ครัวสาว (Morte Cucina) ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง ซึ่งกลับมาร่วมงานกับ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (Christopher Doyle) ผู้กำกับภาพเชื้อชาติออสเตรเลียชื่อดัง ต้นแบบของใครหลายคน นับตั้งแต่ คำพิพากษาของมหาสมุทร (2549) และเรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล (2546) เป็นเวลาเกิน 20 ปีที่ทั้งคู่ทำงานด้วยกัน

สำหรับดอยล์ เขาคือผู้ยิ่งใหญ่ที่ทำงานกำกับภาพหนังฮ่องกงของ หว่อง กาไว (Wong Kar Wai) เช่น Chungking Express (1994), Fallen Angels (1995), Happy Together (1997) และ In the Mood for Love (2000)

ไม่กี่วันหลังจากครัวสาวเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ เป็นเอกกับดอยล์ออกจากครัวและกองถ่ายมานั่งพูดคุยกับเรา แม้จะเป็นห้วงเวลาไม่นานนัก ทว่าบทสนทนาเกี่ยวกับหนังเรื่องใหม่ไปจนถึงความงาม อาจช่วยเติมฝัน จุดไฟ ฟื้นแรงกาย เสริมพลังใจให้ผู้อ่านก้าวออกไปทำงานอย่างมั่นใจ หรือลองมองโลกด้วยเลนส์ที่คล้ายกับชายหนุ่ม 2 คนนี้

หนัง: ไม่ทำก็ตาย

สมมติว่าเป็นเอกคือพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง ตอนนี้เขาคงนอนอยู่บ้าน สนุกสนานกับการใช้ชีวิตวัยเกษียณ แต่ภาพนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะเขาเป็นผู้กำกับหนังที่ยังทำงานอยู่

“เราอายุ 64 ปี ถ้าถามว่ายังมีแรงเหมือนเดิมไหม ไม่นะ แรงมันถดถอยลงตามอายุ ถ้าไปดูหนังเรื่องนี้ก็จะเห็นว่ามันเป็นหนังของคนที่แก่ลงจริงๆ หมายถึงว่ามันนิ่งขึ้น จังหวะการเล่าเรื่อง การเคลื่อนไหวไม่ได้หวือหวา แต่ข้อดีของการทำหนังคือ มันเป็นอาชีพที่แก่ไปพร้อมกับเราได้ พอเราแก่ เราก็เล่าเรื่องของคนแก่ พูดถึงความสงสัย ความสนใจของคนแก่” เป็นเอกกล่าว

หากจะมีผู้อ่านบางท่านชอบบวกลบอายุด้วยตนเอง เช่นนั้นขอเฉลยเพียงแค่ปีเกิดของดอยล์ว่า เกิดปี 1952 และเขาไม่เคยหยุดทำงานจนถึงวันนี้ แม้เขาจะยิงมุกตลกว่าเขาแทบทำหนังไม่ไหวแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ความจริง เพราะดอยล์ยังแข็งแรงมาก

“เขาทำงานมากกว่าเราอีก” เป็นเอกพูดถึงดอยล์

กองต้องเตรียมรถเข็นให้ผม มีพยาบาลด้วย ปกติเวลาผมเดินทางก็ใช้รถเข็น แล้วก็มีถังออกซิเจน เพราะแบบนี้ มุมกล้องในหนังถึงไม่ค่อยเคลื่อนไปมามากนัก เพราะจริงๆ แล้ว ผมนอนอยู่บนเตียง ขยับไม่ได้ ต้องทำงานเพราะไม่มีทางเลือก” ดอยล์หยอกล้อเมื่อพูดถึงเรื่องอายุ

 “ใช่ ไม่ทำก็ตาย” เป็นเอกกล่าวแซว ก่อนจะเสริมต่อ

“ชีวิตคนทำหนัง เราไม่ใช่คนกำหนดว่าเราจะทำไปได้ถึงเมื่อไร คนที่กำหนดคือนายทุนกับคนดู ถ้าคนดูไม่ดูหนังของเราแล้ว นายทุนก็ไม่ให้เงินมาทำหนัง สุดท้ายก็ต้องหยุดทำ ถึงจะยังอยากทำต่อก็ทำไม่ได้ ตอนนี้ตัวเราเองยังมีความสุขกับการทำหนัง ยังหาเรื่องสงสัยไปได้เรื่อยๆ เวลาสงสัยอะไรก็จะเขียนมาเป็นสคริปต์ แล้วก็ยังมีคนให้โอกาสทำอยู่ แม้ไม่เยอะ แต่ก็ยังมีคนดูหนังเราอยู่ ไม่เยอะเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่ก็มี พอมี 3 อย่างนี้ก็เลยยังทำเรื่อยๆ” เป็นเอกเสริมด้วยเสียงหัวเราะ

