น้ำหนักคำว่ารักของสองเราไม่เท่ากัน

อะไรคือปัญหา?

01:26

  • ปัญหาทั้งปวงเกิดจากคำว่า รัก ของแต่ละคนมีความหมาย ความหนักเบา หรือความจริงจังไม่เท่ากัน บางคนเมื่อพูดออกไปแล้วคือซีเรียสมากมาย บทบาท หน้าที่ ความคาดหวัง มาหมด ในขณะที่บางคนชิลล์กว่านั้นมาก พูดบ่อยๆ พูดเรื่อยๆ ยังไม่ต้องแว่วเสียงระฆังวิวาห์ก็พูดได้
  • ที่เป็นเช่นนั้นคงเป็นเพราะทัศนคติและประสบการณ์ที่แต่ละคนเจอมาไม่เหมือนกัน บางคนคิดว่ารักแล้ว นี่คือใช่แล้ว พูดเลยดีกว่า ตู้ม บอกรักไปแล้วจ้า แต่อีกคนคือ เฮ้ย ยังเลยอะ พูดออกไปก็เหมือนหลอกกันน่ะสิ เราไม่อยากโกหกอะ แบบนี้ก็มี
  • โบคิดว่า ถ้าจะพูดคำนี้ออกไปคือต้องคบกันแล้วอย่างเป็นทางการ เป็นแฟนกันแล้ว และเห็นอนาคตบางอย่างร่วมกัน
  • เฟี้ยตก็เช่นกัน ก่อนพูดคำนี้ต้องแน่ใจก่อนว่าอยากลองคบหาและศึกษากันจริงจัง
  • บิ๊กบุญคิดว่าหลายครั้งที่เรารู้สึกเยอะกับคำคำนี้ เราไม่ได้เยอะเอง ด้วยธาตุแท้ของเราเอง แต่เพราะเราดูมาจากหนังจากละครที่เขา romanticize คำว่ารักเพื่อผลทางดราม่าอะ นึกออกมะ ไม่งั้นมันไม่แซ่บไง แล้วพอเราไปเสพตรงนั้นเยอะๆ เข้าเลยรู้สึกว่า เออ จริงนะ คำว่ารักมันสูงค่าบูมบาลาก้ามากมาย ต่อให้เขาดีกับเราสารพัด แต่ถ้ายังไม่เอ่ยคำว่ารักอย่างโรแมนติกที่สุดเนี่ย ก็แปลว่ายังไม่ใช่รักจริงหรอก อะไรแนวนี้ ทีนี้พอไปหมกมุ่นมากๆ ไอ้ไอเดียนี้เลยไปทำลายอะไรที่ดีๆ อยู่แล้วให้พังเสียอย่างนั้น
  • ซึ่งไม่ได้กำลังจะบอกว่าคำว่ารักเนี่ยมันไม่ดี หรือไม่สำคัญนะ แต่บิ๊กบุญคิดว่าบางครั้ง ย้ำว่า*บางครั้ง* บางครั้งมัน overrated ไปนิดนึงนะคุณผู้ฟัง คือมันไม่ได้เป็นเรื่องสูงล้ำสุดยอดขนาดน้าน
  • แต่บางคนก็ไม่ได้มีปัญหากับการพูดคำว่ารักโดยทั่วไป (เช่น รักพ่อแม่ รักหมาแมว รักชาติ รักหนังเรื่องนี้จัง รักอาหารจานนี้ที่สุด ฯลฯ) แต่รู้สึกพูดยากเฉพาะในความสัมพันธ์ เพราะคำรักที่เคยพูดแจกจ่ายออกไปอย่างง่ายดายในอดีตกาลที่ผ่านมามันส่งผลร้าย จึงรู้สึกว่าคำว่ารักนั้นราคาแพง ไม่ควรมอบออกไปง่ายๆ อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน

08:11

  • เฟี้ยตคิดว่า sometimes, in a relationship, we can be on the same page, but different pace. คือรักกัน แต่ก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน เรื่องของ ‘จังหวะ’ ก็เป็นสิ่งที่ก่อความยุ่งยากได้ ต่อให้ไม่มีปัญหาอย่างอื่นเลยก็ตาม
  • คนที่เอ่ยคำรักออกไป แล้วไม่ได้คำว่ารักกลับมา อาจคิดไปได้ว่า เอ่อ ทำไมไม่เคยบอกรักกับเราเลยล่ะ เขา/เธอไม่คิดจะคบเราเป็นเรื่องเป็นราวใช่ไหมนะ “Is he/she not ready to commit to me?” เขา/เธอไม่จริงจังกับเราใช่ไหมนะ “Is he/she not serious with me?” หรือว่าเขา/เธอไม่ได้ชอบเราถึงขนาดนั้น “Maybe he/she is not that into me.” เรารักเขามากกว่าที่เขารักเราซีนะ โอ ขาดทุน ฯลฯ (not=ไม่, into=ชอบ, that=ขนาดนั้น)
  • ประโยคเหล่านี้เอาไว้ใช้รำพึงกับตัวเองนะฮะ รำพึงทั้งทีจะได้ฝึกภาษาไปด้วย
  • It’s awkward. It makes you feel a little rejected. การบอกรักออกไปหนึ่งพันครั้งแต่ยังไม่ได้ไอเลิฟยูกลับมาสักครั้งเดียวนี่มันก็ประดักประเดิดอยู่นะ คือบางครั้ง สำหรับบางคน การที่เขาไม่ยอมบอกรัก มันเท่ากับเขาไม่รัก อย่างนั้นเลยนะ!
  • It’s like, this is not going anywhere… รู้สึกเลยเถิดไปนู่นเลยว่า การที่เขาไม่บอกรัก ก็เท่ากับความสัมพันธ์ไม่เดินหน้า และเมื่อมันไม่เดินหน้า ก็เท่ากับถอยหลังเข้าคลอง โอ รักเราไม่มีอนาคต… อย่างนั้นเลยนะ! (อีกครั้ง)
  • Maybe he/she’s not feeling the way I am… Maybe he/she’s seeing someone else! เขา/เธอต้องไม่รักเราเหมือนที่เรารักเขา/เธอแน่เลย โอ๊ะ เขา/เธอต้องคบคนอื่นนอกจากเราอยู่ด้วยแน่ๆ! ไปกันใหญ่
  • ทั้งหมดนี้อาจเป็นผลของการไม่ได้ยินคำว่าไอเลิฟยูตอบกลับมา บางคนคิดไปได้ขนาดนั้นจริงๆ คนที่คิดว่าการบอกรักเป็นเรื่องไร้สาระ รับรู้เอาไว้นะฮะ สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องสำคัญต่อจิตใจเขามากนะ
  • โบสารภาพว่าเป็นคนประเภทที่ต้องการได้ยินคำว่ารัก นอกเหนือจากเรื่องการทำดีต่อกันแล้ว คำพูดก็ช่วยให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ It keeps the sparks alive! มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลย

 

