“…Isolation is the gift. All the others are a test of your endurance, of how much you really want to do it…” – Charles Bukowski, What Matters Most is How Well You Walk Through the Fire

(ความโดดเดี่ยวคือของขวัญ สิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้นคือบททดสอบความอดทน ว่าคุณปรารถนาที่จะทำมันมากแค่ไหน)

เพราะหลายคนไม่เข้าใจวิบากกรรมของผู้ที่ถูกแสงสปอร์ตไลท์ส่องหน้า จึงปรารถนาที่จะได้ยืนตระหง่านอยู่บนเวที ด้วยหลงคิดว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์ในการเรียกร้องคุณค่าทางสายตาจากคนอื่น ให้จับจ้องมายังตนเองแต่เพียงผู้เดียว ด้วยเหตุนี้บางคนถึงกับยอม ‘ขาย’ ชีวิตความเป็นส่วนตัวของตนเอง เผยแพร่ความคิดหรือเจตนารมย์ของตนเอง เพื่อแลกกับการเป็นจุดสนใจและการ ‘มีตัวตน’ ในสายตาของผู้อื่น ทว่าทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย ในอีกด้านหนึ่งการนำเสนอตนเองให้เป็นจุดสนใจต่อสังคม ก็ไม่ต่างอะไรกับการถลกหนังตัวเองแล้วขึงตรึงไว้บนกำแพง 

ในทางกลับกันคนส่วนใหญ่มักมองข้าม ‘อภิสิทธิ์’ ของการเป็น ‘ผู้ชม’ ลองจินตนาการว่าคุณกำลังนั่งอยู่ในโรงละคร คิดว่าระหว่างนักแสดง ผู้กำกับ ช่างไฟ และคนดู ใครจะรู้สึกกดดันมากกว่ากันในขณะที่การแสดงกำลังดำเนินไป คำตอบย่อมไม่ใช่ผู้ชมที่เร้นกายอยู่ในมุมมืดอย่างแน่นอน เพราะในขณะที่ทุกชีวิตบนเวทีต้องแบกรับความคาดหวังและหวาดระแวงต่อทุกความผิดพลาด ผู้ชมกลับได้รับอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ในการมองเห็นภาพรวมทั้งหมด พวกเขากุมอำนาจที่จะวิพากษ์วิจารณ์ เสพสมอรรถรส หรือกระทั่งลุกเดินจากไปเมื่อใดก็ได้ โดยไม่ต้องเอาคุณค่าของตนเองไปแขวนไว้กับเสียงปรบมือของใคร นี่แหละคือสิทธิพิเศษของการเป็น ‘ผู้เฝ้ามอง’ 

ในงานวิจัย Cardiovascular stress reactions in recent- and long-retired rugby players when watching a game ที่เผยแพร่ในปี 2020 ที่ศึกษาปฏิกิริยาของอดีตนักกีฬารักบี้ขณะนั่งชมการแข่งขันชี้ให้เห็นข้อน่าสังเกตนี้อย่างชัดเจน 

โดยนักวิจัยพบว่า อดีตผู้เล่นที่เพิ่งเกษียณและยังยึดติดกับตัวตนเดิม จะมีระดับความเครียดและความดันโลหิตพุ่งสูงขณะรับชมการแข่งขัน เพราะสมองของพวกเขายังคงจำลองความกดดันเสมือนว่าตัวเองต้องลงไปรับมืออยู่ในสนาม หรือที่เรียกว่า Counterfactual Thinking ทว่าในขณะเดียวกันอดีตผู้เล่นที่เลิกเล่นไปนานแล้วและยอมรับสถานะการเป็นเพียง ‘ผู้ชม’ อย่างสมบูรณ์ กลับสามารถนั่งชมการแข่งขันได้อย่างผ่อนคลายไร้วิตกกังวล ซึ่งสิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า การสลัดทิ้งซึ่งอีโก้หรือการแบกรับแรงกดดันจากการเป็นจุดสนใจ ช่วยมอบอิสรภาพทางอารมณ์และความคิดของเราได้เป็นอย่างดี 

จริงอยู่ที่การไม่ถูกรับฟัง การไม่ถูกมองเห็น การถูกหลงลืม หรือการไม่ถูกมอบคุณค่าจากการกระทำบางอย่าง ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นคน ‘ไม่สำคัญ’ ในสายตาของคนอื่น แต่นั่นเป็นเพราะเราเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับการตัดสินของพวกเขา ไม่ใช่เพราะเราไม่เก่งหรือไม่พิเศษ ในบางครั้งการเป็น ‘มนุษย์ล่องหน’ (Invisible Person) จึงอาจเป็นทางเลือกที่อิสระกว่าการต้องทนให้สังคมนำไม้บรรทัดมาคอยวัดประเมินเราอยู่ตลอดเวลา

