ในการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ใกล้เข้ามาถึงนี้ ความน่าตื่นเต้นที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่กลับกลายเป็น ‘สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร’ (สก.) ที่เป็นขาในฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ต่อไป
ถามว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น อ้างอิงจากการสำรวจของนิด้าโพล โค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69 ที่ออกมาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า คะแนนความนิยมของผู้ว่าฯ กทม.คนก่อนหน้าอย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงสูงลิ่วมากกว่าผู้สมัครทุกคนรวมกันเสียอีก จึงอาจพูดได้ว่า ชัชชาติเปรียบเสมือนซูเปอร์แคนดิเดตที่ดึงคะแนนได้จากทุกกลุ่มทางการเมือง
ขณะที่การเลือกตั้ง สก.ปรากฏถึงคะแนนความนิยมที่ต่างออกไป แบ่งเป็น สก.กลุ่มอิสระ 29.10% สก.กลุ่มพรรคประชาชน 26.50% สก.กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ 11.50% และ สก.จากทีมคนทำงาน 6.05%
ดังนั้น จึงไม่เป็นที่น่าแปลกว่าทำไมการเลือกตั้ง สก.จึงเป็นหนึ่งในสนามการเลือกตั้งที่น่าจับตามองอยู่ไม่น้อย
1
จากการรวบรวมข้อมูลของ The Active และ WeVis ในการทำงานของ สก.ชุดที่ผ่านมา พบว่า สภา กทม.ใช้กลไกตั้งกระทู้ถามจำนวน 130 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเฉพาะเขต มีการเสนอญัตติจำนวน 211 เรื่อง มีการศึกษา สอบสวน ติดตามเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กทม.จำนวน 386 เรื่อง
นอกจากนั้น ยังมีการเสนอร่างข้อบัญญัติจำนวน 14 ฉบับ ตลอดจนเสนอให้มีการปรับลดและอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของ กทม.ประมาณ 9 หมื่นล้านบาทต่อปี ในช่วงตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้น หากให้สรุปหน้าที่ที่สำคัญของ สก.ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มงาน ประกอบด้วยดังนี้
1. เสนอและพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อการตราข้อบัญญัติกรุงเทพฯ
2. พิจารณาและให้ความเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ฝ่ายบริหาร (ฝั่งผู้ว่าฯ กทม.) เสนอเข้ามาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่
3. ตรวจสอบและติดตามการทำงานของฝ่ายบริหาร ผ่านการเสนอญัตติ การตั้งกระทู้ถามสด หรือการอภิปรายต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การติดตามผลงานการทำงานของ สก.นั้นยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ทั้งจากการที่ไม่มีระเบียบที่ให้เปิดเผยมติที่ สก.แต่ละคนออกความเห็นในแต่ละข้อบัญญัติ หรือแม้แต่การมีส่วนร่วมในการเข้าประชุมสภา กทม. จึงอยากที่จะให้ประชาชนกรุงเทพฯ ผู้มีสิทธิเลือก สก. พิจารณาว่า สก.ที่เลือกเข้าไปนั้นมีจุดยืนอย่างไร
2
The Momentum ยกหูโทรศัพท์สนทนากับ รองศาสตราจารย์ ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อประมวลผลการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของ สก.ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกันใหม่ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้
พิชญ์ระบุว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สภา กทม.เผชิญอยู่กับลักษณะพิเศษที่ไม่เคยเจอมาก่อน เนื่องจากเป็นยุคหลังการปฏิวัติรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสินใจยุบ ‘สภาเขต’ ของกรุงเทพฯ ออกไป เพราะมองว่าเป็นตัวแทนของนักการเมือง
แม้การมีอยู่ของสภาเขตหลายครั้งอาจได้รับเสียงวิจารณ์ว่าไม่มีคุณภาพมากเท่าที่ควร แต่การหายไปของกลไกสำคัญของเมืองลักษณะนี้ ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าในมุมมองของอาจารย์รัฐศาสตร์
