ในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ จนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือคู่ใจที่มักถูกหยิบมาใช้จนกลายเป็นเรื่องปกติ การค้นหาข้อมูล งานเขียน งานศิลปะ หรือแม้กระทั่งการคิดไอเดีย กำลังถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นทั้งความตื่นเต้นและความเคลือบแคลงใจ พร้อมกับคำถามที่ว่า

‘AI กำลังจะแย่งงานเราหรือยัง’

หนึ่งในอาชีพที่ถูก Disrupt อย่างหนัก หนีไม่พ้นวงการโฆษณา Content Writer เป็นอาชีพที่หลายคนเห็นตรงกันว่า ‘เสี่ยงสูง’ ระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถหยิบข้อมูลน้อยใหญ่ เข้ามาประกอบเป็นวัตถุดิบสำหรับงานโฆษณาชั้นดีในเวลาเพียงชั่วพริบตา หากสามารถ Prompt ได้ถูกต้อง ซ้ำยังสามารถสร้างตัวเลือกที่ 2 3 4 ปรับแก้ได้โดยไม่ต้องส่งดราฟกลับไป-มา

โลกของความคิดสร้างสรรค์ถูกท้าทายด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ทั้งเก่งขึ้น ทั้งฉลาดขึ้นเรื่อยๆ

คำถามก็คือในโลกวันนี้ ที่ทางของ ‘มนุษย์’ จะอยู่ตรงไหน การรุกคืบของ AI เป็นทั้งความสะดวกสบาย และความน่ากังวลสำหรับคนทุกแวดวง

The Momentum ชวน ต้อง-กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) และ Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นทั้งผู้ที่ทำงานในด้านเทคโนโลยีและเจ้าของเพจ ‘แปดบรรทัดครึ่ง’ มาหา ‘ข้อสรุป’ ว่ามนุษย์ โดยเฉพาะในสายงานคอนเทนต์จะอยู่ร่วมกับ AI อย่างไร

AI กับการเข้ามาทดแทนการทำงานของ Content Creator มากขนาดไหน

ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถคิดแทนมนุษย์ได้เร็วขึ้น ผลิตไอเดียได้มากขึ้น และลดเวลาการทำงานสร้างสรรค์ลงอย่างมหาศาล คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ ‘AI ทำอะไรได้บ้าง’ แต่คือ ‘มนุษย์ควรทำหน้าที่อะไรต่อไป’

กวีวุฒิมองว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด หากแต่เปลี่ยนบทบาทของคนทำคอนเทนต์ จากผู้ลงมือสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง ไปสู่ผู้ควบคุม กำกับ และตั้งโจทย์ให้คมชัดยิ่งขึ้น

“AI สามารถผลิตไอเดียได้เยอะ สามารถสร้างข้าวของได้เยอะ หากมนุษย์ Prompt เป็น เพราะฉะนั้น AI ก็เหมือนกับเมื่อก่อนที่เราต้องการคนมาสร้างสรรค์ ก็จะมีบางคนที่สร้างสรรค์แบบที่ใครก็ไม่อาจแทนที่ได้

“เมื่อ AI สามารถทำงานได้เร็วและหลากหลายมากขึ้น ผลลัพธ์คือกระบวนการสร้างสรรค์ต่างๆ ถูกเร่งความเร็วมากขึ้นตามไปด้วย เพื่อตอบสนองการทำงานของอุตสาหกรรม จากงานบางส่วนที่รอคนคนหนึ่งคิดและลงมือทำ ส่วนนี้จะถูกแบ่งไปให้ทาง AI ช่วยแทบทั้งหมด”

ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญสำหรับคนทำคอนเทนต์ไม่ได้มีเพียงแค่การเขียนและหาข้อมูลเท่านั้น แต่คือความสามารถในการควบคุม AI ให้เขียนตามแบบที่ต้องการก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรเริ่มต้น

“หาคำตอบให้ได้ว่า จุดประสงค์ในการเขียนคอนเทนต์คืออะไร ยิ่งสามารถใส่รายละเอียดเข้าไปได้มากเท่าไร งานก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น”

ขณะเดียวกันในมุมของกวีวุฒิ หากใครเคยเขียนคอนเทนต์จะรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหาข้อมูล เพราะฉะนั้นหากใช้ ChatGPT หรือ Gemini ก็จะพบว่าข้อมูลในการเขียนคอนเทนต์จะมาจาก AI เยอะมาก สิ่งสำคัญมากกว่าการใช้ AI คือต้องมีมุมมองที่ชัดเจนว่า เขียนให้ใครฟัง และเขียนให้ใครอ่าน

