วันนี้ (27 เมษายน 2569) ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการจัดเสวนา ‘กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ Forum: Unlock The City ระบบอัจฉริยะ ขนส่งสาธารณะ และอนาคตเมือง’ เพื่อพูดคุยเรื่องระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตอนหนึ่ง ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงประเด็นการซื้อคืนสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าของรัฐบาล โดยมองว่า เป็นความพยายามแก้ไขสัญญาจากเดิมที่เป็น PPP Net Cost มาเป็น PPP Gross Cost ที่รัฐสามารถกำหนดค่าโดยสารเองได้

สุเมธกล่าวว่า การซื้อคืนสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าของรัฐ ‘ไม่ใช่การซื้อคืน’ แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาสัมปทาน จากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็น PPP Net Cost กล่าวคือ เอกชนลงทุนและเก็บค่าโดยสารตามที่กำหนดในสัญญาสัมปทาน ซึ่งจะได้กำไรในสัดส่วนที่ควรจะเป็น

ดังนั้นหากมีการปรับเปลี่ยนค่าโดยสารในสัญญาสัมปทาน สุเมธระบุว่า จะต้องมีการจ่ายเงินชดเชยให้เอกชน เพราะเอกชนเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ในทางกลับกันหากมีการขึ้นราคาค่าโดยสาร เอกชนได้เงินมากขึ้น ก็จะกลับมาเป็นคำถามที่ภาครัฐว่า จะเก็บผลประโยชน์จากเอกชนต่ออย่างไร

นักวิชาการจาก TDRI ยังกล่าวด้วยว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญของการแก้ไขปัญหาค่าโดยสารคือ ปัญหาจากภาคการเมือง เพราะภาคการเมืองจะเข้ามาใหม่ในทุกๆ 4 ปี ขณะที่สัญญาสัมปทานยาวถึง 30 ปี เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ทุกรัฐบาลก็จะพยายามแก้ไขสัญญาสัมปทานให้เป็นไปตามนโยบายของพรรคการเมืองนั้นๆ

“เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกรัฐบาล และเท่าที่ดู ณ ตอนนี้ยังไม่มีใครแก้สัญญาสัมปทานได้ ตัวอย่างเช่น สายสีเขียววิ่งมา 26 ปี หรือสายสีน้ำเงินที่ตั้งแต่เปิดวิ่งมา ยังไม่มีใครแก้ได้ สุดท้ายถ้าจะทำก็จะเป็นรูปแบบชดเชย”

สุเมธระบุแนวทางแก้ไขปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าไว้ว่า ในหลักการรูปแบบที่จะเป็นไปได้คือ ใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตั๋วร่วมที่ตั้งกองทุนมาชดเชยส่วนต่างให้เอกชน หากมีการปรับลดค่าโดยสาร โดยที่ไม่ต้องแก้ไขสัญญาสัมปทาน

เนื่องจากสุเมธมองว่า กระทรวงการคลัง ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการเปลี่ยนรูปแบบจาก PPP Net Cost เป็น PPP Gross Cost ที่รัฐบาลสามารถควบคุมค่าโดยสารได้ เหมือนรถไฟฟ้าสายสีม่วง แต่รัฐจะต้องจ่ายค่าเดินรถ รวมถึงแบกรับภาระและความเสี่ยงจากการเดินรถเอง นั่นจึงทำให้กระทรวงการคลังไม่รู้ว่าจะต้องอุดหนุนงบประมาณเท่าไรในการเดินรถ

สุเมธคาดว่า หากเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น PPP Gross Cost กระทรวงการคลังจะต้องใช้งบประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาทต่อปี กลายเป็นว่าแทนที่รัฐจะมีรายได้จากการเดินรถไฟฟ้า รัฐกลับต้องจ่ายเงินเพิ่มเสียเอง

“ดังนั้นถ้าจะต้องมีการปรับปรุงสัญญาสัมปทานควรจะต้องปรับปรุงอย่างไร เพราะการซื้อคืนอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด การปรับปรุงสัญญาสัมปทานควรจะปรับปรุงได้ แต่เงื่อนไขคือ ต้องได้ค่าโดยสารที่เหมาะสม สัญญาสัมปทานระหว่างรัฐและเอกชนจะต้องสมดุล” สุเมธกล่าว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังที่ พ.ร.บ.ขนส่งทางราง และ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ผ่านวุฒิสภาเป็นที่เรียบร้อย ก็จะเริ่มขั้นตอนของการ ‘ซื้อคืน’ รถไฟฟ้าจากเอกชนทั้ง 2 ราย ได้แก่ BTS และ BEM เพื่อให้อยู่ภายใต้การบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ให้สามารถควบคุมราคาค่าโดยสารให้อยู่ที่ 40 บาทต่อวัน

Tags: , , , ,