“ตอนแรก คสช.จัดการท้องถิ่นทั้งประเทศ องค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งหมดก็ยกเลิกหมด ท้องถิ่นแช่แข็งหมด แต่พอแช่แข็งไปได้ไม่นานก็รู้สึกทำงานไม่ได้ เพราะเอาข้าราชการประจำมาทำ หลังจากนั้นก็คืนอำนาจหมด ทั้งนายกเทศบาล นายก อบจ. นายก อบต. สภาเทศบาล สภา อบจ. สภา อบต. ก็กลับไปทำหน้าที่โดยไม่มีคู่แข่งเกือบ 8 ปี
“ขณะที่กรุงเทพฯ เองก่อนปี 2565 น่าจะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นเดียวที่ยังใช้อำนาจ คสช.ในการกดไว้ไม่ให้มีผู้ว่าฯ ไม่ให้มีสภา กทม. และยกเลิกสภาเขตด้วย
“ดังนั้น เราต้องบอกว่า สภา กทม.รอบที่ผ่านมา จริงๆ แล้วแบกภารกิจเยอะ เพราะว่าเขาต้องทำหน้าที่ทั้งเป็นตัวแทนของเขต และต้องทำงานในส่วนของการประสานงานกับฝ่ายบริหาร รวมถึงต้องลงมาทำงานในรายละเอียดด้วย เพราะมันไม่มีสภาเขต” พิชญ์ระบุ
ทั้งนี้ อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ยังมองด้วยว่า สก.ชุดที่ผ่านมานั้นมีความหลากหลายของกลุ่มการเมือง เนื่องจากเป็นยุคหลังปี 2562 ที่องคาพยพของพรรคประชาชนยังไม่ได้ครองพื้นที่ จึงทำให้มีตัวแทนจากหลายกลุ่ม ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และ สก.ที่เป็นอิสระจากพรรคการเมืองร่วมทำงานด้วย
แม้ว่าการทำงานที่สภา กทม.ชุดก่อนหน้ามีการนำเสนอร่างข้อบัญญัติได้เพียง 14 ฉบับ จนทำให้หลายคนอาจจะตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพ ซึ่งในประเด็นนี้พิชญ์มองว่า จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าเกิดจากอะไร อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา อดีตผู้ว่าฯ กทม.ถูกตั้งคำถามเรื่องงบประมาณ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า สก.ยังคงจำเป็นต่อการบริหารงานของ กทม.
พิชญ์กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกด้านหนึ่งของการทำงาน สก. นอกจากงานนิติบัญญัติ คือการเป็น ‘ตัวแทนประจำเขต’ ที่ต้องดูแลประชากรทั้ง 4 กลุ่มในแต่ละเขต ประกอบด้วย 1. บ้านมีรั้ว 2. คอนโดมิเนียม 3. ตึกแถว และ 4. ชุมชนหนาแน่น
“ในส่วนของชุมชนของคนรายได้น้อย จะสังเกตได้ว่า บริการของกรุงเทพฯ บางส่วนมุ่งตรงไปดูแลคนที่เข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้น กลไกของกรุงเทพฯ กลไกของ สก. หรือ สข.มันจึงสำคัญ เพราะว่ามันต้องมุ่งตรงไปกดดัน หรือไปเรียกร้องจากเขตให้มีโครงการต่างๆ ลงมา.
“พอถึงเวลา สก.ทำงาน บางคนที่บอกว่า ไม่เคยเห็นหน้า สก.เลย แต่ถ้าเกิดคุณอยู่ในชุมชน คุณอยู่ในตึกแถว ซึ่งมันเป็นบริการตรง คนเหล่านี้ก็อาจจะถึง สก.เยอะหน่อย และเป็นฐานคะแนนของ สก.” พิชญ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ตั้งคำถามว่า การที่ สก.ต้องทำงานเป็นตัวแทนเขตนั้น สามารถ ‘เป็นตัวแทน’ ของประชากรในเขตได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องนำไปสู่การมีสภาเขตที่มีตัวแทนจากหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งคอนโดฯ การเลือกตั้งจากชุมชน ตัวแทนจากธุรกิจ หรือแม้แต่การเลือกตั้งจากกลุ่มโรงเรียน เพื่อให้ช่วยกันกำกับดูแล ‘ผู้อำนวยการเขต’ ได้
“ที่เราไม่มีการคุยเรื่องพวกนี้ ทั้งๆ ที่ในต่างจังหวัดมีกลไกการปกครองท้องถิ่นลึกมากกว่านั้น มี อบต. มีกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในเมืองมีเทศบาล มีสภาเทศบาล ตัวจังหวัดยังมี อบจ.อีก
“แต่กรุงเทพฯ มันไม่มี หลายครั้งคนเข้าใจว่า กรุงเทพฯ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือระดับสูงสุดแล้ว แต่จริงๆ กฎหมายกรุงเทพฯ ออกมาในปี 2528 ขณะที่กฎหมายอื่นๆ ที่ครบระบบกว่า ออกประมาณปี 2537-2542”
นอกจากที่ สก.จะต้องเป็นตัวแทนประจำเขต สก.เองยังจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. โดยพิชญ์ขยายความว่า ผู้ว่าฯ กทม.ต้องการความร่วมมือจาก สก.ที่ช่วยโหวตให้โครงการต่างๆ ผ่านสภา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ต้องมีส่วนงานที่ต้องมีการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