ก่อนที่ผู้กำกับภาพจะเปรียบเปรยตัวเองกับวงดนตรีสุดเก๋าอย่าง ‘The Rolling Stones’ ที่เพิ่งออกอัลบั้มใหม่ในปีนี้ พร้อมตอบคำถามอย่างจริงจังว่า

“ถ้าจะตายก็ขอตายอยู่ในกองถ่าย ผมไม่มีวันเกษียณหรอก ภาพยนตร์ไม่ใช่แค่งาน แต่มันคือชีวิตของผม ให้หยุดทำคงไม่ได้ ผมไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะมาเป็นคนทำหนัง ไม่เคยเรียนด้านภาพยนตร์เลย ผมเริ่มต้นอาชีพนี้ตอนอายุ 32 ปีแล้ว สัปดาห์ที่แล้วผมเพิ่งย้อมผมมาเพื่อให้ตัวเองดูดี ทุกวันนี้มองอะไรแทบไม่เห็นแล้ว แต่อย่างน้อยผมยังอายุน้อยกว่าวง The Rolling Stones เสียอีก แล้วพวกเขายังทำอัลบั้มดีๆ ออกมาได้อยู่เลย” ดอยล์กล่าว

‘คริส ดอยล์’ ผู้ไม่เคยอ่านสคริปต์

การทำงานร่วมกันในหนังเรื่องล่าสุด เป็นเอกไม่ได้ดึงตัวดอยล์มาจากบ้าน หรือปลุกจากการพักผ่อนให้กลับมาทำหนังแต่อย่างใด เพราะความจริง รุ่นใหญ่อย่างดอยล์ยังทำงานตลอดอยู่แล้ว

แล้วเมื่อเอ่ยถามผู้กำกับภาพว่า ภาพแรกที่เห็นหลังจากอ่านสคริปต์ เขามองเห็นภาพอะไร

ดอยล์บอกว่าไม่เคยอ่านมันเสียด้วยซ้ำ

“ผมอ่านบทไม่ไหวหรอก แก่แล้ว ตามองไม่ค่อยเห็น แต่ถ้าจะให้พูดถึงบท ขอบอกว่าผมเกลียดอาหาร ผมเป็นมังสวิรัติ หนังเรื่องนี้เป็นความท้าทายที่สุดในชีวิตเลย เพราะต้องถ่ายอาหาร แต่ผมไม่กินอาหารพวกนี้เลย ปกติผมกินแค่ชีส แครกเกอร์ กับไวน์ แต่เขาให้ผมถ่ายไก่ ถ่ายอาหารเต็มไปหมด” ดอยล์เรียกเสียงหัวเราะอีกครั้ง

เขาไม่เคยสนใจตัวอักษรที่พิมพ์ลงบนกระดาษร่ายที่มาและที่ไปในบทหนัง เพราะสิ่งที่เขาให้ความสำคัญอย่างแท้จริงคือ ‘คน’

“จริงๆ ผมไม่ได้สนใจบท สิ่งที่ผมสนใจคือคน ถ้าเขาเขียนบทแย่มากๆ ผมคงไม่สนุกที่จะทำ แต่เขาไม่มีทางทำหนังที่แย่สุดๆ หรอก เขาอาจทำหนังธรรมดาหรือหนังที่ดี แต่สำหรับผมนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สำหรับผมมันขึ้นอยู่กับคนเสมอ คุณจะใช้เวลาทั้งชีวิต ใช้พลังทั้งหมดไปกับคนที่คุณไม่รักได้อย่างไร”

ดอยล์เลือกทำงานกับคนที่เขารัก มากกว่าจะสนใจในสิ่งที่ผู้กำกับเขียน และคนที่เขาทำหนังด้วยหลายคนก็กลายมาเป็นเพื่อนในชีวิตจริง

“ผมมีเพื่อนหลายคนทำงานอยู่ฮอลลีวูด บางคนบ่นว่าการทำงานทรมานมาก ผมก็ถามว่าแล้วทำไมยังทำอยู่ เขาก็ตอบว่า เพราะมีครอบครัวต้องดูแล ต้องหาเงินจ่ายค่าเช่า ซึ่งผมก็เข้าใจ แต่ชีวิตของผมไม่เหมือนแบบนั้น ผมแก่ลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับผม คือคนที่ได้ทำงานด้วย คนที่ผมทำหนังด้วย สุดท้ายกลายมาเป็นเพื่อน ถ้าคุณเป็นคนแบบไหน คุณก็จะดึงดูดคนแบบเดียวกันเข้ามาในชีวิต” ดอยล์กล่าว