ถ้าไม่บอกรัก บอกอะไรดี

ตัวเลือกอื่นๆ สำหรับคนปากหนัก

11:44

  • ในช่วงแรกๆ ของความสัมพันธ์ ถ้าถูกแฟนบอกรัก แต่ความรู้สึกของเรายังไปไม่ถึงขนาดนั้น แล้วยังไม่อยากบอกตอบ ก็ไม่มีใครว่า ของอย่างนี้มันบังคับกันไม่ได้อยู่แล้วล่ะ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้พยายามดูแลความรู้สึกของอีกฝ่าย โดยการตั้งสติให้ดี ไม่ใช่ว่า (แฟนบอก) “ฉันรักเธอนะ” (เงียบสิบวิ ตามด้วยการตะกุกตะกักระดับสิบ) “อ่า เอ่อ แหะๆ เอิ่ม ข…ขอบ…ขอบใจ” แฟนคงรู้สึกแบบว่า กูไม่น่าพูดเลย
  • คือเข้าใจนะว่าสำหรับบางคนอาจจะช็อก แต่ไม่เอาสิ โตๆ กันแล้ว สติต้องมา ปัญญาต้องมี โอเค ต่อให้มีเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้ไม่อยากพูดคำว่ารักในเวลานี้ ก็ต้องหาคำที่ทำให้รู้สึกดีเท่าเทียมกันใช้ออกไปก่อน ยังอยากอยู่กับเขาใช่ไหม ยังไม่อยากให้เขาหนีไปไหนใช่ไหม
  • “Thank you. I really really really like you a lot, too.” เอาล่ะ บางคนอาจคิดว่า เราสามารถทดแทนคำว่า “รักนะ” ด้วยคำว่า “ชอบมากๆๆๆ เลยนะ” แต่ทางเราไม่รับประกันว่ามันชดเชยกันได้ บิ๊กบุญคิดว่ามันอาจเป็นการตบหน้ากันชัดๆ เพราะสำหรับบางคน นี่คือการพยายามเลี่ยงไม่พูดคำว่ารักอย่างจงใจที่สุด คือไม่พูดเลยยังจะดีเสียกว่า (โลกเราแม่งอยู่ยากอย่างนี้ล่ะน้องเอ้ย)
  • “I adore you.” อืม โดยเทคนิคแล้ว คำว่า adore นี่หมายถึง love very much แถมเป็นการรักแบบเชิดชูบูชาเสียอีก ซึ่งถ้าคำว่ารักเฉยๆ เอ็งยังพูดไม่ได้ แต่เอ็งสามารถพูด adore ได้เนี่ย พี่ว่าเอ็งต้องปรึกษาหมอเหมือนกันนะ
  • “I really care about you.” นี่คือการบอกว่า เรารู้สึกดีๆ กับเธอนะ เป็นความรู้สึกรักใคร่ใยดี ประโยคนี้โดยความหมายก็ไม่ได้ต่างจากไอเลิฟยูสักเท่าไร ถ้าคนฟังไม่ได้โรคจิตถึงขั้นที่ ไม่! ชั้นต้องการได้ยินคำว่าเลิฟเท่านั้น! มันก็โอนะ แทนกันได้อยู่
  • “I’m crazy about you.” นี่ก็แปลว่า รักม้ากกก หลับก็ฝันถึง พอตื่นลืมตาก็อยากพุ่งตัวมาเจอ ละเมอเพ้อหาตลอดเวลา ทำทุกอย่างได้เพื่อเธอ (ทุกอย่างยกเว้นพูดคำว่ารักสินะ…)
  • “I’m super into you.” แปลว่าชอบมากเช่นกัน super=very และ into=like เป็นสำนวนวัยรุ่นๆ อย่างไม่เป็นทางการ เหมาะกับคนขี้เขินที่ไม่อยากพูดอะไรซึ้งๆ มากเกินไป
  • “I’m smitten with you.” แปลเป็นไทยน่าจะหมายถึงความรู้สึกหลงรักอย่างหัวปักหัวปำ โดยส่วนตัวประโยคนี้ฟังดูกิ๊บกิ้วกิ๊วก๊าว มักเป็นความรู้สึกรักแบบวัยรุ่นใสๆ มีความงุ้งงิ้งสูง เย้าแหย่กันไปมา จิ้มแก้มกันไปมา เดี๋ยวก็เขินกันแบบว่า บิดจนร่างเบี้ยว แต่เดี๋ยวก็กระโจนเข้าจูบกัน อะไรเงี้ย สรุปแล้วเราว่า smitten เป็นความรู้สึกปิ๊งเวอร์ในสเตจแรกที่ยังไม่รู้จักกันดี แต่รู้สึกชอบมากกก และหวังว่าเขาจะชอบเรามากกก และหวังว่าเขาจะเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น
  • “You’re really special to me.” พูดแบบนี้ก็ฉลาดดี แม้ยังไม่บอกว่ารัก แต่ก็บอกให้เขารู้ว่า เธอพิเศษมากสำหรับเรานะ ในความหมายที่บอกเป็นนัยคือ พิเศษกว่าคนอื่นๆ และอาจจะหมายถึง สำหรับเราตอนนี้ไม่มีคนอื่นๆ แล้ว นอกจากเธอเท่านั้น อะไรทำนองนี้
  • “I’m much happier with you in my life and I love where we’re going.” ประโยคนี้ก็เป็นการฉลาดพูด คือไม่ได้บอกออกมาตรงๆ ว่า I love you แต่ในประโยคก็มีคำว่า love อยู่ นั่นคือบอกว่า ตั้งแต่มีเธอเข้ามาในชีวิต เราก็มีความสุขขึ้นมากเลย และเราก็รู้สึกดีกับทิศทางที่เรากำลังจับมือกันมุ่งหน้าไปนะ เป็นคำพูดที่ให้ความหวัง ดูจูงมือกัน แต่ไม่ได้เป็นการเอาเชือกผูกคอกัน
  • “I really like being with you.” ชอบอยู่กับเธอ เวลาอยู่กับเธอแล้วมีความสุข นี่ก็เป็นคำพูดที่จะทำให้คนฟังรู้สึกดีได้มากมาย หรือลอง “I love being with you.” ไม่ก็ “I love spending time with you.” ก็เป็นการใช้คำว่า รัก โดยยังไม่ต้องพูดว่า รักเธอ ได้เหมือนกัน (ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าอะไรเอ็งจะโรคจิตขนาดนี้ พูดๆ ไปเฮอะ!)

