ถ้าใครมีโอกาสได้ชมซีรีส์ดังแห่งยุคอย่าง ‘ทนายปีศาจ’ คงไม่พลาดได้เห็นตัวละครสมทบมากหน้าหลายตา ซึ่งหลายคนก็แคสต์มาจากนักแสดงสายละครเวทีชื่อดัง และคงไม่มีใครลืมผู้พิพากษาสตรีกลางศาลที่นั่งตระหง่านงามบนบัลลังก์พิจารณาคดีโดยมี ‘ฮิญาบ’ คลุมศีรษะตามหลักปฏิบัติของอิสลามิกชนโดยไม่สนเลยว่ามันจะละเมิดระเบียบมาตรากฎหมายใดๆ หรือไม่

ภาพ: ศิริโชค เลิศยะโส
นักแสดงหญิงคนนั้นมิใช่ใคร เธอคือ ฟารีดา จิราพันธุ์ ที่แวดวงละครเวทีรู้จักกันดี เนื่องจากมีผลงานการแสดงที่เป็นที่จดจำมาหลายบทบาทในหลายๆ เรื่อง ต่อเนื่องกันเป็นเวลากว่า 20 ปี ทว่าล่าสุดเธอมีเจตนารมณ์ที่จะปิดบังเส้นผมด้วยฮิญาบตามหลักศาสนาตลอดเวลาที่ออกจากบ้าน
ฉะนั้นการรับงานการแสดงของฟารีดา เธอจะตกลงรับเฉพาะบทบาทที่เธอสวมฮิญาบแสดงได้เท่านั้น โดยเธอเล่าถึงที่มาที่ไปของการหันมาสวมฮิญาบในการแสดงไว้ในงานแสดงเดี่ยวชื่อ ‘ฮิญาบ’ ในเทศกาลละครกรุงเทพ 2021 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ทำให้งานการแสดงของเธอหดหาย มีบทบาทรับเชิญในหนังและละครอยู่บ้างประปราย แต่ไม่เคยได้รับบทเด่นบทนำเหมือนตอนที่เธอทำการแสดงโดยไม่สวมฮิญาบ
ฉะนั้นภาพของสตรีภายใต้วิถีแห่งศาสนาอิสลามผู้สวมฮิญาบยามอยู่ในที่สาธารณะตลอดเวลา จึงมิใช่สามัญลักษณะที่เราจะพบเห็นกันในหนังหรือละครส่วนใหญ่ จนทำให้ฟารีดาได้รับบทเด่นๆ ทางการแสดงได้ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจเปิดการแสดงเดี่ยว (โดยแอบเกี่ยวแขนเพื่อนๆ ในวงการละครเวที) ชื่อ ‘เล่าจ๋า’ หยิบเอาเรื่องเล่าที่เธอเคยผ่านหูผ่านตามานำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างออกไป จัดแสดงที่ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งใหม่ชื่อ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ ในซอยประชาราษฎร์ 25 ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เขตบางซื่อ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ซีรีส์ดัง ‘ทนายปีศาจ’ ประกาศเบิกตัวผู้พิพากษา จนทำให้ใบหน้าของฟารีดาเป็นที่จดจำและติดตาของบรรดาคนดูทั้งในไทยและทั่วโลก