แง่งามของความ (อ) ชรา

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงสัมผัสได้ว่า ทั้งเป็นเอกและดอยล์ ‘ยังไม่แก่’ แน่นอนว่าภายนอกที่ยังดูหนุ่มกว่าคนวัยใกล้กัน ประกอบกับไฟในการทำงานยิ่งเสริมให้เขาดูยังหนุ่มยังแน่น 

แต่สิ่งที่อดถามไม่ได้คือ การมีตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้มุมมองที่มีต่อโลกเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

“พอแก่แล้วก็เข้าดิสนีย์แลนด์ฟรี ขึ้นรถเมล์ฟรี ไปดูหนังก็จ่ายครึ่งราคา นี่เป็นข้อดีที่สุด ” ดอยล์ยิ้ม

คำตอบส่วนใหญ่ของดอยล์ประกอบสร้างจากอารมณ์ขัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเปรียบเสมือนผู้ควบคุมบรรยากาศในวงสนทนาให้สนุกสนานและขบขัน ก่อนจะเริ่มตอบด้วยประโยคที่จริงจัง 

“ผมคิดว่าตัวเองสุภาพขึ้นจริงๆ สิ่งสำคัญคือเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น เราจะรู้ว่าการตัดสินใจของเราไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป เราจะลังเลมากขึ้นเล็กน้อย และรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำมากขึ้น เวลาคุณทำงานกับใครสักคนมานาน หรืออยู่กับคู่ชีวิตมาสัก 20 ปี มันย่อมทำให้มุมมองเปลี่ยนไป ผมไม่คิดว่าคนเราแก่แล้วจะฉลาดขึ้นเสมอไป บางทีอาจจะโง่ลงด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือแพนิกน้อยลง และยอมรับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ถ้าคุณเลือกทำงานกับผม ก็แปลว่าผมน่าจะมีบางอย่างที่มอบให้คุณได้ ดังนั้นผมไม่จำเป็นต้องพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองยังหนุ่มหรือแข็งแรงแค่ไหน” ผู้กำกับภาพวัยเก๋าตอบคำถาม

พอหันมาขอคำตอบจากเป็นเอกในคำถามเดียวกัน เขาก็คิดไม่ต่างจากดอยล์

คล้ายๆ คริส พออายุเยอะขึ้น ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจมนุษย์มากขึ้นหรอก แต่รู้สึกว่ายอมรับอะไรที่เมื่อก่อนไม่ยอมรับได้มากขึ้นเท่านั้นเอง อย่างเช่น คนคุยกันในโรงหนัง เมื่อก่อนหงุดหงิดมาก เดี๋ยวนี้คิดว่าไม่เป็นไร หรือสั่งก๋วยเตี๋ยวแล้วบอกว่าอย่าใส่ตั้งฉ่ายนะ แต่ร้านก็ยังใส่มา เมื่อก่อนจะขอเปลี่ยน แต่เดี๋ยวนี้แค่เขี่ยออกแล้วกิน” เป็นเอกเล่า

แล้วมุมมองต่อความงามเปลี่ยนไปไหม

“ไม่เปลี่ยน แต่มันอธิบายยากนะ ความงามไม่ใช่เรื่องความสวยแน่ๆ คือจะเห็นอะไรงามมันต้องเป็นช่วงที่เราไม่ยุ่งวุ่นวาย แล้วเราจะเห็นมัน สมมติอย่างแดดแบบนี้ ถ้าวันไหนเรายุ่งเราก็ไม่เห็นว่ามันงามหรอก แต่วันไหนที่นั่งเฉยๆ อยู่บ้านแล้วเห็นแสงแบบเดียวกัน เราอาจจะรู้สึกว่ามันสวยงาม

“การทำหนังก็เหมือนกัน เวลาทำงานเราจะเป็นคนที่ยุ่งน้อยสุดในกอง เรานั่งของเราอยู่คนเดียว กินกาแฟไป เพราะต้องการเก็บความรู้สึกเอาไว้ เพื่อจะได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ถ้าเรายุ่งตลอดเวลา เราจะไม่เห็นความงามเลย เพราะฉะนั้นไอเดียเรื่องความงามไม่เปลี่ยน แต่เมื่ออายุมากขึ้น มันอาจจะมีโอกาสเห็นความงามมากกว่าตอนเราอายุน้อยกว่านี้ เพราะชีวิตว่างขึ้น สมองว่างขึ้น” ผู้กำกับวัย 64 ตอบ

