***บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศึกษาในรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง การฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไซเบอร์และแนวทางการนำทรัพย์สินมาสร้างกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย ภายใต้โครงการศึกษามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ปี 2568***
ในโลกของอาชญากรรม บางครั้งก็ปรากฏให้เห็นถึงการดำเนินงานทั้งอย่างลับๆ และอย่างโจ่งแจ้ง ของกลุ่มอาชญากรที่มีการวางโครงสร้างระบบความสัมพันธ์ในกลุ่มของตนเองไว้อย่างเป็นระบบ ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยต่อสาธารณะ ระบบเศรษฐกิจ และศีลธรรมอันดีของผู้คน พร้อมทั้งทำให้อาชญากรรมที่เกิดขึ้นมีความสลับซับซ้อน ยากต่อการปราบปรามยับยั้ง เนื่องด้วยการดำรงอยู่อย่างเป็นเครือข่ายที่หนุนเสริมศักยภาพแก่กันและกันจนทำให้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่ต้องหยุดชะงักหรือทำงานได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ
ดังนั้นบทความชิ้นนี้จะเป็นการสำรวจถึงกลวิธีการปราบปราม ‘องค์กรอาชญากรรม’ ของประเทศที่อาจเผชิญหน้ากับองค์กรอาชญากรรม ที่มีอำนาจเหนือสังคมและเศรษฐกิจมาเป็นเวลานาน จนสามารถรับมือกับปัญหาได้อยู่หมัด เพื่อเป็นเสมือนการเรียนรู้ถึงแนวทางการพัฒนากฎหมาย เพื่อต่อสู้กับองค์กรอาชญากรรมในไทยให้เขา ‘อยู่ยาก’ แทนที่จะหากินอย่าง ‘สบายๆ’ บนระบบเศรษฐกิจของไทย
องค์กรอาชญากรรม คือ อะไร
เวลาพูดถึง ‘อาชญากรรม’ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงภาพเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย โกงเงิน หรือคดีที่ ‘เห็นร่องรอย’ แล้วตามตัวคนทำได้ไม่ยาก เพราะพยานหลักฐานมักชัดว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่ ‘องค์กรอาชญากรรม’ ไม่ได้เป็นแค่คนร้ายรายเดี่ยวๆ หรือแก๊งเล็กๆ ที่ทำผิดครั้งเดียวจบ กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือ ‘ธุรกิจอาชญากรรม’ ที่จัดระบบเหมือนบริษัท ใช้คน ใช้เงิน ใช้เครือข่าย และใช้ช่องโหว่ของสังคมและรัฐเพื่อทำกำไรระยะยาว
แก่นของคำว่า ‘องค์กรอาชญากรรม’ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก
1. เป็นกลุ่มอาชญากรที่รวมกลุ่มเป็นระบบและมีโครงสร้างชัดเจนแน่นอน ต่างจากการรวมตัวกันแบบมั่วๆ แต่มีการจัดสรรตำแหน่งและแบ่งหน้าที่ มีลำดับขั้น มีระบอบชนชั้น มีกฎระเบียบ พร้อมทั้งทำงานเป็นส่วนๆ เพื่อให้ยากต่อการสืบสาวถึงหัวหน้าองค์กร
2. เป้าหมายขององค์กรอาชญากรรมคือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากกิจกรรมนอกกฎหมาย ซึ่งมีรายได้หลักมาจาก ‘สินค้าและบริการผิดกฎหมาย’ เช่น พนัน ค้ามนุษย์ ค้าประเวณี ยาเสพติด การหลอกลวง ฯลฯ และมี ‘ลูกค้า’ เป็นประชาชนทั่วไป
3. องค์กรอาชญากรรมจะดำรงอยู่ได้ อำนาจนอกกฎหมาย เงิน และความ กล่าวคือ องค์กรอาชญากรรมมักใช้ความรุนแรง ข่มขู่ ติดสินบน และการคอร์รัปชัน เพื่อคุมพื้นที่ คุมธุรกิจ หลีกหนีการตรวจสอบหรือทำให้คนไม่กล้าขัดขืน และมี ‘กฎในกลุ่ม’ กับความลับเพื่อความอยู่รอด