สำหรับการแสดงเรื่อง ‘เล่าจ๋า’ เล่าถึงโศกนาฏกรรมชีวิตของชายขี้เมาชื่อ อุทิศ อาลี ที่ผู้แสดงอย่างฟารีดาเคยรู้จัก ซึ่งหากพอทราบหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม การดื่มสุราหรือน้ำเมาทุกชนิดถือเป็นเรื่องผิดบาป ทำให้คนดีกลายเป็นคนใจหยาบเมื่อแอลกอฮอล์กำซาบเข้าสู่เส้นโลหิต ทำลายสติยั้งคิดและความยับยั้งชั่งใจ นำไปสู่หายนะต่ออิสลามิกชน ทั้งคนที่ดื่มจนเมา รวมถึงเหล่าคนชิดใกล้ ‘สุรา’ จึงถือเป็นภัยต่อศาสนาอิสลาม เป็นเมรัยต้องห้าม ที่จะมาทำลายจริยธรรมอันงดงามในศาสนานี้
แต่อุทิศก็เป็นผู้มีความสำคัญต่อฟารีดา จนเธอไม่สามารถจะตีตราต่อว่าให้เป็นเพียง ‘ลุงมุสลิมแก่ๆ ขี้เหล้าเมายา’ อีกคนหนึ่งได้ ศิลปินหญิงอย่างเธอจึงชักชวนเพื่อนพ้องในวงการละครเวที ให้มาชุบชีวิตคุณลุงอุทิศขึ้นมาผ่าน ‘เรื่องเล่า’ ที่จะเอาขนบของละครเวทีมาตีความเสียใหม่ ให้น้ำเสียงของการทดลองว่า ถ้าไม่ต้องมาล้อมวงนั่งเล่ากันตรงๆ ผู้แสดงจะส่งสารจากความทรงจำเหล่านี้สู่คนดูด้วยวิธีใดได้บ้าง

ภาพ: ศิริโชค เลิศยะโส
แต่อย่างที่บอกไว้ว่าฟารีดายึดมั่นในอุดมการณ์สวมฮิญาบในการแสดงมานานหลายปี เมื่อใน ‘เล่าจ๋า’ เธอตัดสินใจสวมบทบาทเป็นคุณลุงอุทิศผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นเวลา 20 ปี ฟารีดาจึงต้องมาพร้อมเรือนหนวดที่ยังมีฮิญาบห่มคลุมศีรษะ ในขณะที่ตามหลักศาสนาอิสลาม ผู้ชายกลับเป็นฝ่ายถูกห้ามไม่ให้นำฮิญาบมาห่มคลุมหัว ฟารีดาในการแสดง ‘เล่าจ๋า’ จึงแสดงภาพการปะทะสังสรรค์กันระหว่าง 2 ขั้วคู่ คือเรือนหนวดของผู้ชายและผ้าคลุมศีรษะของผู้หญิง กลายเป็นการแสดงกึ่งเล่นกึ่งจริงที่ทิ้งปริศนาใหญ่เอาไว้ว่า อุทิศเป็นใคร และมีความสำคัญอย่างไรกันแน่นะ
โดยในขณะที่ฟารีดากำลังรับบทบาทเป็นวิญญาณของอุทิศผู้รอคอยในแดนหลังความตายมากว่า 20 ปี ก่อนจะมีโอกาสได้รับการพิพากษาว่าจะใช้ชีวิตในปรโลก ณ ที่แห่งใด เธอก็ชักชวนให้ 2 นักแสดงเคลื่อนไหวร่างกาย กวิน พิชิตกุล และศรุต โกมลิทธิพงศ์ แต่งองค์ในชุดคลุมโม่งดำ ทำนาฏลีลาเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่าทีเด๋อด๋าหน้าฉาก ประคับประคองฉุดลากให้ฟารีดาทรงตัวนั่งอยู่ได้ และให้เพื่อนนักแสดงหญิง ปานรัตน กริชชาญชัย ไล่ซักประวัติก่อนตายของนายอุทิศในบทยมบาลิณี ตั้งกระทู้ถามว่า ชีวิตในอดีตเขาเคยเจออะไร ทำไมถึงกลายเป็นมุสลิมขี้เมาไม่เอาศาสนา และไม่รู้หรือว่า พฤติกรรมเหล่านั้นผิดบาปขนาดไหน ก่อนที่นายอุทิศจะมีโอกาสร่ำระบายว่าเขาเป็นชายไม่เอาไหน ผู้ไม่อาจรับความคาดหมายของสังคม ทั้งชีวิตจ่อมจมอยู่กับความล้มเหลว กลายเป็นคนเลวที่ต้องหันมาพึ่งขวดสุราที่คอยเยียวยาหัวใจให้หายทุกข์เศร้า ก่อนที่นักแสดงสมทบอย่าง ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช และปุณิกา หรั่งฉายา จะเข้ามาเล่นเป็นเงาของเขาอยู่หลังฉาก จากเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่ทำให้ชีวิตทั้งชีวิตของคุณลุงคนหนึ่งภินท์พัง
