00:43

FIAT:

  • บางทีคนถามคำถามเขาไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เขาถามมันเป็นการสอดรู้สอดเห็น เพราะบางทีมันเกิดการหลุดปากกันได้ ก็จงให้อภัยและเข้าใจ
  • นี่กำลังพูดถึงตัวเราเองด้วย บางทีเราก็เผลอปากพลั้งถามอะไรที่ไม่สมควรออกมาเหมือนกัน ก็จงระวัง

02:05

BICK:

  • Being curious is human nature. There’s nothing wrong with wanting to know. But it’s the place and the time and people you talk to that would matter.
  • ความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมชาติมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องผิดบาป แต่ต้องรู้จักกาลเทศะด้วย
  • ถ้าคนถามคำถามที่ดูเหมือนจะ nosy (ซอกแซกสอดรู้สอดเห็น ละเมิดพื้นที่ส่วนตัว) เป็นเพื่อนฝูงครอบครัวที่สนิทกัน เขาอาจจะถามด้วยความหวังดีจริงๆ ก็ได้

03:07

BEAU:

  • เมื่อถูกถามคำถามที่ invasive (ซอกแซก รุกล้ำความเป็นส่วนตัว) บางครั้งเราอาจไม่ต้องตอบอะไรนอกจากหัวเราะแหะๆ หรือ laugh it off (หัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกไม่พอใจ เพื่อบรรเทาความน่าหงุดหงิดของสถานการณ์หรือคำพูดบางอย่าง) แล้วเปลี่ยนเรื่อง
  • Well if I try to have a baby and people ask me, ทำไมไม่ติดซะที, I would feel some pressure (เจอคนถามแบบนี้มันก็กดดัน)
  • In this business they can ask me whatever, then it’s up to me to answer them, whether I want to or not or how I want to answer.
  • ทำงานในวงการนี้อาจเจอคำถามอะไรสารพัด เราห้ามไม่ให้เขาถามไม่ได้ และเราบังคับควบคุมคำถามที่เขาจะถามไม่ได้หรอก ก็ต้องให้เขาถาม แล้วต่อจากนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะตอบคำถามเหล่านั้นหรือไม่ และอย่างไร

04:41

BICK:

  • I’m not super friendly with most people, I think, and I have a very very wide personal space. It’s not very easy for people to get to me. I have some sort of forcefield which is very useful. But I do get some intrusive questions once in a while.
  • ผมไม่ใช่คนเป็นมิตรจัด พื้นที่ส่วนตัวสูง คนเข้าไม่ค่อยถึงเพราะโดนสนามพลังบล็อกไว้ แต่กระนั้นก็ยังโดนคำถามซอกแซกบ้าง
  • I think sometimes when we get cornered with these kind of questions we have to deal with it somehow and if you cannot deal with it you’d look weak. So it’s kind of frustrating. But in time I’ve learned to say no and be evasive, which means answering questions without being clear or direct. You can do that. That’s another way to go.
  • เวลาเจอต้นเข้ามุมด้วยคำถามตอบยากพวกนี้มันต้องหาทางรับมือ หากอ้ำอึ้งอึกอักจะดูเสียฟอร์มและอ่อนหัดมาก แต่นั่นไม่ได้แปลว่าต้องตอบคำถามที่ไม่น่าถามและไม่น่าตอบเหล่านั้นออกไปตรงๆ เราเรียนรู้ที่จะปฏิเสธได้ว่า “คำถามนี้ไม่ตอบนะครับ” หรือใช้วิธี being evasive (ตอบเลี่ยงๆ ตอบกำกวม หรือตอบอ้อมๆ ให้เขาฟันธงไม่ถูก และให้เขาไม่สามารถเอาคำตอบของเรามาทำร้ายเราในภายหลังได้)

05:42

BEAU:

  • เคยมีคนถามว่า “How much does your husband give you a month?” สามีให้เงินใช้เดือนละเท่าไหร่
  • “You know, I have my own job. I don’t need to ask a man for money. And if he does give me money, I don’t need to tell you how much.”
  • “คือทำงานหาเงินเองได้ค่ะ แต่ไม่ต้องแบมือขอสามี แต่ถึงสามีจะให้ ก็คงจะไม่ต้องไปเที่ยวบอกใครว่าเท่าไหร่”

08:01

BICK:

  • This kind of question often takes us by surprise. Sometimes we would not anticipate people to ask that.
  • ส่วนใหญ่เรารู้สึกตอบยากเพราะไม่คิดว่าจะมีคนกล้าถามแบบนี้ อยากรู้ปั๊บโพล่งถามปุ๊บโดยไร้การกลั่นกรองใดๆ

“How old are you?” อายุเท่าไหร่เนี่ย

08:56

FIAT:

  • I’d would just smile. “Hi. And bye.” ยิ้ม สวัสดี และลาก่อนค่ะ (จบข่าว)
  • “Wouldn’t you want to know…” อยากรู้สินะ (จบข่าว)

BEAU:

  • ปกติโบก็ถาม แต่เพราะว่าเราอยากรู้ว่าใครพี่ใครน้องและต้องไหว้หรือเปล่า บ้านเราเรื่องควรไหว้แต่ไม่ไหว้นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก โดยเฉพาะในวงการบันเทิงยิ่งดราม่า จะโดนว่า เด็กคนนี้ไม่มีสัมมาคารวะเลย นึกว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนเหรอ “I don’t wanna be talked about that way” (ไม่อยากถูกพูดถึงแบบนั้น)
  • ถ้าต้องถาม ก็จะขึ้นต้นด้วย ขอโทษนะคะ ก่อนเสมอ คือ “I’m sorry, how old are you?”

BICK:

  • โจ๊กไปก็ได้ เช่น “I’ve forgotten my real age but I always feel like I’m 25.” อายุจริงลืมไปละ แต่รู้สึกเหมือนยี่สิบห้ามาตลอดนะ เหมือนที่คนไทยชอบพูดว่า “ไม่รู้สิฮะ หยุดอายุไว้ที่ยี่สิบห้ามาตั้งนานแล้ว” อะไรแบบนั้น

“How much do you make?” ได้เงินเท่าไหร่เนี่ย

12:05

FIAT:

  • ถ้าคนถามแบบนี้ บางทีก็ตอบไปเลยว่า “เอาเป็นว่ารวยก็แล้วกัน” “Let’s just say that I’m very well-off.”โดยไม่ต้องบอกตัวเลขใดๆ ให้เดาเอาเองว่ารวยแค่ไหน
  • หรือบางทีตอบคำถามด้วยคำถามว่า “นี่มาจากกรมสรรพากรหรือเปล่าฮะ” “Are you from the Tax Department or something?” โจ๊กแล้วจบ เนียนเปลี่ยนเรื่องกันไป

BICK:

  • เรื่องเงินนี่ตอบแบบโจ๊กได้หลายแบบ อย่างเช่นถ้าคนถามว่า ได้เงินเดือนเท่าไหร่ “Well, not enough.” “ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอหรอกครับ” หรือ “Half of what I’m worth.” “ได้ประมาณครึ่งนึงของที่ควรจะได้อะฮะ”
  • พูดแบบให้เขารู้ว่าเราพูดเล่นนะครับ ไม่งั้นจะกลายเป็นการด่าเจ้านายหรือดิสเครดิตบริษัทไปเสียฉิบ ดราม่าได้อีก

BEAU:

  • อย่างงานในวงการบันเทิง อาจมีโอกาสที่ศิลปินนักแสดงนักร้องคนอื่นจะมาแอบกระซิบถามว่า “How much did you get for this project?” “จ๊อบนี้ได้เท่าไหร่เหรอ” โบจะใช้วิธีตอบว่า “Oh my label takes care of it. I don’t handle money.” “อ๋อ เรื่องเงินทางค่ายเป็นคนจัดการน่ะค่ะ” โบ้ยไปเลยค่ะ “I don’t remember. I didn’t talk about the deal.” “จำไม่ได้อะค่ะ ไม่ได้เป็นคนตกลงค่าตัวเอง”

BICK:

  • หรือถ้าคนที่ถามทำงานด้วยกันในบริษัทเดียวกัน บอกไปเลยครับว่า “You know, talking about this could get us in trouble because it’s supposed to be confidential.” “เฮ้ย แก เดี๋ยวใครได้ยินก็ซวยหรอก เรื่องนี้เขาห้ามถามกัน เป็นกฎบริษัท ไม่เอา ไม่คุย จุ๊ๆๆ เปลี่ยนเรื่องๆ”

“Who were you talking to?” นั่นใครโทรมาอะ

“Do you have a date? With who?” มีเดตเหรอวันนี้ กับใครอะ

“Who did I see you with last night?” เมื่อวานใครอะ

13:41

BEAU:

  • เราอาจจะรู้สึกอยากบอกว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของเธอ” “It’s none of your business.” แต่คำนี้แรงอยู่เหมือนกัน มันจะเป็นสิ่งที่เราพูดอยู่ในใจมากกว่า ถ้าจะใช้คือต้องเป็นคำถามที่แรงกว่านี้มากๆ
  • อาจพูดเล่นๆ กับเพื่อน เช่น ถ้าเพื่อนถามว่า นั่นใครโทรมาหรา ก็อาจจะตอบว่า “Ha ha. Why do you wanna know? It’s none of your business, fool…” อีนี่ อยากรู้ไปทำไมยะ ไม่ใช่เรื่องของหล่อน (จิกกัดประสาเพื่อนสาว)

FIAT:

  • มีเวอร์ชั่นที่เบาลงให้เลือกใช้กันนั่นคือ แทนที่จะบอกว่า ไม่ใช่กงการอะไรของแก ก็แค่บอกว่า มันเรื่องของฉันน่า “That’s my business.”

BICK:

  • หรือ “It’s personal.” เรื่องส่วนตัวจ้ะ
  • “I’d rather not say.” อันนี้ขอไม่พูดดีกว่า
  • “I’m not gonna answer that question.” คำถามนี้ไม่ตอบนะฮะ

FIAT:

มีอีกวิธีนั่นคือ Going silent and looking out the window… มองหน้าคนถามคำถามงี่เง่านั้น เงียบ แล้วหันออกไปมองนอกหน้าต่าง

“How was your date last night?” เมื่อคืนเดตเป็นไงบ้าง

18:18

BEAU:

  • ถ้าเป็นเพื่อนสนิทจริงๆ ก็จะสามารถบอกได้ว่า “Oh my God! It was so horrible, girl! Save me!” ตัวเอง! ช่วยเค้าด้วย มันห่วยมาก!
  • แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่สนิทใดๆ มาถาม จะตอบแค่ว่า “Oh it was good.” หรือ “It went well.” คือต่อให้มันไม่ดีก็จะตอบแบบนี้อยู่ดี แล้วตอบแค่นี้ จากนั้นเปลี่ยนเรื่อง

FIAT:

  • การตอบคำถามแบบนี้ไม่ต่างจากการตอบคำถามว่า “How was sex with your husband?” หรืออะไรทำนองนั้น นั่นคือ ถ้าตอบว่า โอ๊ย ดีงามมาก ก็จะกลายเป็น brag คือโอ้อวด แต่ถ้าตอบว่า โอ้ แย่มาก ก็จะกลายเป็น discredit คนอื่น กลายเป็นเรื่องให้ชาวบ้านเอาไปนินทาได้อีก สรุปคือตอบอย่างไรก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นเขาถึงบอกว่า Don’t kiss and tell เรื่องแบบนี้ไม่ควรพูดต่อทั้งนั้น

BICK:

  • ทางเลือกของเราคือ
  • Being evasive (ตอบเลี่ยง)
  • Brushing it off (เชิดใส่ ทำไม่ใส่ใจ ทำหูทวนลม ไม่ต่อปากต่อคำ)
  • Laughing it off (หัวเราะกลบเกลื่อน)
  • Making jokes (เล่นมุกไปเลย)
  • Changing the topic (เปลี่ยนเรื่องคุย)

“What’s the deal with you two? Are you guys dating? Are you a couple now? Are you an item or what?” นี่เป็นแฟนกันหรือยังอะ

21:23

BEAU:

  • โบจะตอบทีเล่นทีจริงว่า “Well, that’s for him and me to know, for now.” หรือ “I’ll let you know if it’s serious.” ถ้าคบกันจริงจังเมื่อไหร่จะบอกนะคะ

FIAT:

  • เคยครั้งหนึ่งที่โดนคนไม่สนิททักเรากับคนที่เราคบกันอยู่ในตอนนั้นว่า “เอ้า นี่ยังไม่เลิกกันอีกเหรอ” “Are you still together?” ทักได้ปากเสียมาก

“Why aren’t you dating anybody?” ทำไมยังไม่มีแฟนซะที

22:38

BICK:

  • หรือคนถามอาจจะใช้คำว่า “I really don’t get it. Why is a nice girl/guy like you still single?” ซึ่งฟังดูเหมือนจะชม แต่ที่จริงอาจกำลังหลอกด่าอยู่ว่า ทำไมไม่มีใครเอาเธอนะ แปลกใจจัง