“เหมือนเราสอนเด็กใหม่ทำงาน เราบอกว่าไม่ชอบ ขอมาอีก 3 แบบที่แตกต่างกัน ก็เขียนมา 3 แบบที่แตกต่างกัน ปรับแล้วไม่ชอบก็ปรับอีก ปรับจนกว่าจะพอใจ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ใช้มือเราปรับต่ออีกนิดหน่อย”

ดังนั้นการใช้ AI จึงไม่ใช่เพียงการใช้ความรู้ แต่เป็นการใช้ทักษะที่ต้องทำบ่อยๆ เป็นการค่อยๆ ปรับ เมื่อพลาดก็แค่ลองใหม่ วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสามารถใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว

เมื่อคอนเทนต์ล้นโลก ‘ความน่าเชื่อถือ’ เลยกลายเป็นทรัพย์สินสำคัญ

คอนเทนต์จาก AI ที่สามารถผลิตผลงานได้หลายชิ้นภายในเวลาไม่กี่นาที ทำให้คอนเทนต์ในโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามต่อไปคือคนจะเลือกเสพคอนเทนต์จากอะไร

คำตอบของเขา แน่นอนว่าสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถสร้างได้ คือ ‘ตัวตน’ ที่จะนำไปสู่ความ ‘น่าเชื่อถือ’

กวีวุฒิบอกว่าในโลกที่การให้ความสนใจของผู้ชมหรือผู้อ่านสั้นลง คนจะไม่ได้อ่านทุกอย่างจากที่ตัวเองเห็น แต่จะเลือกดูผลงานจากสิ่งที่คน ‘เชื่อ’ และ ‘ไว้ใจ’ ในการเปิดรับ นั่นหมายความว่าต่อให้คอนเทนต์บนโลกนี้มีมากขึ้น จนกลายเป็นสิ่งที่ซ้ำและจำเจเท่าไร แต่หากสามารถสร้างตัวตนและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้ สิ่งนี้จะเป็นข้อได้เปรียบอีกข้อหนึ่งในการผลิตคอนเทนต์

“ถ้าเราบอกว่าเราเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ก็ต้องเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่เก่งที่สุดด้านใดด้านหนึ่งให้ได้ ในประเด็นที่คนสนใจ

“คนจะถามว่าอันนี้ใครเขียน ถ้า AI เขียน กับผมเขียนเอง ก็ต้องคนละอย่างกัน AI เขียนก็อย่างหนึ่ง ผมเขียนก็อย่างหนึ่ง AI มีประสบการณ์อะไร ผมมีประสบการณ์อะไร สุดท้ายคนจะเลือกเชื่อผมที่มีประสบการณ์มากกว่า”

เขียนด้วยใคร ไม่สำคัญเท่ากับเขียนเพื่ออะไร

ในความเห็นกวีวุฒิ การถกเถียงกันว่าเนื้อหาเหล่านี้เขียนโดยมนุษย์หรือ AI ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่ผู้อ่านหรือผู้ชมจะให้ความสนใจจริงๆ คือเนื้อหาเหล่านี้ตอบโจทย์ความต้องการและเป็นประโยชน์หรือไม่

เขาบอกว่า ปัจจุบันมีคอนเทนต์ดีๆ จาก AI ที่เขาอ่านแล้วรู้สึกชอบ และยังมีประเด็นดีๆ ที่มีคนเขียนอีกมากมายที่เขาอ่านแล้วชอบเช่นกัน ดังนั้นการจะผลิตคอนเทนต์อะไรก็ตาม ไม่ได้เกี่ยวว่าใครเป็นคนเขียนเสมอไป

ถามถึงคนที่รู้สึก ‘รังเกียจ’ คอนเทนต์ที่ผลิตจากโลก AI กวีวุฒิชวนตั้งคำถามใหม่ว่า แล้วถ้า ‘เรา’ ไม่ใช้ แต่คู่แข่งใช้ ค่าก็ไม่ต่างกัน

“ถ้าเราไม่ใช้แล้วคู่แข่งเราใช้ล่ะ เราห้ามคู่แข่งเราใช้ได้ไหม ถ้าทุกคนใช้กันแล้วมันเกิดประโยชน์ ทำไมเราจะไม่ใช้ล่ะ มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์”