‘เล่าจ๋า’ กลับมาในลีลาที่ยังมีความ ‘ทีเล่นทีจริง’ ไม่ถึงกับดำดิ่งฟูมฟายไปกับชีวิตและความตายของเขา ยิ่งเมื่อถึงตอนที่ฟารีดาเล่าถึงตัวละคร ‘เด็กหญิง’ ที่ทำให้คุณลุงขี้เมายอมทิ้งความตั้งใจเดิมของตนไป เธอยังใช้น้ำเสียงการเล่าผ่านบทเพลงที่ออกจะเย็นชา ราวกับว่าหายนะต่างๆ ผ่อนเบาและเจือจางจนไม่สามารถสร้างความเจ็บปวดใดๆ ได้อีกต่อไป จุดนี้เองที่ทำให้คนดูบางส่วนเริ่มสงสัยว่า ฟารีดาแนะนำให้เรารู้จักคุณลุงขี้เมาคนนี้เพื่ออะไร กระบวนการเชิงละครที่ฟารีดาเลือกใช้ มีประโยชน์ต่อการเล่าเรื่องนี้ในทางใด และฟารีดาคาดหวังให้เรารู้สึกอย่างไรต่อการแสดงชิ้นนี้
เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ที่ว่า เมื่อผู้ชมได้ดูได้ฟังกันมาจนจบ เรากลับไม่อาจสัมผัสพบถึงความรู้สึกจริงๆ ลึกๆ ข้างในของนายอุทิศคนนี้สักเท่าไรเลย ทั้งๆ ที่การแสดงก็เผยแง่มุมในอดีตต่างๆ ของเขาผ่านการเข้าทรงของนักแสดงอย่างมากมาย แต่สุดท้ายเขาก็เป็นเหมือนดวงวิญญาณของผู้ที่เคยตายมาแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน รอจนหมดสิ้นทุกความทุกข์ร้อน จะต้อนให้เขาไปลงนรกหรือสวรรค์มันก็เหมือนไม่มีอะไรต่างกัน ถ้าความรู้สึกทุกวันนี้มันจะมีแต่ความด้านชา ฉะนั้นเมื่อมองเจตนาเชิงทดลองของฟารีดาในการแสดง ‘เล่าจ๋า’ การที่เธอจะรับบทบาทเป็นคุณลุงขี้เมาด้วยความเข้าใจหรือไม่ก็ตาม โดยที่เขาคือคนที่เธอเคยมีความผูกพันทางใจ การ ‘ถอยห่าง’ จากบาดแผลในอดีตจึงเป็นสิ่งจำเป็น กระทั่งเธอสามารถมองเห็นทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องเล่นๆ ที่ไม่อาจมาล้ำเส้นกระทบจิตใจ ในวันที่เธอรู้สึกเข้มแข็งจนหันกลับไปมองใหม่ได้ ด้วยสายตาที่จะไม่มีทางเหมือนเดิม

ภาพ: ศิริโชค เลิศยะโส