องค์กรอาชญากรรมกับอาชญากรทั่วไปจึงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ความผิดภายใต้การทำงานขององค์กรอาชญากรรม จะทำเป็นขบวนการและเป็นวงจรต่อเนื่อง มากกว่าจะเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นและจบไป องค์กรอาชญากรรมไม่ได้หยุดแค่ทำผิดกฎหมาย ทว่ายังขยายตัวเข้าไปควบคุมธุรกิจถูกกฎหมายด้วยวิธีผูกขาด เลี่ยงภาษี ข่มขู่ ปั่นหุ้น ฯลฯ และถ้าโดนรัฐขัดขวาง ก็ใช้วิธีการติดสินบน หรือแม้กระทั่งจ้างวานฆ่าเพื่อกำจัดอุปสรรค สุดท้ายเงินที่ได้มาต้องทำให้ดูสะอาด ผ่านกระบวนการฟอกเงิน เพื่อหลบการตรวจสอบและนำกลับมาใช้ต่อได้
นอกจากนี้จะเห็นว่า ‘เงิน’ ถือเป็นหัวใจขององค์กรอาชญากรรม เพราะองค์กรอาชญากรรมมักเริ่มจากการสะสมทุน เพื่อไปทำธุรกิจผิดกฎหมาย และใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ ทั้งภายในกลุ่มและกับคนนอก เช่น คนในหน่วยงานรัฐที่อำนาจหน้าที่ตรวจสอบ รวมทั้งเงินยังทำหน้าที่รองรับในเรื่องค่าเลี้ยงดูระบบ เพื่อซื้อความภักดีของสมาชิก ทำให้คนยอมทำงานแม้รู้ว่าเสี่ยงผิดกฎหมาย และเมื่อเงินหมุนมากขึ้น ก็ต้องมีมืออาชีพช่วยจัดการความเสี่ยง เช่น การฟอกเงินให้แนบเนียน การสร้างเครือข่ายธุรกรรมซับซ้อน การจ้างคนทำงานส่วนนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญนั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันองค์กรอาชญากรรมจำนวนมากไม่จำกัดอยู่ในประเทศเดียว แต่ทำงานแบบเครือข่ายหลายประเทศ ลักษณะข้ามรัฐข้ามพรมแดน เพราะระบบการเงิน การเดินทาง และเทคโนโลยีช่วยให้เคลื่อนย้ายเงินและปิดบังตัวตนได้ง่าย เช่น แก๊งหลอกลวงให้เหยื่อโอนเงิน หรือ สแกมเมอร์ ที่ตั้งฐานในประเทศหนึ่งเพื่อหลอกเหยื่ออีกประเทศหนึ่ง หรือเว็บพนันที่ให้บริการผิดกฎหมายในที่หนึ่ง แต่เอาศูนย์กลางเซิร์ฟเวอร์ไปไว้ในที่ที่กฎหมายอ่อนกว่า
ประเทศไทยและการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมแบบเดิม
อย่างไรก็ดี ‘องค์กรอาชญากรรม’ ไม่ใช่ของใหม่ เพียงแต่ยุคใหม่ องค์กรเหล่านี้อาจฉลาดขึ้น เนียนขึ้น และโยงกับเศรษฐกิจมากขึ้น ในประวัติศาสตร์ไทยเคยมีรูปแบบของสมาคมลับหรือการรวมกลุ่มนอกกฎหมายอย่าง ‘อั้งยี่’ ที่พัฒนาจากการรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน แต่บางช่วงก็พัวพันการปล้นสะดม โจรสลัด ค้าฝิ่น จนรัฐต้องปราบปราม และภาพ ‘อั้งยี่-ซ่องโจร’ ถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ของการรวมกลุ่มนอกกฎหมายในสายตารัฐ
ถ้าถามว่า ประเทศไทยรับมือกับองค์กรอาชญากรรมมาอย่างไร ภาพใหญ่ที่เห็นจากประวัติศาสตร์คือ รัฐไทยมักมองปัญหาเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยและใช้วิธีปราบปรามแบบกดให้เงียบ ทำให้กระจาย ทำให้กลัวมากกว่าการตัดรากทางเศรษฐกิจขององค์กรอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ อีกทั้งจากบริบทของสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้างรัฐในแต่ละยุค ส่งผลต่อรูปแบบทางกฎหมายที่มีขึ้น เพื่อจัดการกับปัญหาองค์กรอาชญากรรมที่แตกต่างกันออกไป เริ่มตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่มีการใช้กฎหมายปราบปรามความผิดฐาน ‘อั้งยี่’ ซึ่งมีรากความขัดแย้งจากการรวมกลุ่มของแรงงานจีนในช่วงเวลาดังกล่าว