สำหรับดอยล์ที่สนุกสนานกับชีวิตมานานกว่าเป็นเอก 10 ปี ไม่ใช่แค่วัยนี้ที่เขาได้สัมผัสความสุขและความสวยงามของชีวิต เพราะเขามองทุกช่วงวัยในชีวิตงดงามเสมอ 

โชคชะตาทำให้เขาล่องเรือออกมาจากออสเตรเลียอันเป็นบ้านเกิดตั้งแต่อายุ 18 เพราะไม่อยากถูกเกณฑ์เป็นทหารไปรบกับเวียดนาม แต่แล้วเขาก็ตกหลุมรักการเดินทางครั้งนั้น เมื่อขึ้นฝั่งแล้วก็ใช้ชีวิตที่อินเดีย 3 ปี ก่อนจะโบกมือลาคนอินเดียเพื่อออกเดินทางอีกครั้ง แล้วปักหลักอยู่บนเกาะฮ่องกง ก่อนจะค้นพบอาชีพทำหนังที่ยึดมั่นมาจนถึงทุกวันนี้

“ทุกช่วงของชีวิตแตกต่างกัน และหลายอย่างก็เกิดขึ้นโดยที่เราไม่คาดคิด ชีวิตมีทั้งสิ่งที่เราเลือกเอง และสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ อย่างการต้องออกจากออสเตรเลีย หรือบางครั้งต้องติดคุก แล้วผมก็ได้ทำหนังดีบ้าง แย่บ้าง ทั้งหมดนี้ไม่เคยเป็นแผนชีวิตเลย มันแค่เกิดขึ้น

“ชีวิตมันดีมากแล้ว ทุกวันนี้สุขภาพผมก็ยังดี ทั้งที่ผมใช้ชีวิตค่อนข้างหนัก ผมไม่มีโรคหัวใจ ไม่มีเบาหวาน ผมไม่ได้บอกว่าวิถีชีวิตแบบผมเหมาะกับทุกคนนะ บางคนต้องการชีวิตที่เป็นระบบ ต้องการการศึกษาที่ดี มีเงินเก็บ มีครอบครัว มีลูก แต่ถ้าถามผมนะ คุณรู้สึกอยากทำอะไรก็ลุยเลย ผมเชื่อแบบนั้นจริงๆ ถ้าผมทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ ผมไม่ได้พูดเล่น

“เพราะผมก็แค่คนออสเตรเลียขี้เมาคนหนึ่ง แต่คนจีนกลับรู้จักผมว่าเป็นผู้กำกับภาพหนัง แล้วผู้กำกับภาพที่คนทั่วไปรู้จักมันมีสักกี่คน เพราะฉะนั้นมันคงมีอะไรบางอย่าง มันคือวิธีที่เราใช้ชีวิต วิธีที่เราแบ่งปันความคิด วิธีที่เรามองโลก บางทีมันอาจทำให้คนอื่นรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้ก็เป็นไปได้ หรือทำให้พวกเขามีกำลังใจขึ้น ไม่อย่างนั้นเราจะทำงานนี้ไปเพื่ออะไร” ดอยล์เล่ายาวถึงชีวิตของเขา

และความงามในมุมมองของผู้กำกับภาพ เขาบอกว่า

“ความงดงามที่สมบูรณ์แบบคือการมีแนวคิดดีๆ เป็นสิ่งที่ทำให้คนมีความมั่นใจ ถ้างานที่เราทำไม่ได้มอบสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่น ก็ถือว่ามันน่าเกลียดนะ สำหรับผมชีวิตที่งดงามคือชีวิตที่สมบูรณ์ เป็นชีวิตที่มีใครสักคนให้เราใส่ใจ และเขาก็ใส่ใจเรา มีศักดิ์ศรี ความซื่อสัตย์ ความศรัทธา และแน่นอนว่ามีความรัก” ผู้กำกับภาพหนุ่มใหญ่กล่าว

แก้แค้นแล้วหลุดพ้น?

