ข้อความที่ต่างกันไป
          แต่แทนที่จะโบยตีตัวเองด้วยความรู้สึกผิด หนังสือเล่มนี้บอกให้มองความผิดพลาดหรืออุปสรรคในความรักเป็นการเติบโตของทั้งสองฝ่าย
          เป็นอิสระ ยืดหยุ่น อ่อนโยน และเป็นตัวของตัวเอง คือหลักใหญ่ใจความที่เราสัมผัสได้
          วางใจให้เป็นอิสระ ไม่พยายามควบคุม ไม่คาดหวังเป้าหมายจนกดดัน ให้จิตใจทั้งสองฝ่ายเปิดกว้างต่อกันที่สุด
          ทำความสัมพันธ์ให้ยืดหยุ่น มีขึ้นมีลง ความรักเป็นการรักษาสมดุลของกันและกัน
          เติมความอ่อนโยนลงในความสัมพันธ์ ผ่านการสื่อสาร สัมผัส จูบ กอด หรือร่วมรัก
          เป็นตัวของตัวเอง แลกเปลี่ยนความรู้สึกกันอย่างเคารพกันและกัน โดยไม่หวาดกลัวต่อความรู้สึกเชิงลบที่จะหมุนเวียนเข้ามา เพราะนั่นเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นได้เมื่อเราอยู่ในความสัมพันธ์
          และไม่ลืมที่จะให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 
          การหล่อเลี้ยงความรัก เหมือนการดูแลสวนเล็กๆ
          หากเธอคอยถอนต้นไม้ทั้งหลายขึ้นมา เพื่อดูว่ารากกำลังโตหรือไม่
          เธอจะเก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้เลย

 
          จุดน่าสนใจนอกเหนือจากเนื้อหา คือคำนำของผู้แปลที่เล่าว่า เธอแปลหนังสือเล่มนี้ขณะบอบช้ำจากอาการอกหัก แปลไปก็ร้องไห้ไป แต่เมื่อแปลไปเรื่อยๆ กลับรู้สึกสงบลง และเข้าใจมากขึ้นว่าความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมดา อยู่ที่ว่าต่อจากนี้เราจะปลดภาระอะไรที่วางไว้บนความสัมพันธ์ เพื่อให้มันเบาลงและเรียบง่าย
          ตลกดีที่ฉันอยู่ในภาวะคล้ายกัน คือเพิ่งสูญเสียความรัก แต่เผลอคิดว่ามันคงทำอะไรไม่ได้นักหนา จนกระทั่งเจอบางบทบางตอนที่เคยทำผิดพลาดและไม่มีโอกาสแก้ไขแล้ว น้ำตาก็มาเยือน
          คำแนะนำช่วงท้ายเล่ม จบลงอย่างเข้มข้นและเรียบง่ายในเวลาเดียวกัน
          สิ่งยิ่งใหญ่ที่สุด ทว่านอบน้อมที่สุด ที่หนังสือเล่มนี้ย้ำลงในใจ คือข้อความที่ว่า จงมองว่าความรักเป็นการขัดเกลาตัวเอง ขัดเกลาให้เราใช้ชีวิตด้วยหัวใจที่อ่อนโยนแต่แข็งแรง เพราะสิ่งที่เราปฏิบัติต่อความรักและสิ่งที่ปฏิบัติต่อทุกสิ่งในโลกนั้น เป็นเรื่องเดียวกัน
          เมื่อผ่านพ้นการแบ่งปันทั้งความสุขและความทุกข์ในความสัมพันธ์ เราจะรู้สึกขอบคุณเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงบทสรุป
          ไม่ว่าเป็นบทสรุปแบบไหนที่ชีวิตมอบให้ก็ตาม