“มันมีการเจรจาต่อรองกันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าโครงการต่างๆ ของ กทม.ที่มาจากผู้ว่าฯ ถ้ามันกระจายไม่ทั่วทุกเขต ผู้ว่าฯ ก็จะเป็นศัตรูกับ สก.เขตนั้น ฉะนั้นมันก็มีกลไกการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน มันจึงไม่ใช่วาทกรรมง่ายๆ ที่บอกว่า สก.ต้องทำงานกับผู้ว่าฯ เพราะคำถามคือ แล้วใครจะตรวจสอบ แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเอาแต่ตรวจสอบ ไม่ทำงานร่วมกัน จะมีงบประมาณลงมาในพื้นที่จริงหรือไม่”
ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าฯ กทม. กับ สก.เช่นนี้ พิชญ์มองว่า เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น เหมือนกับการเมืองใหญ่ระดับประเทศ ที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องออกกฎหมายร่วมกัน แม้บางเรื่องฝ่ายค้านจะเป็นผู้เสนอกฎหมาย รัฐบาลก็จำเป็นต้องออกกฎหมายประกบและไปแปรญัตติเช่นกัน
3
ประเด็นสำคัญของสภา กทม. ณ ปัจจุบัน พิชญ์มองว่า สภา กทม.เปรียบเสมือน ‘แดนสนธยา’ ที่ประชาชนแทบจะไม่ทราบว่าข้อบัญญัติที่สภา กทม.ออกมานั้น มีผลกระทบต่อชีวิตอย่างไร อีกทั้งการที่สภา กทม.ไม่ได้เปิดเผยมติที่ประชุม หรือผลการอภิปราย ก็เป็นสิ่งที่ชวนสงสัยว่า สภา กทม.ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำอะไรกัน ต่างจากการเมืองระดับประเทศที่มีการเปิดเผยผลการประชุมเป็นเรื่องปกติ
“กลายเป็นว่า คำถามเดียวของเรื่อง สก.ที่สังคมให้ความสนใจคือ ดูว่าใครเป็นพวกใคร กลายเป็นไม่ได้สนใจประเด็นอื่นๆ เลย แม้กระทั่งการตรวจสอบ สก.ในรอบที่แล้วเรายังไม่เห็นเลย ซึ่งมันสะท้อนกลายๆ ว่า ภาคประชาชนยังอ่อนแอกับการบริหารเมืองกรุงเทพฯ” นักวิชาการจากจุฬาฯ ระบุ
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก.ครั้งนี้ ประชาชนจะตื่นตัวมากขึ้น จึงทำให้ยังมีความหวังที่ดีต่อการทำงานของ สก.ชุดใหม่ พิชญ์ประเมินว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพรรคประชาชนไม่ได้เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แต่จำนวน สก.น่าจะมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาพบว่า คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาชนนั้นอยู่ที่ 1.3 ล้านคะแนน
และหากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นเช่นนั้น พิชญ์เชื่อว่า ไม่น่าเกิดปัญหาการขับเคลื่อนนโยบายระหว่างผู้ว่าฯ กทม. กับ สก. เนื่องจากบทบาททั้งสองจะต้องทำงานร่วมกัน หาก สก.ค้านทุกเรื่องก็จะเกิดความเสียหายกับตัวเอง
“ตอนนี้คือเรากำลังเจอทีมทั้งสองที่มีความสามารถกับสื่อทั้งคู่ รวมถึงโหวตเตอร์ก็สวิงไปมาได้ บางคนเป็นแฟนคลับพรรคประชาชนก็เลือกชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ กทม.”
ขณะเดียวกัน ประเด็นสำคัญเชิงพื้นที่ พิชญ์มองว่า ยังถูกให้ความสำคัญน้อย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่คลองเตย ที่ สก.ของเขตดังกล่าวจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอีก 4 ปีข้างหน้าอย่างไร
หรือในภาพใหญ่ เช่น ‘ฝั่งธนบุรี’ ถูกยกเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยพิชญ์อธิบายต่อว่า หลังจากชัชชาติประกาศเมกะโปรเจกต์ ‘สร้างทางเดินข้ามเจ้าพระยา’ ในประเด็นนี้ สก.ฝั่งธนบุรีมีความเห็นว่าอย่างไร พวกเขาอาจเห็นปัญหาอื่นที่สำคัญมากกว่าหรือไม่ เช่น การเชื่อมต่อของเมืองที่ยากลำบาก โดยเฉพาะย่านจรัญสนิทวงศ์ที่มีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นแกนหลัก แต่กลับไม่ได้วิ่งเข้าเมืองโดยตรง ซึ่งสร้างความลำบากต่อการเดินทาง ดังนั้น ในมุมมองของพิชญ์ ประเด็นเชิงพื้นที่ควรมีการพูดถึงให้มากกว่านี้เช่นกัน
อ้างอิง:
– https://theactive.thaipbs.or.th/data/bmc-reviews
– https://nidapoll.nida.ac.th/polls/nida_poll_first_round_of_bangkok_elections/
Tags: พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, กรุงเทพ, สก, We Deserve Better, Feature, เลือกตั้ง กทม., กรุงเทพมหานคร, กรุงเทพฯ, กทม., ผู้ว่าฯ กทม.




