“5 ปีที่แล้ว เราตื่นตัวทางการเมืองกว่านี้นะ”
“สังคมหวนคืนสู่วานรเหรอ ทำไมกลับมาจุดที่เบลมเหยื่อข่มขืนอีกแล้ว”
“หนัง สตรีเหล็ก จะ 30 ปีแล้ว ยังกล้าชนระบบชายเป็นใหญ่กว่าหนังสมัยนี้อีก”
หลายครั้งเราได้ยินคำพูดทำนองนี้จากสื่อ คนรอบข้าง หรือแม้แต่จากตัวเราเอง ซึ่งจดจำความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ และไม่คาดหวังว่ามันจะสูญค่าไปในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อพูดถึงคอนเซปต์ของความ ‘ก้าวหน้า’ สมองของคนเรามักผูกโยงความหมายของมันเข้ากับยุคสมัย ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไร สิ่งต่างๆ ก็ควรต้องยิ่งก้าวหน้าสิ จริงไหม เหมือนวิทยาศาสตร์ไง ในเมื่อวิทยาการก้าวผ่านจุดเดิมมาแล้ว จะมีเหตุผลอะไรที่เราต้องอยากกลับไปจุดเทียนแทนการเปิดไฟ หรือใช้วัวเทียมเกวียนส่งสินค้าแทนที่จะจ้างรถบรรทุก
แต่วิธีที่ผู้คนรับรู้ถึงแนวคิดการเมืองและสังคมนั้นต่างจากวิทยาศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เส้นชัยหรือจุดเช็กพอยต์ที่ข้ามแล้วข้ามเลย เราจึงไม่ได้เดินไปในทิศทางที่เรียกว่าก้าวหน้าเป็นเส้นตรงเสมอไป
หลายเหตุการณ์ หลายการขับเคลื่อนอาจให้ความรู้สึกที่ทรงพลังในวันที่มันเกิดขึ้น ทว่ากลับไม่สุกงอมพอที่จะหยั่งรากลึกลงในใจของมวลชนอย่างถาวร โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่ยังสดใหม่ เช่น สิทธิการทำแท้ง สิทธิคนข้ามเพศ สิทธิของชุมชนในการมีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความซับซ้อนของการให้ความยินยอมมีเพศสัมพันธ์ (Consent) หรือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยทำงานอย่างมีจริยธรรม
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นการต่อสู้ที่เพิ่งเริ่มอย่างจริงจังได้ไม่ถึงศตวรรษ (บางประเด็นไม่ถึงทศวรรษดีด้วยซ้ำ) จึงยังอยู่ในสถานะที่ต้องต่อรอง ถกเถียง และถูกท้าทายอยู่เสมอ ดังนั้นอาจไม่แปลกที่บางช่วงเรารู้สึกว่า ผู้คนตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นมาก เช่น หลังเกิดภัยพิบัติใหญ่ๆ แต่พอผ่านไปไม่นาน ชีวิตปกติที่ไม่ได้ลำบากอะไรก็จะพานทำให้คนไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องตื่นตัวอีก
ในทางรัฐศาสตร์ มีทฤษฎีหนึ่งที่นำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ นั่นคือ Overton Window หรือหน้าต่างโอเวอร์ตัน ที่อธิบายถึงแนวคิด ประเด็น หรือข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง มองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เมื่อใดก็ตามที่ความคิดหรือพฤติกรรมบางอย่างได้รับการยอมรับจากผู้คนในวงกว้าง เมื่อนั้นสิ่งดังกล่าวจะขยับเข้ามาอยู่ในกรอบของหน้าต่างโอเวอร์ตัน
หัวใจหลักของทฤษฎีนี้มีอยู่ว่า กรอบหน้าต่างหรือขอบเขตที่ว่านั้นไม่ได้ตั้งอยู่เฉยๆ แต่เคลื่อนอยู่บนสเปกตรัม 2 ขั้ว หมายความว่า กรอบจะขยับไปมาได้ตามแรงเหวี่ยงของยุคสมัย
คำถามที่น่าสนใจคือ ยุคสมัยเป็นปัจจัยเดียวที่สามารถตีกรอบว่าสิ่งใดเหมาะหรือไม่เหมาะจริงหรือ หรือแท้จริงเบื้องหลังจะมีอะไรมากกว่านั้น
ฉันทมติสังเคราะห์
แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงรัฐเผด็จการ มือ (ไม่ค่อยจะ) ล่องหน ที่คอยขยับหน้าต่างโอเวอร์ตันอย่างแข็งขันที่สุด ย่อมไม่ใช่ใครอื่นไกล นอกจากอำนาจรัฐเอง และพวกเขาจะทำมันอย่างโจ่งแจ้ง ผ่านช่องทางโฆษณาชวนเชื่อ การเซนเซอร์ หรือการควบคุมสื่อด้วยอำนาจ แต่ในสังคมประชาธิปไตย หรือกระทั่งในรัฐที่พอจะพูดได้อย่างกล้อมแกล้มว่าเป็น Democratic State กระบวนการชี้นำความคิดเห็นของมวลชนย่อมเป็นไปอย่างแนบเนียนกว่า
นักข่าวมีอิสระที่จะเขียนอะไรก็ได้ บ.ก.ข่าวก็ไม่ได้มานั่งรับโทรศัพท์ขู่กรรโชกจากปลายสายลึกลับให้ลบเนื้อข่าวที่วิจารณ์คนนี้ หรือลงบทความขอโทษคนนั้นเหมือนสมัยก่อน (หรือเปล่า?) ทว่าสุดท้ายในหลายโอกาส คอนเทนต์ที่สื่อป้อนให้ผู้อ่าน ก็ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุน
กล่าวได้ว่า ภายใต้ระบอบทุนนิยมประชาธิปไตย ถุงมือล่องหนที่ขยับหน้าต่างโอเวอร์ตันตามใจชอบอาจถูกส่งต่อ จากเดิมที่เคยสวมใส่โดยรัฐกลายเป็นกลุ่มทุน ส่วนพลังวิเศษก็เปลี่ยนจากแสนยานุภาพทางทหารและอำนาจสั่งเป็นสั่งตาย มาเป็นเม็ดเงินแทน
