ในการประชุม 2nd ASEAN Policymakers Conference on Steel & ASEAN Iron and Steel Sustainability Forum ระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2026 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โย วี จิน (Yeoh Wee Jin) เลขาธิการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) นำเสนอข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้างที่ผลิตจากเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) โดยหยิบยกกรณีในประเทศไทยและฟิลิปปินส์เป็นประเด็นพิจารณาถึงความเพียงพอของมาตรฐานและการกำกับดูแลคุณภาพเหล็กในภูมิภาค
ในการนำเสนอ โย วี จินยกกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ถล่มภายหลังเหตุแผ่นดินไหว โดยเอกสารนำเสนออ้างข้อมูลการตรวจสอบที่ระบุปัญหาด้านการออกแบบและวิธีการก่อสร้างเป็นสาเหตุหลัก พร้อมแยกประเด็นการตรวจพบเหล็กเส้นบางตัวอย่างไม่ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ขึ้นมาพิจารณาเรื่องการควบคุมคุณภาพวัสดุสำหรับข้อมูลที่อ้างในสไลด์ระบุว่า ผลทดสอบประมาณร้อยละ 90 ผ่านมาตรฐาน และประมาณร้อยละ 10 ไม่ผ่าน
ประเด็นสำคัญที่เลขาธิการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งคำถามคือ เหตุใดผู้ประกอบการที่ผ่านข้อกำหนดมาตรฐานจึงยังมีกรณีตรวจพบผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน และระบบกำกับดูแลจะสร้างความมั่นใจได้อย่างไรว่าเหล็กเส้นที่ผลิตและจำหน่ายมีคุณภาพสม่ำเสมอ โดยเอกสารนำเสนอระบุถึงความจำเป็นในการคัดเลือกวัตถุดิบอย่างระมัดระวัง รวมถึงข้อจำกัดของกระบวนการ IF ในการกำจัดสิ่งเจือปน
สำหรับฟิลิปปินส์ การนำเสนอของ โย วี จิน อ้างถึงการสุ่มซื้อเหล็กเส้นมาตรวจสอบโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฟิลิปปินส์ (PISI) ซึ่งพบผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานในพื้นที่ลูซอนเหนือและมินดาเนา โดยกรณีลูซอนเหนือ พบตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่งไม่ผ่านข้อกำหนดขั้นต่ำด้านความคลาดเคลื่อนของมวลและการยืดตัว และระบุว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นปัญหามาจากผู้ผลิตที่ใช้เตา IF
นอกจากนี้ เอกสารสรุปรายงานคณะทำงาน ASEAN Iron and Steel Council (AISC) ลงวันที่ 23 กันยายน 2569 ยังเสนอให้พิจารณาความเสี่ยงด้านคุณภาพที่มาตรฐานพื้นฐานอาจครอบคลุมไม่เพียงพอ โดยอธิบายว่าเตา IF ทำหน้าที่หลอมเศษเหล็ก แต่ไม่มีขั้นตอนการทำให้บริสุทธิ์ขั้นต้นด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชันเช่นเดียวกับกระบวนการผลิตบางประเภท จึงมีข้อจำกัดในการกำจัดสิ่งเจือปน
รายงานอ้างผลการศึกษาในมาเลเซียว่า ตัวอย่างเหล็กที่ผลิตจากเตา IF มีค่าชี้วัดสิ่งเจือปนที่ไม่ใช่โลหะสูงกว่าเหล็กจากเตาประเภทอื่นถึง 4–5 เท่า สะท้อนว่า แม้เหล็กจะผ่านเกณฑ์ด้านส่วนประกอบทางเคมี ก็อาจยังมีสิ่งเจือปนที่กระทบต่อคุณภาพได้
ด้วยเหตุนี้ คณะทำงาน AISC จึงเสนอทางเลือกเชิงนโยบายให้รัฐบาลในอาเซียนพิจารณาตามบริบทของแต่ละประเทศ ได้แก่ การทบทวนความเหมาะสมของการใช้ IF ผลิตเหล็กก่อสร้าง การจำกัดการใช้งานเฉพาะประเภทที่ไม่ส่งผลต่อความปลอดภัย พร้อมทำเครื่องหมายระบุกระบวนการผลิต การเพิ่มข้อกำหนดการทดสอบและควบคุมคุณภาพ และการพิจารณาทยอยยุติการใช้ IF สำหรับเหล็กก่อสร้างโดยมีมาตรการควบคุมเข้มงวดในช่วงเปลี่ยนผ่าน