สิ่งนี้เปรียบเสมือนเครื่องกระตุ้นให้ผู้คนที่ต้องทำงานปรับเปลี่ยนตัวเอง ต้องมีการหาทักษะใหม่ๆ ให้กับองค์กรที่เราทำงานมากขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสามารถทำได้มากกว่าเดิมและมีประสิทธิภาพ

ว่าด้วยเรื่องการทำคอนเทนต์กับเจ้าของเพจ ‘แปดบรรทัดครึ่ง’

กวีวุฒิอธิบายว่า คอนเทนต์ในเพจแปดบรรทัดครึ่งมีที่มามาจากการชอบอ่านหนังสือ ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นของไอเดียอะไรเป็นพิเศษ เมื่ออ่านหนังสือแล้วเจอเรื่องน่าสนใจ คุณต้องจะหยิบเรื่องราวและเนื้อหาเหล่านั้นมาเล่าให้ฟังแบบง่าย ๆ

“เผอิญว่าผมไม่ได้ทำเป็นอาชีพ เรารู้อยู่แล้วว่าของพวกนี้มันมาเดี๋ยวมันก็ไป เรามีความสุขตรงไหนก็ทำตรงนั้น จุดที่เคยมีคนดูมากๆ ก็มี ตอนนี้มีคนดูพอสมควรก็มีความสุข ผมไม่ได้เครียดเรื่องนี้ เพราะว่ายังมีคนอยากฟังผม ไม่ได้อยากฟัง AI”

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงการที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องหันไปพึ่งพาแพลตฟอร์มมากขึ้น ในความคิดเห็นของกวีวุฒิ สิ่งที่ต้องตั้งคำถามก็คือสิ่งที่ต้อง ‘พึ่งพา’ นั้นคืออะไร

“ถ้าเพียงแค่ฝากคอนเทนต์ไว้ในแพลตฟอร์ม เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ เพราะต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพากัน ในอีกขณะหนึ่ง แพลตฟอร์มต้องการคอนเทนต์ หรือที่เรียกว่า User-Generated Content”

และหากพูดถึงการสร้างทีมในธุรกิจหรือทีมคอนเทนต์ต่างๆ ในอดีต คำถามมักจะเริ่มจากคำถามที่ว่า ‘จ้างใครดี’

แต่ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น คำถามต้องเปลี่ยนเป็น ‘ทำไปทำไม’  และต่อมา จะเริ่มต้นรู้เองว่าจุดไหนที่ต้องเริ่มหาคนเข้ามาทำงาน

“ผมคิดว่าเราต้องตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์มากกว่านี้ว่า ‘ทำไปทำไม’ ก่อนที่จะไปสร้างทีม เรายึดมั่นกับอะไร พอเรานึกตรงนั้นออก เราค่อยนึกว่าต่อเราต้องสร้างคอนเทนต์ปริมาณเท่าไร แล้วค่อยหยิบจับว่าอะไรช่วยเราได้ อะไรช่วยไม่ได้ เพราะว่าคนที่เป็น ‘หัวหน้า’ จุดประสงค์สำคัญคือ ตั้งเป้าหมายและกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ซึ่งสิ่งนี้ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้”

ฉะนั้น ในมุมการทำธุรกิจ ทั้งหมดไม่ได้เริ่มต้นจากก้าวใหญ่ แต่เป็นการลองทำที่เริ่มจากก้าวเล็กๆ โดยที่ยังไม่ต้องใช้คนเยอะและไม่ต้องกำหนดบทบาทของตัวเอง

การตั้งคำถามถึงการสร้างทีมใหม่ โดยที่ไม่ต้องยึดติดกับ AI จะช่วยในเรื่องการวางจินตนาการเกี่ยวกับ Workflow เสียใหม่ เป็นการผสาน Workflow เข้ากับ Automation สิ่งนี้ไม่ได้ช่วยแค่ให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างองค์กรให้ฉลาดมากขึ้นด้วย