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อรัฐให้ความหมาย กับอั้งยี่ในเชิงลบ ภาพอั้งยี่จึงค่อยๆ ถูกยึดโยงเข้ากับแนวคิดว่าเป็น ‘สมาคมนอกกฎหมาย’ และถูกตอกย้ำในเชิงกฎหมาย โดยการนำคำว่า ‘อั้งยี่’ ไปวางคู่กับ ‘ซ่องโจร’ ในประมวลกฎหมายอาญา
ต่อมาหลังการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดบริบทใหม่คือ ราชการท้องถิ่นขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย แต่การควบคุม/การบริหารจากส่วนกลางไปไม่ทั่วถึง เกิดช่องว่างระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ผลักให้เกิด ‘ชุมโจร’ และการใช้อิทธิพลนอกกฎหมาย เพื่อผลประโยชน์และความปลอดภัยของกลุ่มสมาชิก อีกทั้งความเป็นชุมโจรนี้เอง สำคัญตรงที่ทำให้เห็นว่า องค์กรอาชญากรรมไม่ได้อยู่ได้เพราะความโหดอย่างเดียว แต่อยู่ได้เพราะจัดระบบและปกครองคนได้ มีโครงสร้างความสัมพันธ์แบบลำดับชั้น
การปราบปรามแบบเดิมสะท้อนว่า ถ้ารัฐมีช่องโหว่ด้านการปกครองหรือการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ กลุ่มอาชญากรรมสามารถ ‘สวมบท’ เป็นผู้คุมกติกา ผู้ให้ความปลอดภัย ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในท้องถิ่นแทนรัฐได้ (แทนที่จะเป็นตำรวจหรือศาล) ซึ่งที่ผ่านมารัฐมักจะต้องกลับไปใช้วิธีเดิมคือ ปราบด้วยกำลังเป็นช่วงๆ มากกว่าการทำลายเครือข่ายอย่างถาวร
มากกว่านั้น หาก ‘โจร’ ได้แปรสถานะตนเองเข้าสู่ผู้เล่นเศรษฐกิจ-การเมือง การปราบปรามยิ่งทำได้ยากขึ้น และกลายเป็นกลุ่มอาชญากรที่สามารถใช้อำนาจนอกกฎหมายจนครอบงำอำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น องค์กรอาชญากรรมในไทยไม่ได้มีแค่ปล้น หรือใช้ความรุนแรงอื่นๆ แต่พัฒนาเป็นรูปแบบ เจ้าพ่อและผู้มีอิทธิพล ซึ่งมีรายได้จากแหล่งที่มาทั้งถูกและผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการค้าไม้ สุรา เหมืองแร่ รับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงบ่อนการพนัน หวยใต้ดิน สถานบริการทางเพศ พร้อมทั้งยังมีกลไกบริหารองค์กรที่ไม่จำกัดเพียงแค่สร้างความกลัว แต่ใช้ระบอบอุปถัมภ์ที่ลงรากฝังลึก เพื่อแลกความจงรักภักดี และอุปถัมภ์ฝ่ายรัฐให้เชื่องต่ออำนาจนอกกฎหมาย
ในรูปแบบข้างต้นนี้ เป็นเหตุให้ระบบการปราบปรามแบบเดิมติดเพดานทันที เพราะเมื่อองค์กรอาชญากรรมแทรกอยู่ในธุรกิจที่ถูกกฎหมาย มีเครือข่ายยึดโยงกันในเชิงอุปถัมภ์และมีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมาย การปราบแบบเดิมที่เน้น จับกุมเป็นคดีๆ ไป หรือกวาดล้างเป็นครั้งคราวตามที่มักปรากฏตามหน้าสื่อ จึงกลายเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
สำรวจกฎหมายปราบปราม มาเฟีย-ยากูซ่า
เวลาพูดถึงปราบปรามแก๊งอาชญากร หลายคนอาจนึกถึงภาพตำรวจบุกจับผู้ต้องหา ยึดของกลาง แล้วจบเป็นคดีๆ ไป ทว่าในประเทศที่ต้องสู้กับองค์กรอาชญากรรมมานานมักค้นพบบทเรียนร่วมกันว่า ถ้าจับเฉพาะปลายทาง แต่องค์กรยังอยู่ เงินยังหมุน คนยังกลัว และเครือข่ายยังทำงาน การแก้ไขปัญหาย่อมไม่สามารถทลายหายไปได้ จึงเกิดการขยับในทางยุทธศาสตร์ให้กลายเป็นการตัดวงจรทั้งระบบ เช่น การทำให้การเป็นสมาชิกมีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้เงินสกปรกกลายเป็นเงินสะอาดได้ยากขึ้น และทำให้การแทรกซึมไปยังการเมืองหรือกลุ่มราชการทำได้ยากขึ้น