 

ไม่ใช่ไม่รัก แค่ยังไม่อยากพูดคำว่ารัก

พูดอย่างไรให้เขาเข้าใจ

16:13

  • เอาล่ะ พี่เข้าใจ พี่เข้าใจทุกฝ่าย สมมติเจอค่ายกลอัลติเมตั้ม มีการสร้างบรรยากาศโรแมนติกขีดสุด กุมมือ มองตา แล้วนางก็พูดว่า “รักนะ” จากนั้นคือเงียบ ทิ้งระยะในแบบที่ต้องการให้พูดตอบออกไปให้จงได้ แบบนี้จะทำยังไงดี
  • พี่บอกเลยว่าถ้าไม่พูดล่ะลำบากแน่ๆ เพราะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาต้องการคำคำนี้จากปากของเอ็ง มา ว่ากันไปทีละสเต็ป
  • ขั้นแรก ชื่นชม และขอบคุณก่อน “Thank you. That’s really sweet.”
  • ขั้นที่สอง สารภาพตรงๆ “It’s obvious that you want me to say the same thing back, and I really really really like you, too. But please give me some time. I’m getting there.” เรารู้ว่าเธออยากให้เราพูดตอบ แล้วเราก็ชอบเธอมากๆๆๆ นะ แต่ขอเวลาเราหน่อยได้ไหม
  • และถ้าน้องจะพูดว่า “I’m not ready to say it just yet.” คือ ฉันยังไม่พร้อมจะพูดคำว่ารัก น้องต้องเตรียมตอบคำถามต่อไปด้วย นั่นคือ “ทำไมอะ บอกรักมันยากตรงไหน อะไรๆ ระหว่างเราก็เป็นไปด้วยดี แล้วทำไมเธอถึงพูดคำนี้ให้เราไม่ได้ เราไม่มีความหมายอะไรต่อเธอเลยเหรอ” (ตัดพ้อด้วยทักษะขั้นสูง)
  • ถ้าเพิ่งคบกันไม่นาน เราอ้างอย่างนี้ได้ว่า “I think it’s too soon for me to say it. I think we need to get to know each other a little bit better.” เราเพิ่งคบกันไม่นาน เราน่าจะรู้จักกันให้ดีกว่านี้อีกหน่อยหรือเปล่า (ฟังเผินๆ เหมือนกำลังด่าอีกฝ่ายเหมือนกันนะว่า ทำไมแกบอกรักไวจังวะ!)
  • ถ้าไม่อยากพูดยาว แต่ต้องพูด เพราะอีกฝ่ายต้องการคำอธิบายว่าทำไมเธอไม่บอกรักฉันกลับล่ะ ก็อาจจะแค่บอกว่า “I really enjoy being with you, but I need more time.” แต่ก็ยอมรับเหอะว่า การสนทนาไม่น่าจะจบแค่นี้หรอก คงโดนซักยิกต่อไปอยู่ดีแหละว่า ทำไมล่ะ ทำม้าย
  • เอางี้ รับผิดเสียเลย บอกไปเลยว่า เออ มันเป็นปัญหาชีวิตและสุขภาพจิตของเราเองล้วนๆ “I know this is my issue. I really have the problem with saying the word ‘love’ because once I say it out loud I really want to mean it. And I really want to mean it with you. And it would take some time, just a little more time, for me to get there. And I really want that to happen. But if I am forced to say it out loud today, I think I might wreck it.” คือบอกเขาไปเลยว่า มันเป็นความโรคจิตส่วนตัวของเรา ถ้าจะพูดคำว่ารักออกมา เราก็อยากให้มันเป็นความรู้สึกที่สุกงอมและแน่นอนแล้วจริงๆ และเราอยากให้มันเกิดกับเธอนะ ซึ่งมันใกล้มากแล้วแหละ คือเรารู้จักตัวเองดี ถ้าเราพูดเพราะรู้สึกว่าต้องพูด เราทำพังแน่
  • เวอร์ชันสั้น “I have a problem with this word, but I’m working on it.”
  • ซึ่งก็เป็นการทดสอบรักแท้ได้อยู่นะ คือถ้าประจานแบแฉความโรคจิตของตัวเองออกมาให้เห็นแบบนี้แล้วเธอยังรับได้ พยายามเข้าใจ และไม่หนีไปไหน ก็แสดงว่าเธอรักเราจริงเหมือนกันนา

