หลังจากปิดหีบเลือกตั้ง ค่ำคืนแห่งการนับคะแนนสิ้นสุดลง บ้างเฉลิมฉลองชัยชนะ บ้างผิดหวังกับการพลาดฝันครั้งใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไรดูเหมือนบทบาทของประชาชนจะเงียบหายไปกับวาระดังกล่าว 

บรรยากาศการเลือกตั้งที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความคึกคัก กลับถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดและคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน การจัดตั้งรัฐบาลที่ดูเหมือนการเจรจาบนหอคอยงาช้าง ยิ่งทิ้งระยะห่างระหว่าง ‘เสียงของประชาชน’ กับ ‘ความเป็นจริงทางการเมือง’ ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ 

ในวันที่ผลคะแนนบนหน้าจอไม่ตรงกับภาพฝันของใครหลายคน เสียงของประชาชนจะไร้ความหมายหรือไม่ มวลมหาพลังงานแห่งความตึงเครียดนี้ไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่สร้างบาดแผลทางใจลึกลงไปในชั้นเนื้อ และสามารถ ‘ฆ่า’ เราได้จริง เพราะความตึงเครียดทางการเมืองไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือสาเหตุของความเครียดที่นำไปสู่ผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงอยู่แล้ว และตอกย้ำว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัว

งานวิจัย Arrhythmia Risk During the 2016 US Presidential Election: The Cost of Stressful Politics ในปี 2016 เกี่ยวกับการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างความเครียดทางการเมืองช่วงเลือกตั้งกับอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคหัวใจ พบว่าการเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดอย่างการเลือกตั้ง มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะถึง 77% ในผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ป่วยโรคหัวใจในกลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย 

แน่นอนว่าตัวการสำคัญของเรื่องนี้คือ ‘ความเครียด’ ที่ปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อเรารู้สึกเครียด โกรธ หรือเสียใจ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมาในปริมาณมาก ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง และเกิดการอักเสบบริเวณหลอดเลือด ซึ่งหากมีความเครียดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สารสื่อประสาทเหล่านี้จะไปรบกวนการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจ นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อันตรายถึงชีวิต 

ขณะที่ในอีกกรณีหนึ่งหากร่างกายแบกรับความเครียดมากเกินไป ความดันโลหิตที่เพิ่งสูงขึ้นจะทำลายแผ่นไขมันบริเวณหลอดเลือด (Plaque Rupture) จนทำให้ลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันภายในอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้เกิดอาการหัวใจวายในหลายกรณี 

แล้วถามว่าปกติคนเราเครียดหรือจริงจังกับการเมืองมากขนาดไหน ก็ต้องบอกเลยว่ามากกว่าที่คิด ยกตัวอย่างเช่น ผลสำรวจความเครียดประชากรอเมริกันจาก American Psychological Association (APA) ในปี 2024 พบว่า 77% มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของประเทศชาติ โดย 73% ของคนจำนวนนั้นยอมรับว่า สิ่งที่เครียดที่สุดคือ การเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปี 2024 และเมื่อถูกถามต่อว่า หมวดหมู่ข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด 62% ตอบว่าการเมือง รองลงมา 52% เป็นเรื่องสุขภาพ 

ทีนี้ตัดกลับเข้ามาที่การเมืองบ้านเรา ปัจจุบันคนไทยตึงเครียดเรื่องนี้ขนาดไหน จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลประชากรจำนวน 14,502 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีระดับอารมณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับปกติคิดเป็น 63.39% มีแนวโน้มอารมณ์ปานกลางถึงรุนแรงคิดเป็น 36.61% ขณะที่ 9.91% มีอารมณ์รุนแรงในระดับที่น่ากังวล โดยเพศชายมีแนวโน้มแสดงอารมณ์ทางการเมืองมากกว่าเพศหญิงในระดับรุนแรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเมืองเป็นอย่างมาก จึงปฏิเสธได้ยากว่าความเครียดอันเกิดจากปมปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว 

ถึงแม้ความเครียดจากการเมืองค่อนข้างน่ากลัว แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องเพิกเฉยไปกับมัน เพียงแค่เลือกเสพข่าวที่มี ‘คุณภาพ’ จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาไม่ให้มากจนรบกวนเวลาในการทำสิ่งอื่น หันมาโฟกัสกับเรื่องที่ผ่อนคลายบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่หลงลืมอุดมการณ์และสิทธิของตัวเอง เพราะหัวใจที่แข็งแรงคืออาวุธสำคัญที่สุดในการสู้ต่อระยะยาว การเมืองไม่ใช่แข่งวิ่งร้อยเมตร แต่เป็นการแข่งวิ่งมาราธอนที่ต้องดูกันไปยาวๆ ดังนั้นติดตามเรื่องการเมืองแล้ว อย่าลืมติดตามฟังเสียงของหัวใจตนเอง การเมืองยังมีหวังเสมอ ถ้ามีวันพรุ่งนี้ 

ที่มา:

https://www.ahajournals.org/doi/full/10.1161/JAHA.120.020559

https://www.apa.org/pubs/reports/stress-in-america/2024

https://cvhealthclinic.com/news/the-impact-of-stress-on-your-heart-what-the-science-says/

https://www.hfocus.org/content/2025/06/34541

Tags: , , , , ,