อิตาลี
อิตาลีเผชิญมาเฟียฝังรากลึกยาวนาน จนรัฐต้องสร้างกฎหมายเฉพาะเพื่อตีตราองค์กรอาชญากรรม ให้ชัดว่าไม่ใช่ การกระทำความผิดขององค์กรอาชญากรรมไม่ใช่แค่การกระทำผิดรายครั้ง แต่เป็นโครงสร้างอำนาจนอกกฎหมายที่ครอบงำสังคม สะท้อนแนวคิด ‘ทำให้การเป็นมาเฟียเป็นความผิดในตัวมันเอง’ และทำให้รัฐสามารถไล่เอาผิดองค์กรได้ ไม่ต้องรอให้พิสูจน์แค่อาชญากรรมรายคน รายคดี อิตาลีจึงมีกฎหมาย La Torre–Rognoni ปี 2525 ที่เพิ่มมาตรา 416-bis เกี่ยวกับ ‘สมาคมมาเฟีย’ ทำให้การเป็นสมาชิกหรือมีส่วนร่วมในองค์กรมาเฟียเข้าข่ายความผิดร้ายแรง พร้อมนิยามลักษณะของ ‘อำนาจแบบมาเฟีย’ ที่อาศัยการข่มขู่และวัฒนธรรมปิดปาก (Omertà) เพื่อควบคุมสังคมและให้มีการใช้กฎหมายในกรอบที่ชัดเจน นอกจากนี้อิตาลียังใช้มาตรการคุมขังเข้มงวด (เช่น มาตรา 41-bis) เพื่อแยกหัวหน้าออกจากความสามารถในการสั่งการภายนอก และใช้มาตรการยึดทรัพย์เป็นอาวุธสำคัญ ในการบั่นทอนฐานการเงินของมาเฟีย
ในแง่กลไกเชิงสถาบัน อิตาลีพัฒนาหน่วยงานเฉพาะทาง เช่น หน่วยสืบสวนต่อต้านมาเฟีย (Direzione Investigativa Antimafia: DIA) ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมการสืบสวนและประสานงานของตำรวจหลายหน่วยให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยเน้นคดีมาเฟียและอาชญากรรมที่เกี่ยวกับมาเฟีย เช่น เครือข่ายการเงิน การฟอกเงิน และการแทรกซึมธุรกิจถูกกฎหมาย แนวคิดสำคัญคือทำให้การสืบสวน “ข้ามหน่วย-ข้ามพื้นที่” ได้จริง
ทั้งยังมีการตั้ง สำนักงานอัยการ/องค์การอัยการต่อต้านมาเฟียระดับชาติ (Direzione Nazionale Antimafia: DNA) เพื่อกำกับและประสานงานอัยการในคดีมาเฟียทั่วประเทศ ทำหน้าที่เชื่อมข้อมูลคดี สร้างยุทธศาสตร์ร่วม และช่วยให้การดำเนินคดีต่อองค์กรที่ทำงานเป็นเครือข่ายทั่วประเทศไม่สะดุด เพราะข้อจำกัดของเขตอำนาจรายพื้นที่ ดังนั้นจะเห็นว่าหน่วยงานทั้งสองนี้ มีขึ้นเพื่อทำงานสืบสวนและทำคดีมาเฟียแบบประสานกำลังระดับชาติ และลดช่องว่างด้านศักยภาพระหว่างหน่วยงาน รวมถึงลดความเสี่ยงที่ผู้ทำคดีจะถูกข่มขู่หรือถูกซื้อได้
สิ่งเหล่านี้ เมื่อผนวกรวมกันทำให้กลุ่มอาชญากรที่รวมกลุ่มกันเป็นแก๊งมาเฟียไม่ได้แพ้เพราะถูกจับมากขึ้นเท่านั้น แต่แพ้เพราะมาจากปัจจัยที่การดำเนินงานขององค์กรนั้น ‘สั่งการยากขึ้น’ และ ‘ใช้เงินยากขึ้น’ จนกลายเป็นปัญหาในระยะยาวขององค์กร และต้องสลายตัวลงไปในที่สุด
ญี่ปุ่น
บริบทสังคมญี่ปุ่นให้ภาพอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ ตรงที่รัฐไม่ได้เริ่มจากการกวาดล้างด้วยการจับให้หมด แต่ค่อยๆ ขยับไปสู่ยุทธศาสตร์ทำให้ยากูซ่าอยู่ยาก ด้วยการบีบทั้งพื้นที่ทางสังคมและช่องทางหาเงิน จนองค์กรอาชญากรรมดำรงชีวิตแบบเดิมไม่ได้ ยากูซ่าเป็นองค์กรอาชญากรรมดั้งเดิมที่ฝังตัวในสังคมญี่ปุ่นมายาวนาน และเคยแทรกซึมในภาคธุรกิจและการเมือง รวมถึงพัวพันกับกิจกรรมผิดกฎหมายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ
ลักษณะการหารายได้แบบหนึ่งที่พบเสมอคือ การใช้อำนาจนอกกฎหมายและความรุนแรงเพื่อเรียกค่าคุ้มครองหรือกรรโชก และควบคุมอิทธิพลในท้องถิ่น เมื่อองค์กรแบบนี้อยู่ได้นาน กลไกทางกฎหมายที่หวังผลแค่การจับผู้ปฏิบัติการรายคนย่อมไม่พอ เพราะแกนกลางของปัญหาคือเครือข่าย รายได้ และความชอบธรรมทางสังคมที่ทำให้คนกลัวและธุรกิจยอมจ่าย
จุดเปลี่ยนสำคัญของญี่ปุ่นคือ การออกกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมองค์กรรุนแรงตั้งแต่ปี 2535 หรือที่เอกสารเรียกว่า Anti-Boryokudan Act 1992 แนวคิดหลักไม่ใช่การห้ามเป็นสมาชิกยากูซ่าโดยตรง แต่สร้างระบบขึ้นทะเบียนหรือกำหนดสถานะ ให้กลุ่มที่มีพฤติการณ์ข่มขู่กรรโชกหรือใช้ความรุนแรงต้องอยู่ภายใต้การกำกับ และให้อำนาจตำรวจสั่งห้ามบางกิจกรรม เพื่อทำให้การบังคับใช้กฎหมายต่อกิจกรรมของแก๊งมีประสิทธิภาพขึ้น กล่าวให้เข้าใจง่ายคือ ญี่ปุ่นเริ่มจากการทำให้องค์กรถูกมองเห็นและถูกควบคุมได้ในเชิงปกครองและการบังคับใช้ ไม่ปล่อยให้เป็นเงามืดที่รัฐแตะต้องยากเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่ทำให้ยากูซ่าอยู่ยากแบบเห็นผลชัดในชีวิตจริง คือมาตรการระดับท้องถิ่นที่ขยายผลไปทั้งประเทศ ตั้งแต่ปี 2554 ญี่ปุ่นมีข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยการขจัดยากูซ่าที่มีผลทั่วประเทศ ซึ่งห้ามภาคธุรกิจหรือประชาชนทำธุรกรรมทางธุรกิจหรือสนับสนุนทางการเงินแก่ยากูซ่า เช่น การจ่ายเงินค่าคุ้มครอง หรือการว่าจ้างบริการจากกลุ่มยากูซ่า และถ้าฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย มาตรการลักษณะนี้สำคัญมาก เพราะไม่ได้ไล่จับปลายมือทีละคน แต่ตัดตลาดของยากูซ่าโดยตรง ทำให้รายได้หลักลดลง และสร้างแรงกดดันให้สมาชิกจำนวนมากต้องวางมือจากกิจกรรมผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังมีการปรับกฎหมาย เพื่อเพิ่มความรับผิดของหัวหน้าแก๊ง ให้ร่วมรับโทษหากลูกน้องก่ออาชญากรรมรุนแรง เช่น ทำร้ายหรือสังหารผู้อื่น จุดนี้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้สั่งการโดยตรง และทำให้การคุมองค์กรมีความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าเดิม
เมื่อกฎหมายตั้งธงชัดว่า ห้ามสนับสนุนและห้ามทำธุรกิจกับยากูซ่า กลไกที่ตามมาคือ การทำให้การใช้ชีวิตแบบคนปกติของสมาชิกแก๊งยากขึ้นด้วย ญี่ปุ่นใช้มาตรการทางปกครองระดับท้องถิ่นเข้มงวดในการตัดตอนเครือข่าย เช่น ห้ามธุรกิจหรือบุคคลใดๆ ว่าจ้างงาน ทำธุรกรรม หรือให้บริการแก่สมาชิกยากูซ่า และยังรวมถึงการห้ามธนาคารเปิดบัญชีหรือทำสัญญาต่างๆ กับผู้เกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากร ผลลัพธ์คือ สมาชิกองค์กรอาชญากรรมจะหมดช่องทางสร้างรายได้หรือฟอกสถานะทางสังคม จนแรงจูงใจในการเข้าร่วมหรือคงอยู่ในเครือข่ายลดลงในระยะยาว