นักภาษาศาสตร์ โนม ชอมสกี (Noam Chomsky) และนักเศรษฐศาสตร์ เอ็ดเวิร์ด เฮอร์แมน (Edward Herman) ตั้งชื่อทฤษฎีของพวกเขาว่า Manufacturing Consent ข้อเสนอหลักก็คือ สื่อมวลชนในระบอบทุนนิยมประชาธิปไตยจะมีตัวกรองตามธรรมชาติอยู่ 5 ชั้น ได้แก่
1. เจ้าของสื่อ (Ownership)
2. โฆษณา (Advertising)
3. แหล่งข่าว (Sourcing)
4. แรงกดดันจากกลุ่มอำนาจ (Flak and Organised Pushback)
5. อุดมการณ์พื้นฐาน (Ideology and Shared Assumptions)
กรณีศึกษาที่น่าสนใจในปัจจุบันคือ ความนิยมของการ ‘ปักปากกา’ ผู้อ่านที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับปากกาลดความอ้วน สามารถย้อนกลับไปอ่านบทความ Ozempic ‘ยาวิเศษ’ ที่กล่าวขวัญกันว่า ดาราฮอลลีวูดฉีดแล้วผอม ที่เจาะเรื่องอิทธิพลทางวัฒนธรรมของตัวยาชนิดนี้ในฝั่งตะวันตกได้ แต่บทความนี้จะกล่าวถึงในฐานะตัวอย่างแนวคิดเรื่องการลดความอ้วนที่เข้าๆ ออกๆ เขตแดนหน้าต่างโอเวอร์ตันมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
หากย้อนกลับไปเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน การใช้ยาเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ถูกตีตราอย่างรุนแรง ถึงขั้นมีบรรจุอยู่ในบทเรียนสุขศึกษา และนำไปออกเป็นข้อสอบโอเน็ตว่าไม่ควรใช้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเอาเข้าจริงก็สมเหตุสมผลทีเดียว เนื่องจากยุคนั้นยายังมีผลข้างเคียงที่รุนแรงอยู่ อีกหนึ่งสาเหตุที่มีบทบาทไม่แพ้กันคือ สังคมไทยในขณะนั้นมองว่า การลดน้ำหนักเป็นเรื่องของความพยายามส่วนบุคคลที่ไม่ควรแทรกแซงด้วยทางลัด
หรือหากเป็นยุคใกล้ปัจจุบันขึ้นอีกนิด ช่วงสัก 3-5 ปีที่ผ่านมา ที่วิทยาการลดน้ำหนักทางการแพทย์หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดกระเพาะ (Bariatric Surgery) หรือการใส่บอลลูนในกระเพาะ (Gastric Balloon) สังคมก็ยังคงมองว่า การแทรกแซงร่างกายด้วยตัวช่วยทางการแพทย์ ไม่ควรเป็นไปเพื่อเหตุผลด้านความงาม โดยมีหลักฐานเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านความงามจำนวนไม่น้อยในช่วงนั้นที่ได้รับเสียงวิจารณ์จากการโฆษณาตัดกระเพาะ และบทสนทนาเกี่ยวกับ Body Dysmorphic Disorder (BDD) ที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างในปีนั้น
เห็นได้ชัดว่า กว่า 20 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยไม่ได้มองว่าการที่คนรูปร่างสมส่วนเลือกใช้ยา หรือเข้ารับการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักเป็นเรื่องปกติแต่อย่างใด แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง จู่ๆ ช่วงไม่กี่เดือนนี้ คนรอบตัวก็พูดถึงปากกาเพื่อลดความอ้วนมากขึ้น ซึ่งมีไม่น้อยถึงขั้นพิจารณาจะลองใช้ตามอินฟลูเอนเซอร์ใน TikTok แม้แต่คำที่ใช้เรียกโดยทั่วไปก็ถูกรีแบรนด์ใหม่ ไม่ใช่ปากกาลดความอ้วนอีกแล้ว แต่เป็น ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ ที่แม้จะไม่ได้เป็นโรคอ้วนก็ใช้ได้
สาเหตุที่ Overton Window ไถลมาในจุดที่คนมองปากกาลดความอ้วนเป็นเรื่องปกติ มาจากผลข้างเคียงของยาที่ลดลงอย่างมาก และถูกปรับให้เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานด้วย
อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้หรือไม่ว่า เบื้องหลังภาวะคืบคลานสู่ความปกติ (Creeping Normality) นี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ชื่อเสียงของยากลุ่มนี้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่ออย่างหนาแน่น ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาพักใหญ่ จนผู้คนค่อยๆ คุ้นชินกับการมีอยู่ของมัน
“วิธีที่ชาญฉลาดที่สุดในการทำให้ผู้คนเลิกต่อต้าน คือการจำกัดขอบเขตความคิดเห็นอย่างเข้มงวด แล้วเปิดให้คนถกเถียงกันได้อย่างคึกคักภายในขอบเขตนั้นด้วย”
— โนม ชอมสกี (1988)
อ้างอิง:
https://www.britannica.com/topic/Overton-window
https://moresapien.org/manufactured-consent
Tags: Wisdom, ทฤษฎี Overton Window, Overton Window