“อย่าไปติดกับของเก่าที่เขาทำมาให้ หลังจากนี้ ให้ AI ช่วยคิด ถ้าทำธุรกิจ สิ่งที่ AI จะช่วยคือวิเคราะห์ว่าหลังบ้านเป็นอย่างไร การทำงานเป็นอย่างไร อาจจะไม่ใช่แค่เอา AI มา Automate บางส่วน ไม่ใช่แค่ทำ เขียนคอนเทนต์แล้ว แต่คือการสร้างองค์กร ถ้าคุณสร้างองค์กรแล้วค่าใช้จ่ายต่ำกว่าคนอื่นยังไงก็ชนะ”

“ตอนนี้ถ้าเราไม่เคยใช้ AI เราจะนึกไม่ออกว่าจะสร้างองค์กรอย่างไรเพื่อให้ตอบโจทย์อนาคต ถ้าเราใช้เป็น ผมว่ามันช่วยในการปรับเปลี่ยนองค์กรหรือว่าไปต่อกรกับอะไรที่มันเป็นเรื่องไม่แน่นอนในอนาคตได้ค่อนข้างดี เป็นเครื่องมือที่ดี”

แล้วคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม ในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์จะไปอย่างไรต่อ

กวีวุฒิแนะนำว่าต้องชัดเจนก่อนว่า ในตลาด คนสนใจเรื่องอะไร ทำไมต้องฟังคุณ

“แล้วถ้าคนเขาเชื่อเรา เราจะใช้ AI อะไรก็เชิญ เราเป็นคนเกลา เป็นคน Finalize ถึงที่สุด งานเราจะเร็วมาก”

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ‘ความเป็นตัวตน’ ก็ยังมีความสำคัญ เพราะยังไม่เห็นว่าความเป็น AI จะสามารถเข้ามาแทนที่ความรู้ได้ เพียงแค่เรามีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีคนรอฟังเราเสมอ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ควรจะถูกรักษาเอาไว้ และนำเอา AI มาช่วยเสริมในส่วนหลังบ้านที่เราคิดว่าสามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้

“เราต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย เราต้องรู้ว่าเขาฟังเราทำไม ทำไมเขายังฟังเรา เขาฟังเราตอนไหน เพราะว่าเรายังทำงานกับมนุษย์ เราต้องรู้พฤติกรรมมนุษย์ แล้วเราก็ส่งต่อสิ่งนั้น”

ทักษะแรงงานกับสิ่งที่ต้อง Reskill

อีกหมวกหนึ่งที่กวีวุฒิรับหน้าที่ก็คือเป็นคณะอนุกรรมาธิการจัดทำข้อเสนอในการยกระดับทักษะคนไทย หรืออนุกรรมาธิการ Upskill Reskill ในสภาฯ ชุดที่แล้ว ที่มี ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ อดีต สส.พรรคประชาชน เป็นคณะกรรมาธิการ

คำถามก็คือภายใต้หมวกนี้ ‘กวีวุฒิ’ มองเห็นอะไรบ้าง และคนไทยควรต้อง Upskill Reskill อย่างไร

กวีวุฒิบอกว่า การ Upskill Reskill ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามว่า ‘ทำไปทำไม’

“การที่คนคนหนึ่งในวัยทำงานต้องปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มทักษะ เป็นเพราะต้องการเพิ่มความสำคัญในหน้าที่การทำงานของตัวเอง เพื่อไปแข่งขันกับ AI ในโลกปัจจุบัน หากพูดถึงในแง่ของตัวบุคคล เรา Reskill ไปเพื่อให้ตัวเองยังมีความสำคัญและไม่ตกงาน แต่ถ้าพูดถึงในแง่ของสังคม เรากำลังพูดถึงเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน

“องค์กรธุรกิจจะไปได้ก็ต้องการคนในประเทศที่มีความสามารถ แล้วคนที่มีความสามารถจะมาจากไหน อาจมาจากคนเดิมที่ Reskill เพื่อให้ประชาชนใช้เครื่องมือ AI ในการทำมาหากินได้ และทำให้เขาเก่งขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ไอเดีย แต่อยู่ที่การลงมือและทำให้ตอบโจทย์ เพื่อหาว่าทักษะอะไรสำคัญ เมื่อรู้แล้วจะสามารถหาคนที่เชี่ยวชาญมาเทรนด์ให้กับบุคลากรต่อไปได้

“โชคดีของผม ที่ทีมผมไม่ต้อง Reskill เพราะผมเอาคนที่ทำเป็นจริงๆ มาทำ แล้วผมรู้ว่าคนทำเป็นมันอยู่ตรงไหน ซึ่งมีไม่เยอะหรอก แต่เราก็ไม่ได้ต้องการทีมใหญ่ เพราะว่าพอเราเข้าใจมันจริงๆ การดำเนินการขององค์กรในอนาคตมันไม่ได้ใช้คนเยอะ