BEAU:

  • “I guess I’m picky.” เป็นคนเลือกเยอะ เป็นคนที่ไม่ใช่ใครยังไงก็เอาหมด
  • “I don’t wanna just grab someone who doesn’t fit well with me.” อยากรอคนที่เข้ากันได้จริงๆ
  • “I don’t wanna grab a bad seed.” อยากดูดีๆ ก่อนว่าเป็นคนดีจริงๆ
  • “I wanna take my time and choose.” อยากค่อยๆ เลือก ไม่อยากรีบคว้าๆ ใครมาก็ไม่รู้

BICK:

  • “I don’t wanna just have someone because I’m afraid that people would judge me for not having anyone. I really wanna be with someone because we make each other happy. Not just because I need to have someone for people to see that I have someone.”
  • ไม่อยากมีใครเพียงเพราะกลัวคนอื่นจะหาว่าไม่มีใคร แต่อยากได้คนที่จะอยู่ด้วยแล้วมีความสุขทั้งสองฝ่ายจริงๆ มากกว่า

FIAT:

  • ตอบไปเลยว่า “I’m a spinster.” จะเป็นสาวแก่ขึ้นคานไปยังงี้แหละ จะทำไม

BICK:

  • แล้วถ้ามีคนถามว่า ไม่เหงาเหรอ “Aren’t you lonely?”

BEAU:

  • ตอบไปเลยว่า “I’m not lonely. I have my friends. I have my family.” ไม่เหงาหรอก มีเพื่อน มีพ่อแม่พี่น้อง
  • “I’m content with being single. I don’t feel like I crave love.” เป็นโสดสบายจะตาย เรามีความสุขกับความโสดสุดๆ ไม่ได้รู้สึกโหยหาความรักอะไรมากมาย
  • “I don’t need a man in my life to fulfil me and to make me happy.” เราไม่ได้ต้องการผู้ชายเพื่อมาเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์
  • “I feel that in order to be in a relationship you have to be content with who you are, and with being yourself and just by yourself first, before dragging anyone else into a relationship.” โบรู้สึกว่า ก่อนเราจะไปอยู่เป็นคู่กับใคร เราน่าจะสามารถพอใจกับความเป็นตัวเราเสียก่อน และสามารถมีความสุขได้กับตัวตนของเราอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องไปหวังพึ่งให้ใครมาช่วยทำให้เรารู้สึกสมบูรณ์

BICK:

  • อีกวิธีหนึ่งคือ ถ้าเป็นสิ่งที่เราเองรู้สึกและเข้าใจได้แบบไม่ต้องมานั่งอธิบายกับตัวเอง แล้วทำไมเราต้องไปอธิบายอะไรมากมายกับคนอื่น ขอให้ลองตอบแบบกำปั้นทุบดินไปเลยครับว่า “ก็มันเป็นอย่างนี้อะ” นั่นคือการตอบคำถาม Why? ด้วยหนึ่งคำสั้นๆ ว่า Because
  • เช่น “Why are you still single?” (ทำไมยังโสดล่ะ) ก็ตอบว่า “Because.” (ก็มันโสดอะ) จบ ไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดใดๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง

“When are you gonna get married?” เมื่อไหร่จะแต่งงานเสียที
“Why aren’t you married?” ทำไมหนูไม่แต่งงานล่ะลูก

26:01

BEAU:

  • ตอบตรงๆ ไปว่า “I don’t know.” ก็ไม่รู้จริงๆ อะค่ะ จะให้อธิบายยังไง
  • หรือใครก๋ากั่นกว่านั้นจะบอกยังงี้ก็ได้ว่า “Because I don’t want to.” ก็ไม่อยากแต่งอะค่ะ
  • แต่ถ้ากลัวจะไม่สุภาพ ก็อ้อมแอ้มตอบไปแบบคลาสสิกๆ ว่า ก็ตอนนี้ยังไม่พร้อมอะค่ะ “I guess I’m not ready at the moment.” อะไรแบบนี้
  • แล้วเติมไปอีกหน่อยเป็นการต่อท้ายว่า “But don’t worry. If I do decide to get settled down, you’ll get a card.” แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ จะแต่งเมื่อไหร่คุณป้าได้รับการ์ดเชิญมางานแต่งแน่นอนค่ะ
  • “แหม เจอกันกี่ทีก็ถามเหมือนเดิมตลอดเลยนะคะ แล้วหนูก็ตอบเหมือนเดิมตลอดเลยค่ะ ตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนคำตอบค่ะ เหมือนเดิมค่ะ ยังไม่พร้อมค่ะ”