ญี่ปุ่นทำให้มาตรการเหล่านี้เดินได้จริง ด้วยโครงสร้างบังคับใช้ที่ชัดเจนในระบบตำรวจระดับชาติ เอกสารระบุว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นกำหนดให้มีหน่วยงานปราบปรามองค์กรอาชญากรรมโดยตรงทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เช่น หน่วยหรือกองกำกับในตำรวจนครบาลโตเกียว และแผนกปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมในตำรวจจังหวัดต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวนแก๊งยากูซ่าและเครือข่าย รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างตำรวจกับภาคเอกชนและประชาชน เช่น การตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและรับแจ้งเบาะแสเมื่อถูกข่มขู่เรียกค่าคุ้มครอง และมีองค์กรภาคเอกชนช่วยธุรกิจตรวจสอบความเชื่อมโยงกับยากูซ่า ญี่ปุ่นไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่รัฐฝ่ายเดียว แต่ทำให้สังคมทั้งระบบกลายเป็นแนวป้องกันร่วมกัน จะเห็นว่า ด้วยการเพิ่มต้นทุนทางกฎหมายให้การสนับสนุนแก๊งกลายเป็นความเสี่ยง
สรุปภาพญี่ปุ่นในเชิงบทเรียนคือ ญี่ปุ่นทำให้การเป็นยากูซ่าไม่คุ้ม ไม่ใช่แค่เสี่ยงถูกจับหรือถูกลงโทษ แต่หมายถึงทำมาหากินยาก ใช้ชีวิตยาก และถูกระบบเศรษฐกิจและสังคมปฏิเสธ ผ่านการผสานกฎหมายระดับชาติที่กำกับกิจกรรมแก๊ง กับข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ตัดธุรกรรมและการสนับสนุนทางการเงิน พร้อมสร้างแรงร่วมมือจากภาคธุรกิจและประชาชน ให้เป็นแนวหน้าในการปฏิเสธแก๊งอย่างเป็นรูปธรรม
ไต้หวัน
กรณีไต้หวันน่าสนใจตรงที่รัฐพยายามทำให้ขบวนการฉ้อโกงและเครือข่ายที่คล้ายองค์กรอาชญากรรมทำงานยากขึ้น โดยไม่ปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายเดินตามหลังอาชญากรอยู่ตลอดเวลา แต่ขยับไปสู่การปฏิบัติการเชิงรุกที่เน้นตัดวงจรทั้งระบบ โดยเฉพาะวงจรการเงินที่ทำให้แก๊งดำรงอยู่ได้ หนึ่งในภาพใหญ่ที่เห็นได้ชัดคือ ไต้หวันดำเนินยุทธการปราบปรามการฉ้อโกงแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นปี 2566 โดยผสานกำลังตำรวจ อัยการ และหน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ ให้ทำงานร่วมกันในลักษณะทีมเดียว เพื่อตามรอยขบวนการโกงทั้งในและนอกประเทศ การทำงานแบบรวมศูนย์เชิงยุทธการเช่นนี้ ช่วยให้การสืบสวนและการปิดคดีมีความต่อเนื่อง ไม่หลุดเป็นเคสแยกส่วน และสามารถขยายผลไปยังเครือข่ายได้มากกว่าเดิม
แกนสำคัญอีกด้านคือ การทำให้เงินสกปรกหมุนต่อไม่ได้ ไต้หวันพัฒนาเครื่องมือที่ทำให้การไหลของเงิน จากเหยื่อไปถึงผู้คุมระบบทำได้ยากขึ้น เช่น การสร้างกลไกประสานงานกับภาคการเงิน เพื่อระงับความเสียหายให้เร็วที่สุด โดยมีตัวอย่างการจัดตั้งศูนย์แจ้งเตือนบัญชีต้องสงสัยตั้งแต่ปลายปี 2567 เพื่อให้การทำงานร่วมกันระหว่างอัยการ ตำรวจ และธนาคารเกิดขึ้นได้แบบทันท่วงที เมื่อพบสัญญาณว่าบัญชีอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวง ก็สามารถสกัดการเคลื่อนย้ายทรัพย์ได้ก่อนเหยื่อจะเสียหายหนัก หรือแม้เหยื่อยังไม่ทันเข้าแจ้งความ