“การ Reskill เป็นเรื่องของการสร้างธุรกิจและระบบการทำงานให้ตลาดเติบโตไปตามตลาดโลกได้ ดังนั้นหากพูดถึงเรื่องการ Reskill นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่และไม่ใช่เรื่องยาก ยกตัวอย่างเช่น การใช้ ChatGPT ที่ปัจจุบันผู้คนหันมาใช้ AI ในการค้นหาข้อมูลและทำงานมากขึ้น หากเราใช้ AI ในการทำงานไม่เป็น เมื่อเวลาผ่านไปคนในสังคมจะสามารถใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพขึ้นทุกวัน

ในมุมของกวีวุฒิ การ Reskill ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย หากเป็นหนทางหนึ่งที่นำไปสู่เป้าหมายให้ประเทศเติบโต

“ดังนั้นถ้าถามว่า Reskill ไปทำไม ก็หวังว่าจะตอบโจทย์ให้คนคนนั้นได้งานที่ดีขึ้น ได้รายได้มากขึ้น เพราะว่าถ้าคน Reskill ไป หางานได้แต่ยังได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะ Reskill ไปทำไม

“พี่จะสอนน้องๆ ว่า คุณจะรอให้คนอื่นใช้เป็นก่อนแล้วคุณค่อยใช้เป็นก็ได้นะ แต่ตอนนี้คุณใช้เป็นคนเดียวไม่ดีกว่าเหรอ”

ดังนั้นการ Reskill จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ไม่ว่าจะเป็นทักษะการใช้ AI หรือทักษะอื่น ๆ ซึ่งจะเห็นได้จากประเทศสิงคโปร์ที่เริ่มดำเนินการเรื่อง Reskill อย่างระบบ ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะยังไม่รู้ผลลัพธ์ของการปรับเปลี่ยนทักษะองค์กร แต่สามารถเชื่อได้ว่าการเคลื่อนไหวนี้จะทำให้เกิดความก้าวหน้าที่ดีได้

แล้ว Soft skill ยังสำคัญอยู่หรือไม่ 

ในมุมของเขา การ ‘ฟัง’ ยังเป็น Soft Skill ที่สำคัญมาก

“การนั่งทำงานกับมนุษย์ ฟังใครได้นานๆ จะดี การฟังจะทำให้คนรู้สึกว่าเราฟังเขา เขาอยากจะคุยกับเรา เพราะคนที่ฟังเก่งจะมีข้อมูลเยอะ ยิ่งการที่มีข้อมูลเยอะและมีข้อมูลที่ไม่เหมือนคนอื่น จะยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการทำคอนเทนต์ต่อยอดธุรกิจได้อีกมาก”

เพราะการฟังไม่ใช่แค่เพียงการได้ยิน แต่คือการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ อยู่เสมอ และคนที่ฟังเก่ง สามารถจดจ่อกับการฟังได้นานๆ จะสามารถทำงานร่วมกันผู้อื่นได้ดีและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้อีกหนึ่งทักษะที่สำคัญคือ Critical Thinking หรือความคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นทักษะในการคิดอย่างมีระบบและมีเป้าหมาย โดยการวิเคราะห์ ตีความ และประเมินข้อมูลอย่างรอบคอบ

“Critical Thinking ก็ฝึกมาจากการตั้งคำถามนี้ล่ะ ว่าทำไมอันนี้ถึงเป็นแบบนี้ แล้วก็ถามคำถามไปเรื่อยๆ ว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ เพราะอะไร”

ท้ายที่สุด AI อาจช่วยให้ทำงานได้เร็วและหลากหลายขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้คอนเทนต์มีคุณค่า ยังเริ่มต้นจากมนุษย์ จากการตั้งคำถามให้คม การฟังให้ลึก และการคิดให้เป็นระบบ

ในวันที่เครื่องมือเก่งขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราไม่ควรปล่อยมือคือ ‘เป้าหมาย’ และ ‘ความหมาย’ ของงานที่มนุษย์ทำ เพราะนั่นคือพื้นที่ที่ AI ยังแทนมนุษย์ไม่ได้

Tags: , , , , , , , , ,