FIAT:

  • แล้วก็บอกด้วยว่า “And when I actually get married, I expect a big fat envelope from you!” แต่งเมื่อไหร่ใส่ซองมาอ้วนๆ ด้วยนะฮะอย่าลืม ตอนยังไม่แต่งนี่เชียร์จัง ถ้าแต่งจริงแล้วไม่มาหรือใส่ซองมาร้อยเดียวนี่น่าดู!

BICK:

  • เคยพูดยังงี้ทีนึง “You have asked me this question so many times. Have you ever gotten any answers out of me? No! You should have known better by now.” คือถามมาแบบนี้หลายหนละ แล้วผมเคยตอบไหมฮะ ไม่เคยซักครั้งใช่ไหมฮะ งั้นก็น่าจะรู้นะฮะว่าถามไปก็ไม่มีคำตอบ ทำน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งโจ๊ก แบบ ทีเล่นทีจริงไป
  • หลายครั้งคนที่ถามจังเลยว่าเมื่อไหร่เราจะแต่งงานก็อาจเป็นเพราะเขาคิดอย่างนี้จริงๆ ว่า ชีวิตคู่คือความสุขหรือเป็นการเติมเต็ม ก็เป็นไปๆได้ว่าเขาอยากให้เรามีความสุขจริงๆ แหละ หวังดี เลยถาม ยังงี้

Last words? อยากทิ้งท้ายอะไรไหม

29:43

FIAT:

  • ในมุมของคนฟัง ถ้าเจอคนถามสอดรู้สอดเห็นก็อย่าไปใส่ใจ คิดเสียว่าเป็นเรื่องตลก
  • บางทีเขาอาจจะป่วยก็ได้นะ มันมีโรคชื่อว่า Asperger’s Syndrome (แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม) ทำให้เขาสื่อสารกับคนทั่วไปได้แบบไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่มีมารยาท บางทีพูดโพล่งอะไรอออกมาตรงๆ ถ้าเขาเป็นแบบนี้จริงเขาจะเข้าสังคมลำบาก ก็น่าสงสารเขานะ

30:26

BEAU:

  • ในมุมของคนถาม ก่อนจะเอ่ยปากซักถามอะไรใคร ให้ใส่ฟิลเตอร์กลั่นกรองก่อนสักนิดนึงนะคะ คิดถึงใจเขาใจเรา ถ้าไม่สนิทมากก็อย่าไปถามเรื่องส่วนตัว

31:09

BICK:

  • “Nosy questions need no answers.” ไม่ต้องไปให้ค่ากับคำถามสอดรู้
  • “You’re not obligated to answer those questions. You don’t owe them anything.” เราไม่จำเป็นต้องตอบอะไรใครที่เราไม่อยากตอบหรืออยากแบ่งปันข้อมูลอะไรด้วย
  • อย่ากลัวที่จะ say no
  • อย่าลืมเรียนรู้ที่จะ be evasive (ไหลหลบเลี่ยง) และพยายาม change the topic (เนียนเปลี่ยนเรื่อง)
  • ถ้าเขาเริ่มประโยคมาว่า “It’s probably none of my business, but…” “แหม ที่จริงก็ไม่ใช่กงการอะไรของเราหรอกนะ แต่ทว่า…” สวนเร็วเลยฮะว่า “Yes! I think you’re right. It’s none of your business. Let’s talk about something else.” ก็จริงอย่างนายว่านะ ไม่ใช่กงการอะไรของนายจริงๆ ด้วยแหละ งั้นเราเปลี่ยนเรื่องคุยกันเถอะ
  • หรือถ้าเขาเริ่มประโยคมาว่า “Well I don’t wanna pry, but…” “แหม ที่จริงก็ไม่อยากสอดรู้สอดเห็นเลยนะฮะ แต่ทว่า…” สวนด่วนๆ ว่า “But you are prying!” แต่นี่เธอกำลังสอดอยู่นะ! หยุดนางไว้เสียตั้งแต่ตรงนั้นครับ
Tags: , , , , , , , , , , , ,