ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณี ‘บัตรเลือกตั้ง’ มีบาร์โค้ด ที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำมาใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุดวันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ออกมาเผยแพร่ผ่าน Facebook แฟนเพจส่วนตัวเปิดเผยขอบเขตการทำงาน (Terms of Reference: TOR) ในการว่าจ้างบริษัทผู้ผลิตบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติ

สำหรับขอบเขตในการผลิตบัตรเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกันการทุจริต ในการปลอมแปลง การพิมพ์เกิน หรือการนำบัตรเลือกตั้งไปใช้ข้ามเขต สมชัยออกมาเปิดเผยว่า มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำอย่างน้อย 6 ข้อ ประกอบด้วย

  1. ลวดลาย ตำหนิ สัญลักษณ์ หรือรหัสลับ

  2. ออกแบบลวดลายพิเศษ

  3. มี Micro Text ซ่อนอยู่

  4. มีหมึกที่มองไม่เห็นที่ต้องใช้แสงเหนือม่วง (Ultra Violet) ส่องตรวจ

  5. มีข้อมูลหรือรหัสเพื่อตรวจสอบกรณีมีเหตุทุจริต

  6. มีลวดลายที่ป้องกันการสแกนหรือถ่ายเอกสาร

อดีต กกต.มองว่า ในเกณฑ์ขั้นต่ำการผลิตบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ ไม่มีการระบุถึง QR Code หรือบาร์โค้ด ดังนั้น 2 สิ่งนี้จึงเป็นของแถมเพิ่มเติม และเป็นของแถมที่มีราคาแพงมาก โดยเฉพาะบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู)

แม้ว่าบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) มี QR Code ที่มีความปลอดภัยสูง เพราะถอดรหัสได้ออกมาเป็นรหัสตัวอักษรหรือตัวเลข 5 หลัก ซึ่งไม่สามารถสื่อตรงไปยังหมายเลขบัตรเลือกตั้งได้ สมชัยระบุต่อว่า ต้องขอคำสั่งศาลให้ กกต.เปิดเผยว่า กุญแจถอดรหัสคืออะไร และผู้ถือกุญแจสามารถเชื่อมโยงไปยังหมายเลขบัตรเลือกตั้งแต่ละใบได้หรือไม่

ขณะเดียวกันบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ อนุญาตให้ทุกคนสามารถส่องบาร์โค้ดและได้มาซึ่งหมายเลขบัตรเลือกตั้ง ที่ระบุลำดับของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ จึงทำให้สามารถรู้ได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนนั้นเลือกพรรคการเมืองใด

สำหรับบริษัทที่รับผลิตบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ มีดังนี้

  1. บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ: บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด รับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 56,100,000 ใบ โดยมีราคาเสนอ 81,345,000 บาท (คิดเป็นใบละ 1.45 บาท)

  1. บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต: บริษัท ที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) รับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 56,100,000 ใบ ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ราคาเสนอ 67,320,000 บาท (คิดเป็นใบละ 1.20 บาท)

  1. บัตรออกเสียงประชามติ: โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รับพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติจำนวน 56,100,000 ใบ โดยราคาเสนออยู่ที่ 56,100,000 บาท (คิดเป็นใบละ 1 บาท)

อย่างไรก็ตามในประเด็นที่เกิดขึ้น สมชัยมองว่า จะโทษให้เป็นความผิดของโรงพิมพ์ไม่ได้ เพราะในเอกสาร TOR ระบุไว้ว่า บัตรเลือกตั้งต้องมีเกณฑ์ ‘อย่างน้อย’ 6 ข้อตาม TOR และเมื่อเสนอกลับมาแล้ว กกต.ต้องลงนามเห็นชอบก่อนสั่งผลิตบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ

ทั้งนี้ในประเด็นที่ กกต.อ้างว่า การมี QR Code หรือบาร์โค้ดนั้นเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปลอมแปลงหรือกรณีบัตรเขย่ง อดีต กกต.ระบุว่า มีวิธีมากมายที่สามารถป้องกันการพิมพ์บัตรเกิน รวมถึงติดตามเส้นทางบัตร แทนที่จะพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง

  1. หากต้องการมี QR Code หรือบาร์โค้ด สมชัยเสนอว่า ต้องกำหนดให้เมื่อสแกนแล้วจะได้ข้อมูลเพียงรอบการผลิตหรือล็อตการจัดส่งเท่านั้น ไม่ใช่สแกนแล้วจะเชื่อมข้อมูลไปถึงหมายเลขบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ

  1. การใช้รหัสตัวเลข 8 หลักควบคุมโดยตรง เฉพาะบัตรเลือกตั้งส่วนล่าง ไม่ต้องเชื่อมต่อกับส่วนต้นขั้วบัตร ก็สามารถควบคุมจำนวนการผลิต ป้องกันการพิมพ์เกิน และบัตรผี-บัตรเขย่งได้แล้ว

  1. กรณีจะใช้บาร์โค้ดเพื่อประโยชน์ในการขนส่ง เช่น การส่งจากโรงพิมพ์ไปยังเขต หรือจากเขตไปยังหน่วยเลือกตั้ง สามารถพิมพ์บาร์โค้ดที่กล่องแต่ละกล่องแทน

“บาร์โค้ดที่เชื่อมตรงกับบัตรเลือกตั้งแต่ละใบได้ ไม่ใช่วิธีที่เกิดประโยชน์ในการป้องกันพิมพ์บัตรเกิน หรือเพื่อควบคุมการขนส่ง บาร์โค้ดในบัตรชมพูจึงไม่ใช่สุดยอดนวัตกรรมในการป้องกันการโกง

“ในทางตรงข้าม การมีบาร์โค้ดที่สแกนปั๊บ เลขบัตรที่ต้นขั้วขึ้นปุ๊บ คือเทคนิคที่เอื้อการโกงที่เพิ่มเกิดขึ้นในปี 2569 จะบังเอิญ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือตั้งใจ ไม่อาจรู้ได้” สมชัยระบุในโพสต์ Facebook ส่วนตัว

.

Tags: , , , , , ,