วันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) ที่อาคารรัฐสภา วีระ ธีรภัทรานนท์ สื่อมวลชนอาวุโส ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 กล่าวตอนหนึ่งว่า หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ชื่อสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.นั้น หากพิจารณาจากภาพรวมของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีหน่วยงานราชการ 2 ประเภท คือ ‘กองทุน’ ได้แก่ กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา กับกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อโยกเงินเก็บไว้แล้วบริหารเอง ไม่เป็นนิติบุคคล ไม่เชื่อมโยงกับงบประมาณ เงินคงคลัง นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งองค์การมหาชน เพื่อแยกออกจากหน่วยราชการ โดย อว.มีองค์การมหาชนทั้งสิ้น 8 องค์กร
“ประเด็นคือ ราชการหรือหน่วยราชการไม่สามารถขยายตัวเองออกจากระบบราชการ เพราะเริ่มติดพัน มีภาระทางด้านงบประมาณ บุคลากร แล้วเราก็เห็นชัดในปีนี้ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ข้าราชการได้สวัสดิการเต็มที่ 1.7 ล้านคน เมื่อขยายไม่ได้ ก็คุมกำลังคน ถ้าเรื่องเงิน ตั้งกองทุน ถ้าเรื่องคน ก็ออกพระราชกฤษฎีกาตั้งองค์การมหาชนขึ้นมา เป็นรากเหง้าปัญหาของสิ่งที่เราจะพูด”
วีระระบุว่า สำหรับ รวพ.นั้น หากอ่านตามพระราชกฤษฎีกา ก็พบว่าต้นเรื่องคือ สำนักสภานโยบายการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม (สอวช.) แล้วแยกออกเฉพาะหน่วยบริหารและหน่วยจัดการคนมาตั้งเป็นองค์การมหาชน
“เรากำลังตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ในปี 2568 แล้วก็จำกัดพื้นที่ ตอนแรกจะทำในกรุงเทพฯ ก่อน ในอนาคตจะขยายไปพื้นที่อื่นๆ สรุปสั้นๆ ไม่ต้องไปดูว่าได้เงินเท่าไร คนจำนวนเท่าไร แม้จะมีรายละเอียดก็ตามที ผมไม่ลงตรงนั้น ผมคิดว่านี่ล่ะ หน่วยงานที่ตั้งขึ้นแล้วไม่มีภารกิจ อย่างกรณี ป.ย.ป. อันนั้นเสนอให้เลิก
“ของคุณมันกำลังจะเริ่ม ถ้าอันนั้น (ป.ย.ป.) เป็นอะมีบา ไอ้นี่มันเป็นพารามีเซียม มันเป็นโปรโตซัวเหมือนกัน แต่เป็นโปรโตซัวใหม่ เพราะฉะนั้น ในชั้นกรรมาธิการเขาจะตั้งองค์กรไว้ก็ตั้ง แต่ขอตัดงบประมาณทั้งหมด”
วีระกล่าวอีกว่า หน่วยงานอย่างสำนักงานเร่งรัดการวิจัยฯ ไม่ควรจะ Spin เป็นหน่วยงานใหม่ออกมา เพราะหากแก้ปัญหาอย่างนี้เรื่อยๆ ก็จะมีหน่วยงานใหม่ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
“เพราะเราแก้ปัญหาแบบนี้ เราเพิ่มคนไม่ได้ เราก็เอาไปตั้งหน่วยใหม่ เดี๋ยวมันจะค่อยๆ ขยายออกมา ตอนนี้มี 100 คนตามเอกสารที่ส่งมา แล้วผมไปอ่านรายละเอียดนิดหนึ่ง บอกมีข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ระบบการทำงาน เลยต้องออกมาเป็นองค์การมหาชน แล้วที่เหลือที่ท่านระบุวัตถุประสงค์ มันซ้ำซากทั้งนั้น ไม่ต่างจากที่เราเข้าใจเลย
“บุคลากรก็โอนมาจากหน่วยงานเดิม ท่านต้องกลับบ้านเก่า ท่านต้องกลับไปที่เก่า ถึงจะเพิ่งตั้งเมื่อปีที่แล้ว วิธีคิดมันผิด เพราะสถานการณ์ไม่เอื้อให้ทำอย่างนี้ ผมไม่มีอะไรส่วนตัวกับท่านนะ ก็ว่าไปตามเนื้อผ้า ไม่เช่นนั้น จะมีองค์กรอย่างนี้อีกหลายองค์กร”
วีระกล่าวอีกว่า การยุบองค์การมหาชนไม่ได้ยุบยากนัก ไม่ได้จำเป็นต้องใช้อำนาจสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นอำนาจตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน รัฐบาลยุบได้ทันที
“ก็ขอสรุปแค่นี้ ภารกิจท่านนอกจากซ้ำซ้อนแล้วยังไม่มีอะไรพิเศษ มาเป็นคนที่บริหารทุน แล้วปีหน้าท่านมา ท่านก็ต้องสร้างเรื่องราว เพื่อจะของบฯ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น” วีระกล่าวสรุป
ทั้งนี้ บุญจง วงไตรรัตน์ รองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2570 ในฐานะที่ทำหน้าที่ประธาน ได้สอบถามวีระว่าเสนอยุบไปแล้วกี่หน่วยงาน วีระระบุว่าเพิ่งหน่วยงานที่ 2 หลังจากเสนอยุบสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ไปก่อนหน้านี้
“เพิ่งหน่วยงานที่ 2 ท่านมีทั้งหมด 315 หน่วยงาน” วีระระบุ
สำหรับ รวพ.มีจุดเริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ที่เห็นชอบในหลักการจัดตั้งองค์การมหาชนแห่งนี้ โดยนำหน่วยบริหารและจัดการทุนที่เดิมดำเนินงานในลักษณะ ‘แซนด์บ็อกซ์’ ภายใต้ สอวช.มาอยู่ภายใต้หน่วยงานใหม่ ประกอบด้วยหน่วยด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาพื้นที่ และเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมจัดตั้งหน่วยด้านการนำวิทยาการ เทคโนโลยี และศิลปกรรมที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์เพิ่มเติม
ต่อมามีการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง รวพ.พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยให้โอนภารกิจ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน งบประมาณ บุคลากร ตลอดจนโครงการวิจัยของหน่วยบริหารและจัดการทุนในสังกัด สอวช.มาอยู่ภายใต้องค์การมหาชนแห่งใหม่นี้