ไม่ใช่แค่การหลีกหนีจากสายตาของคนอื่นและจัดการกับความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น แต่การทำตัวให้ดูเหมือนไม่สลักสำคัญต่อใครเลยก็มีประโยชน์มากกว่าที่คิด ในบทความบนเว็บไซต์นิวยอร์กไทม์ “How to Be Invisible” นำเสนอถึงข้อดีของการเป็นมนุษย์ล่องหนไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยกล่าวว่าการไม่มีเป็นที่สนใจของใครในสังคมเปรียบเสมือน ‘ยาบรรเทาความทุกข์’ ในยุคที่ใครหลายคนต่างคิดว่าตนเองเป็น ‘จุดศูนย์กลางของจักรวาล’ อีกทั้งเรายังอยู่ในสังคมที่ให้ค่า ‘คนกล้าแสดงออก’ มากกว่าคนที่ชอบเก็บตัว เช่น พิธีกรรายการเรียลลิตี้ เจ้าของช่องยูทูป และบล็อกเกอร์ที่มักออกมาแสดงความคิดเห็นยาว ๆ บนโซเชียลมีเดีย เป็นต้น

แม้ไม่มีผู้ติดตามหลักหมื่นบนโซเชียลมีเดียหรือมักถูกเมินในที่ทำงาน แต่การเป็นมนุษย์ล่องหนก็มีข้อดีที่หลายคนมองไม่เห็น พวกเขามักจะ ‘สังเกตเห็น’ รายละเอียดของผู้อื่นก่อนเสมอ นั่นทำให้คนเหล่านี้เป็นนักสังเกตการณ์และสะท้อนคิดที่ดียอดเยี่ยม ประการต่อมาคือ ‘ความสันโดษ’ ที่ผูกติดมากับภาวะไร้ตัวตน หรือที่เรียกว่า ความโดดเดี่ยวโดยสมัครใจ (Intentional Solitude) ถึงแม้จะฟังดูเหมือนกลุ่มคำแง่ลบ แต่ความสันโดษนั้นเปิดโอกาสให้เราได้ไตร่ตรองกับตนเองมากขึ้น ช่วยให้เรารู้สึกมีสมาธิและสงบมากขึ้น ซึ่งนับเป็น ‘ของขวัญ’ มูลค่าสูงที่หาได้ยากในยุคที่โลกวุ่นวายและฉาบฉวย

สุดท้ายแล้วการล่องหนจากคนในสังคมไม่ใช่การสูญเสียคุณค่า แต่มันคือการ ‘ทวงคืน’ อำนาจในการเป็นเจ้าของชีวิตตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางยุคสมัยที่ผู้คนยอมแลกความเป็นส่วนตัวและจิตวิญญาณเพื่อแย่งชิงพื้นที่ใต้แสงสปอตไลท์ การเลือกที่จะเป็นมนุษย์ล่องหนจึงเปรียบเสมือนการปลีกวิเวกที่เงียบเชียบและได้ฮีลใจตัวเองที่สุด เราไม่ได้พ่ายแพ้หรือถูกโลกทอดทิ้ง แต่เราเพียงแค่ปฏิเสธที่จะประเมินค่าตัวเองด้วยมาตรวัดของคนอื่นในสังคม 

เมื่อใดที่เราไม่จำเป็นต้องนำคุณค่าของชีวิตไปแขวนไว้กับเสียงปรบมือหรือสายตาประเมินค่าของใคร เมื่อนั้นเราจึงจะได้สัมผัสกับอิสรภาพที่แท้จริง อิสระที่จะได้ก้าวลงจากเวทีมายืนหยัดอย่างมั่นคงในมุมมืด เฝ้ามองโลกที่กำลังดิ้นรนเรียกร้องความสนใจอย่างเข้าใจ และโอบกอดความโดดเดี่ยวและความสงบ โดยไม่ต้องร้องขอการมีตัวตนจากใครอีกต่อไป

ที่มา:

https://www.psychologytoday.com/us/blog/maybe-its-just-me-but/201502/why-everyone-should-try-being-invisible

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32061679/

https://www.verywellmind.com/benefits-of-solitude-8722144

Tags: , , , ,