จึงไม่น่าประหลาดใจที่การแสดงอย่าง ‘เล่าจ๋า’ จะเติมเต็มประสบการณ์ของผู้ชมที่เป็นเพื่อนพ้องวงศ์วานด้านการละครของฟารีดาได้ โดยเฉพาะผู้ที่ทราบข้อมูลเบื้องหลังอยู่แล้วว่า อุทิศและเด็กหญิง แท้จริงแล้วคือใคร ยิ่งได้เห็นขั้นตอนกระบวนการเชิงละครเวทีของการสร้างงาน ก็ยิ่งนับถือศรัทธาในความกล้าหาญของฟารีดาในการใช้กลวิธี ‘ละครบำบัด’ กำจัดบาดแผลในอดีตของตนอย่างมีศิลปะ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ชมที่ไม่รู้จักมาก่อนเลยว่าฟารีดาคือใคร หรือชีวิตนี้ไม่เคยอยู่ในกระบวนการสร้างทำละครเรื่องใดๆ เลยแม้สักครั้ง ก็จะ ‘จังงัง’ อยู่กับคำถามใหญ่ว่า ฟารีดาเล่าเรื่องคุณลุงขี้เมาคนนี้ด้วยวิธีการแบบนี้ให้เราฟังทำไม ถ้าน้ำเสียงจะฟังดูแล้งร้างและห่างเหินถึงขนาดนี้ ทั้งที่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณลุงอุทิศก็ยังมีเหตุผลที่ควรเห็นใจ หากผู้ชมกลับถูกกระบวนการเชิงละครกั้นขวางไว้ ไม่ยอมให้เราได้เข้าถึงหัวอกของเขา คือถ้าฟารีดาต้องการจะเล่าเรื่องนี้ มันหนีไม่พ้นที่จะต้องทำให้คนดูสัมผัสมวลความโศกเศร้า แต่พอเอาแต่จะ ‘ทีเล่นทีจริง’ คนดูก็จะยิ่งมึนงงว่า ตกลงต้องการให้เราอินไปกับเรื่องราวชีวิตของคุณลุงหรือไม่ ที่มาดูนี่ก็เพราะอยากรู้ว่าคุณลุงเขาได้พบเจออะไร ทว่าพอได้เห็นแต่คณะตลกจำอวด เราก็จะยิ่งปวดหัวไม่เข้าใจในเจตนาที่แท้จริงของการแสดง
ความผิดหวังนี้อาจจะไม่ได้รุนแรงมาก หากผู้ชมมีโอกาสได้ชมการแสดงเรื่องนี้แบบฟรีๆ ที่ผู้สร้างย่อมมีอภิสิทธิ์ที่จะทดลองกระบวนการ กล้าหาญท้าทายคนดูตามที่ผู้แสดงประสงค์ได้ ทว่าการเข้าชมการแสดงชิ้นนี้มีราคาที่ต้องจ่าย ราคาเต็มแปะป้ายไว้ที่ 549 บาท แลกกับความคาดหวังของคนดูที่รู้สึกศรัทธาในนักแสดงหญิงอย่างฟารีดาว่า อย่างไรเธอคงไม่ทำให้เรารู้สึกเสียดาย แต่การทดลองทางศิลปะโดยพื้นฐานแล้วมันเป็นเรื่องใจร้าย เพราะความเสี่ยงจะย้ายข้างกลับไปหาคนดูที่ไม่รู้ว่าจะเจออะไรในการแสดง ต่อให้รู้สึกโดนแกงก็ไม่สามารถเรียกร้องหรือตีโพยตีพายอะไรได้ เพราะการไปดูก็เท่ากับถวายตัวเป็น ‘หนูตะเภา’ ให้เขาได้ทดลองกระบวนการเล่าเล่นๆ เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของคุณลุงขี้เมา ที่สุดท้ายก็กลายเป็น ‘หนูตะเภา’ ของกระบวนการเล่าใน ‘เล่าจ๋า’ ด้วยเช่นกัน
ความมั่นอกมั่นใจในการทดลองทางศิลปะของ ‘เล่าจ๋า’ แม้ว่าจะสูงส่งในอุดมการณ์ แต่ความจริงอีกด้าน มันคืองานที่ ‘ไล่แขก’ พอๆ กับ ‘เรียกแขก’ คิดดูเล่นๆ ว่า มีคนสนใจอยากลองไปดูการแสดงละครเวทีสนุกๆ สักเรื่องเป็นครั้งแรก แต่ดันเลือกมาดูลุงแขกขี้เมาใน ‘เล่าจ๋า’ แทนที่จะไปดูละครตลกเถิดเทิงเฮฮาของปานรัตนแล้วไม่อาจเข้าใจหรือซาบซึ้งกับสิ่งใด สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ แทนที่ระบบนิเวศวงการละครจะได้ฐานคนดูใหม่ๆ การแสดงบางชิ้นก็อาจ ‘ไล่แขก’ ไปโดยไม่รู้ตัว แล้วคนดูกลุ่มนี้เขาจะไม่มามัวเขียนวิจารณ์ก่นด่าต่อว่าตัดพ้อขอความเป็นธรรมใดๆ พวกเขาจะเป็นสิ่งที่ภาษาทางการตลาดเรียกว่า ‘Quiet Churn’ คือเดินจากไปแบบเงียบเชียบ ไม่ส่งเสียง ไม่บ่น ไม่แสดงอาการให้เห็นว่าพวกเขาไม่พอใจ อารมณ์ประมาณว่า ละครจบแล้วก็จบกันไป แต่อย่าหวังเลยว่าฉันจะยอมตีตั๋วมาดูเรื่องใหม่ ตราบใดที่ละครเวทีไทยยังเป็นอย่างนี้ ‘กัลปพฤกษ์’ เองเคยพบเห็นคนเหล่านี้มากับตา ไม่ว่าจะตามรถไฟฟ้า กระทั่งหน้าสถานที่แสดง หรือถ้าอยากจะรู้ว่าเหล่า Quiet Churn เขาเหวี่ยงแรงกันขนาดไหน ขอแนะนำให้ทีมงานไปฝังตัวอยู่ในห้องน้ำหลังการแสดงจบ คราวนี้แหละคุณเอ๋ย จะได้ยินครบเลยกับคำบ่นประเภท “อะไรวะ ตรูไม่เกตเชรี่ยอะไรเลย ครั้งหน้าไม่มาอีกแล้วนะ!” ‘กัลปพฤกษ์’ ได้ยินแล้วยังสะดุ้งแทน
แต่เอาเข้าจริง จะไปว่าฟารีดาว่าเอาแต่วางแผนการทดลองจนมองไม่เห็นหัวคนดูก็อาจจะเป็นการตู่จนเกินไป เพราะการที่เธอชวนให้เพื่อนนักแสดงมาร่วมแบ่งพื้นที่บนเวทีสร้างความเฮฮาปาร์ตี้ ก็ดูมีเจตนาที่อยากจะเอนเตอร์เทนคนดูอยู่ตั้งแต่แรก ทว่าแขกที่มาดูต่อให้ไม่เคยรู้จักละครเวที ไม่มีประสบการณ์ก็ยังมีญาณหยั่งรู้ได้ว่า พวกเขาเป็นเพียงเครื่องประดับที่ไม่เห็นจำเป็นต้องมีก็ได้ (ยกเว้นเพียงรายเดียวคือ นางยมบาลิณีที่ต้องมาเป็นคู่สนทนา) เพราะว่าหัวใจสำคัญมันคือเรื่องราวชีวิตของนายอุทิศ ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเล่าออกมาให้จับใจ (โดยไม่จำเป็นต้องฟูมฟาย) มันคือเรื่องของ ‘บาดแผล’ ที่ไม่สามารถถอยห่างออกมาเล่าในระยะ 1 กิโลเมตรแบบนี้ได้ แต่ฟารีดาต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งเพียงพอจะถอยห่างออกมา แล้วเดินกลับเข้าไปหาบาดแผลนั้นใหม่ เอานิ้วแหวกให้คนดูได้เห็นอีกครั้งว่า มันเคยฉกรรจ์และสาหัสเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถ ‘รู้สึก’ จากการมองไกลๆ จนไม่เห็นแม้รอยเปิด มิเช่นนั้นมันจะเกิดประโยชน์อันใดกับคนดูผู้ไม่รู้สึกรู้สากับจริตมารยาเชิงละครเวทีที่มาคอยกั้นขวางไม่ให้เราได้ไปนั่งอยู่ข้างๆ สูดกลิ่นเหล้าและน้ำเมาของคุณลุงอุทิศ ทั้งที่ก็จ่ายเงินมาดูกระบวนการละครบำบัดของฟารีดามาแล้ว ตั้ง 549 บาท
Tags: ละครเวที, ฮิญาบ, Screen and Sound, กัลปพฤกษ์, ทนายปีศาจ, ฟารีดา จิราพันธุ์