สำหรับครัวสาว เรื่องของ ‘สาว’ (เบลล่า บุญแสง) ภรรยาผู้ใช้อาหารเป็นอาวุธแก้แค้นสามี โดยเธอทำกับข้าวมื้อใหญ่แสนอร่อย เพื่อดูแลเอาใจใส่ ทว่าแฝงการลงทัณฑ์ไว้อย่างแยบยล

และเมื่อถามถึงการแก้แค้นในมุมมองของเป็นเอกและดอยล์ว่า สามารถกรุยทางไปสู่ประตูแห่งอิสรภาพได้จริงหรือไม่ 

ดอยล์เริ่มตอบก่อน

“ผมคิดว่าเธอเป็นอิสระนะ และนั่นแหละคือแก่นของเรื่องทั้งหมด สุดท้ายแล้ว เธอค่อย ๆ ตกหลุมรักเขา หรืออย่างน้อยที่สุด เธอกลายเป็นคนละคนกับตอนเริ่มเรื่อง จะเรียกความรู้สึกนั้นว่าความรัก หรือเป็นเพียงการมองเห็นความเป็นมนุษย์ของอีกคนอย่างลึกซึ้ง ผมก็ไม่แน่ใจ แต่คนส่วนใหญ่คงเรียกมันว่าความรัก เธอเริ่มห่วงใยเขา เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ แม้เขาตายจากไปแล้ว ผมคิดว่าตลอดเรื่องเธอก็เติบโตขึ้นเหมือนกัน 

“เธอเปลี่ยนไปเพราะสามีตอบรับความห่วงใยที่เธอมอบให้เขา เมื่อเขาตอบสนอง เธอจึงเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่มีความหมายต่อใครอีกคนจริงๆ ดังนั้นการแก้แค้นจึงให้ผลลัพธ์ตอนสุดท้ายที่ต่างออกไป มันไม่เหมือนกับที่เธอคาดหวังไว้ตอนแรก และมันก็เปลี่ยนวิธีที่เธอมองการกระทำของตัวเองด้วย” ผู้กำกับภาพกล่าว

ในขณะที่เป็นเอกให้น้ำหนักกับคำว่า ‘อิสระ’ ซึ่งคนดูแต่ละคนอาจมองต่างออกไป

“เราคิดว่ามันขึ้นอยู่ว่า คุณนิยามคำว่าอิสระไว้อย่างไร เพราะในภาพยนตร์ ผู้ชมบางคนอาจมองว่า เมื่อผู้ชายคนนั้นตายแล้ว เธอก็เป็นอิสระ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธออาจไม่ได้เป็นอิสระ เพราะเธอกลับตกหลุมรักเขา และตอนนี้เธอดันติดอยู่กับความรู้สึกนั้น

“ส่วนผีที่ปรากฏในเรื่องอาจเป็นเพียงภาพจากจินตนาการของเธอ ซึ่งอาจหมายความว่า เธอยังไม่เป็นอิสระ เพราะเธอยังคงหวังให้เขากลับมา แต่ถ้าจะมองอีกแบบหนึ่ง เราคิดว่า เธอเป็นอิสระอย่างแน่นอน” เป็นเอกตอบ

ดอยล์เสริมว่า หากมองด้วยเลนส์พุทธศาสนา นางเอกสาวคงหลุดพ้นจากวังวนแห่งการแก้แค้นที่เธอติดอยู่กับมันมาตลอดนับสิบปี

“อย่างน้อยที่สุด เธอก็เป็นอิสระจากความแค้นของตัวเองอย่างแน่นอน เธอหลุดพ้นจากสิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า ‘ความเกลียดชัง’ ที่มีต่อคนคนนี้ เธอปลดปล่อยตัวเองจากมันได้แล้ว และนั่นคือสิ่งที่สำคัญมาก เธอเป็นอิสระในความหมายแบบศาสนาพุทธ และเธอหลุดพ้นจากความยึดติด (Attachment) ในสิ่งที่เคยครอบงำชีวิตของเธอมาตลอด อย่างน้อยก็ 20 ปี เพราะมันได้หายไปแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งคือ เธอเป็นฝ่ายปลดปล่อยตัวเองออกมา”

อย่างไรก็ตาม คนที่ได้ดูภาพยนตร์ครัวสาวจนถึงท้ายเรื่อง อาจตีความ ‘อิสระ’ และ ‘การหลุดพ้น’ ต่างกันไป 

และช่วงท้ายของการสนทนาครั้งนี้ ผู้กำกับได้กล่าวถึงหนังเรื่องครัวสาวอย่างติดตลก

“มันตลกดีนะ ตอนเราแนะนำหนังในรอบปฐมทัศน์ เราบอกคนดูว่านี่เป็นหนังโรแมนติกคอเมดี มันเป็นหนังโรแมนติกแน่นอน ส่วนความคอเมดีของมันก็อยู่ตรงนั้นแหละ แค่ความตลกมาปรากฏเอาทีหลังเท่านั้นเอง” เป็นเอกหัวเราะทิ้งท้าย

Tags: , , , , ,