เมื่อมีกลไกตัดตอนเส้นเงินแล้ว ไต้หวันยังเจาะจงไปที่จุดอ่อนสำคัญของแก๊งหลอกลวงสมัยใหม่ คือเครือข่ายบัญชีม้าและคนรับส่งเงิน หากวงจรนี้ถูกทำให้ใช้งานยาก ต้นทุนของแก๊งจะสูงขึ้นทันที ในเอกสารสรุปว่า ไต้หวันมีมาตรการควบคุมบัญชีม้าในปี 2567 โดยใช้แนวทางจำกัดการทำธุรกรรมและการเปิดบัญชีใหม่เป็นช่วงเวลานาน พร้อมกำหนดข้อจำกัดการถอนหรือโอนรายวัน และลดการเข้าถึงช่องทางออนไลน์ของธนาคาร เพื่อบีบให้บัญชีม้ากลายเป็นเครื่องมือที่เสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ
จุดที่โดดเด่นและสื่อสารกับสาธารณะได้ง่ายที่สุดคือ มาตรการให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส ในปี 2568 ไต้หวันริเริ่มโครงการให้รางวัลนำจับ 5 หมื่นดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 5 หมื่นบาทไทย) แก่พลเมืองที่แจ้งเบาะแสบัญชีม้าหรือผู้ขนเงินเถื่อนของแก๊งต้มตุ๋น และรายงานว่าโครงการเห็นผลตั้งแต่วันแรก มีการแจ้งข้อมูลจนตำรวจสามารถล่อจับผู้ต้องสงสัยได้ทันที พร้อมยึดของกลางเป็นเงินสดกว่า 1 แสนดอลลาร์ไต้หวัน จากคดีหลอกลงทุนปลอม
ถ้ามองเชิงหลักคิด รางวัลผู้แจ้งเบาะแสไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเพิ่มจำนวนคดี แต่คือการเพิ่มดวงตาและหูให้รัฐในระดับชุมชน ทำให้คนรอบข้างกล้ารายงานพฤติกรรมที่น่าสงสัยมากขึ้น และช่วยพาเจ้าหน้าที่ไปถึงตัวกลางสำคัญของขบวนการอย่างบัญชีม้าหรือคนขนเงิน ซึ่งเป็นฟันเฟืองที่ทำให้แก๊งเปลี่ยนเงินจากเหยื่อ ให้กลายเป็นเงินที่ถ่ายโอนได้ต่อเนื่อง เมื่อรวมรางวัลเข้ากับศูนย์แจ้งเตือนบัญชีต้องสงสัย และมาตรการจำกัดการใช้งานบัญชีม้า ภาพรวมจึงเป็นการทำให้แก๊งทำงานยากขึ้นแบบเป็นระบบ ไม่ใช่แค่จับเป็นรายคดี
ถอดบทเรียนจากกลไกการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมทั้ง 3 ประเทศ
เมื่อถอดบทเรียนจากอิตาลี ญี่ปุ่น และไต้หวันร่วมกัน จะเห็นแก่นเดียวกันว่า การปราบองค์กรอาชญากรรมให้ได้ผลต้องเลิกคิดแบบจับเป็นคดีๆ แล้วจบ แต่ต้องโจมตีองค์กรในฐานะ ‘ระบบ’ ที่มีโครงสร้างสั่งการ เครือข่ายค้ำจุน และวงจรเงิน อิตาลีชี้ว่า ต้องมีกฎหมายที่เอื้อมถึงตัวองค์กรและคนสั่งการได้จริง พร้อมหน่วยงานเฉพาะทางที่รวมข้อมูลและยุทธศาสตร์ระดับชาติ และใช้การยึดทรัพย์เป็นอาวุธหลักเพื่อบั่นฐานทุน ญี่ปุ่นชี้ว่า ต้องตัดพื้นที่หาเงินและตัดความชอบธรรมของแก๊ง โดยทำให้สังคมและภาคธุรกิจ ‘ห้ามทำธุรกรรม-ห้ามสนับสนุน’ จนรายได้หายและองค์กรอยู่ยากในเศรษฐกิจปกติ ส่วนไต้หวันชี้ว่า ต้องชนะที่ความเร็วและวงจรการเงินยุคใหม่ โดยเร่งอายัดเงิน ตัดบัญชีม้า และดึงประชาชนเป็นแนวร่วมผ่านมาตรการแจ้งเบาะแสและรางวัล เพื่อพาเจ้าหน้าที่ไปถึงฟันเฟืองสำคัญของเครือข่าย
สรุปโจทย์ที่สำคัญคือ การทำให้องค์กรอาชญากรรมต้องอยู่ยาก และทำพร้อมกัน 3 เรื่องให้เป็นระบบเดียวกัน ได้แก่ ทำให้การเป็นองค์กรมีความผิดและเอื้อมถึงคนสั่งการ ตัดวงจรเงินให้หมุนต่อไม่ได้ และปิดช่องการแทรกซึมด้วยการทำงานแบบหน่วยเฉพาะทาง ร่วมกับภาคธุรกิจและสังคม เมื่อ 3 จุดนี้เดินพร้อมกัน องค์กรอาชญากรรมจะเสียทั้งเงิน อำนาจ และพื้นที่ยืนในเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
Adamoli, S., Di Nicola, A., Savona, E., & Zoffi, P. (1998). Organised Crime around the World. Helsinki: European Institute for Crime Prevention and Control.