 

อ้างความล้มเหลวในอดีต อาจไม่ใช่วิธีที่ดี

อย่าสารภาพมากไปจนเลยเถิด

21:19

  • บิ๊กบุญคิดว่า ไหนๆ เปิดใจกันแล้ว ก็จริงใจกันไปเลยโดยการยอมรับว่า “I have said ‘I love you’ too soon in the past…”
  • ฟังถึงแค่นี้ โบก็ไม่เห็นด้วยทันที “ไม่ได้นะ อย่างนี้คนฟังก็จะคิดว่า อ้าว ที่แท้ก็พูดได้นี่หว่า กับคนอื่นพูดได้ แล้วทำไมกับฉันถึงพูดไม่ได้!” (เท้าเอว)
  • บิ๊กบุญบอก เดี๋ยว! ยังพูดไม่จบ! “I have said ‘I love you’ too soon in the past… and it caused me problems before. It actually cost me a relationship!”
  • เฟี้ยตกระโดดเข้ามาเท้าเอวร่วม “ไม่ได้! อย่ารื้อฟื้นเรื่องอดีตเด็ดขาด! โดยเฉพาะเรื่องแฟนเก่า เดี๋ยวแฟนเราก็จะแบบ อ้าว นี่ยังไม่ลืมแฟนเก่าอีกเหรอ! แล้วมาอยู่กับฉันทำไม! เพราะแบบนี้ใช่ไหมถึงไม่เคยบอกรักฉันเสียที!”
  • โบใส่ต่อ “ใช่ๆๆ แล้วแฟนเราก็จะบอกว่า ชั้นไม่ใช่แฟนเก่าเธอนะ ทำไมต้องเอาฉันไปเปรียบเทียบกับนังนั่น!”
  • เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบิ๊กบุญโดนถล่มด้วยพลังดราม่า ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟนดราม่าแบบนี้มีจริงมากมายในโลก อย่างที่เฟี้ยตกับโบได้ role play ให้ดูเป็นตัวอย่าง ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้เป็นเรื่อง ก็จงเลี่ยงการพูดถึงเรื่องอดีต โดยเฉพาะเรื่องแฟนเก่า
  • แม้กระนั้น บิ๊กบุญก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงว่า บางครั้งการอมพะนำงำความก็ไม่เกิดผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ้างออกไปแล้วนี่หว่า ว่า เออ มันเป็นปัญหาส่วนตัวของเราเอง และถ้าแฟนซักต่อว่า ทำไมอะ เกิดอะไรขึ้น มันก็ต้องเล่าปะล่ะ ซึ่งหมายเหตุว่า แม้ควรเล่า แต่ก็อย่าเล่าหมดในทุกรายละเอียด เอาเท่าที่จำเป็นก็พอ และตัดกลับมาโฟกัสที่ปัจจุบัน อย่าให้แฟนเรารู้สึกว่าโอยอีนี่จมปลักกับอดีต แล้วนี่ชั้นจะได้เป็นอนาคตของมันไหมนี่