Guido, V. (2024). Bridging a gap in the fight against Italian organized crime: A comparative analysis of RICO and 416-bis. Fordham International Law Journal Online, 47(1).
Hsieh, C. (2023, March 22). Changes to Organized Crime Prevention Act. Taipei Times, p. 3.
Itakura, D. (2025, February 6). Record loss from fraud and social media scams reported in 2024. The Asahi Shimbun. https://www.asahi.com/ajw/articles/15615853
Japan Financial Intelligence Center. (2020). JAFIC: Japan Financial Intelligence Center – Annual Report 2020. National Police Agency.
Kyodo News. (2025, April 3). Japan yakuza membership hits record low amid rise of anonymous groups.
Lai, W.-P., & Liao, J. C.-W. (2023, June 29). Amendments to the Money Laundering Control Act—Criminal liability for mule accounts. Lee and Li, Attorneys-at-Law. https://www.leeandli.com/EN/NewslettersDetail/7108.htm
Ministry of Finance Japan. (n.d.). AML/CFT/CPF in Japan: National initiatives. https://www.mof.go.jp/english/policy/international_policy/amlcftcpf/3.efforts.html
Ministry of Justice (Taiwan). (2023). Organized Crime Prevention Act (originally promulgated 1996, amended 2023).
Ministry of Justice. (2024). AML/CFT implementation and FATF-related coordination in Taiwan. https://www.moj.gov.tw
Ministry of Justice Investigation Bureau. (2024). International cooperation on anti-money laundering. https://www.mjib.gov.tw
Pan, J. (2018, May 4). Organized crime crackdown results in 310 arrests. Taipei Times, p. 3.
Scaturro, M. (2025, March 19). Palermo strikes back: the fight against the mafia and for the reuse of confiscated property. Global Initiative Against Transnational Organized Crime. https://globalinitiative.net/analysis/palermo-mafia-fight-confiscated-property/
Tai, T. (2025, April 15). 反詐之路/假投資騙千萬. Taiwan Immigrants’ Global News Network.
Taiwan Immigrants’ Global News Network. (2025, April 15). Anti-fraud crackdown—Day one: arrest of a fraud courier and seizure of NT$100,000.
United Nations Office on Drugs and Crime. (2019). Transnational Organized Crime in Southeast Asia: Evolution, Growth and Impact. Vienna: United Nations.
von Lampe, K., & Blokland, A. (2020). Outlaw motorcycle clubs and organized crime. Crime and Justice: Review of Research, 49, 521–578.
Zhang, J. G. (2019, June 21). Bubble tea is so popular, even the Japanese mob is getting in on it. Eater. https://www.eater.com/2019/6/21/18700885/bubble-tea-japanese-yakuza-mob-profit
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงวัฒนธรรม. (2547). มาตรการป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมและผู้มีอิทธิพล: ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ใน รายงานศึกษาวิจัย เพื่อนำเสนอในการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 2 วันที่ 6–7 กันยายน 2547 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี.
พีพีทีวี ออนไลน์. (2019, สิงหาคม 22). “ชานมไข่มุก” แหล่งฟอกเงินยากูซ่าญี่ปุ่น. PPTVHD36. https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/105406
สักกรินทร์ นิยมศิลป์. (2558). อาชญากรรมข้ามชาติ: ภัยคุกคามไทยและอาเซียน. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุภีม ทองศรี. (2018, 3 มิถุนายน). ใกล้เวลาปิดตำนาน 300 ปี ‘ยากูซ่า’. โพสต์ทูเดย์. https://www.posttoday.com/international-news/553186
เสมียนอารีย์. (2566, 27 สิงหาคม). ตั้วเหีย-อั้งยี่ในสยามมาจากไหน? ศิลปวัฒนธรรม.https://www.silpa-mag.com/history/article_26876
อัครพันธ์ สัปปพันธ์. (2542). กระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม [วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].
Tags: สแกมเมอร์, องค์กรอาชญากรรม, อั้งยี่, ซ่องโจร, ยากูซ่า, ทุนเทา, กระบวนการยุติธรรม, อาชญากรรม, ฟอกเงิน, Rule of Law