 

ปัญหาอาจเกิดจากส่วนผสมของคนสองคน

มันไม่ใช่เราคนเดียวหรอก

23:07

  • เฟี้ยตบอกว่า “Each relationship is different.” บิ๊กบุญเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเขาพบจากประสบการณ์จริงอีกแล้วว่า ในบาง relationship นั้นการพูด I love you เป็นเรื่องง่ายมากเลย แต่บาง relationship กลับกลายเป็นเรื่องโคตรยาก ฉะนั้น ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เราคนเดียวเสมอไปหรอก มันอยู่ที่ส่วนผสมของสองคนในความสัมพันธ์แต่ละครั้งต่างหาก
  • ในขณะเดียวกัน การขยันบอกรักก็อาจเป็นสิ่งพร่ำเพรื่อได้เหมือนกัน บางคนอาจรู้สึกว่า นี่รักจริงเหรอวะ เมื่อดูควบคู่ไปกับการกระทำที่ไม่ค่อยโอเคแล้ว บางครั้งคำว่ารักก็น่าสงสัยได้เหมือนกันนะ
  • สรุป ทุกอย่างเอาแต่พอดี เรื่องการบอกรักนี่ก็ไม่ต่างกัน
  • ถ้าพอดีว่าแฟนชอบฟัง และเราก็ชอบพูด ก็โชคดีไป
  • แต่ถ้าเขาไม่ได้เป็นคนประเภทเดียวกันกับเรา นั่นคือ ชอบพูดมาก ชอบฟังมาก ก็อย่าไปพยายามบังคับให้เขาต้องเป็นเหมือนเรา
  • เพราะถ้าไปบังคับเขามากๆ เข้า กดดันเขามากๆ เข้า โอเค ถ้าเขารักเราจริงๆ เขาอาจจะยอมพูดให้ แต่เดี๋ยวเอ็งก็จะนอยด์ต่อไปไม่จบสิ้นตามประสาคนเสพติดดราม่า ว่านี่พูดเพราะชั้นบอกให้พูด หรือพูดเพราะรักชั้นจริงๆ เนี่ย! คือถ้าเอ็งเป็นแบบนี้แล้วเขาหนีไป พี่จะไม่โทษเขาเลย พี่จะรีบพาเขาหนี จะโทรเรียกอูเบอร์ให้ด้วยซ้ำ
  • สำหรับคนที่ความรักความสัมพันธ์เป็นไปด้วยดี มีแต่ความสงบสุข และไม่มีปัญหาอะไรอยู่แต่แรก พี่บิ๊กบุญก็วอนว่า จงอย่าวอนหาเรื่อง “Don’t push your luck!” อย่าแบบว่า ได้คืบจะเอาศอก และไม่รู้จักพอเสียที รู้ไหมว่าน้องโชคดีแค่ไหนที่ได้แฟนดีๆ แบบนี้ ทั้งที่เขาอาจแสดงความรักต่อเราถึง 20 วิธี กะอีแค่เขาไม่พูดคำว่ารักออกมาเนี่ย มันจะตายไหมลูก
  • คิดดูแล้วกันว่า มันมีคนประเภทที่พูด ‘I love you’ วันละร้อยหน แต่แอบไปมีกิ๊กอีกเจ็ดคน เรายังโชคดีกว่าคนที่มีแฟนแบบนั้นนะ
  • “Just count your blessings.” จงดูว่าเรามีอะไรดีๆ อยู่ในมืออยู่แล้ว ไม่ใช่ไปมัวหมกมุ่นมากมายกับสิ่งที่เราไม่มี แล้วก็อยากได้เหลือเกินจนลืมใส่ใจและเห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาให้เราอยู่ทุกวันด้วยวิธีต่างๆ
Tags: , , , , , , , , , , ,