วันนี้ (29 มกราคม 2569) ในรายการ House of Cards LIVE ทาง The Momentum โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงกระแสภายหลัง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ไปหาเสียงบริเวณศาลเจ้าพ่อแสน หาดบางแสน จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ที่ สุชาติ ชมกลิ่น รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงสมัคร สส.ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย แข่งกับ วรท ศิริรักษ์ เจ้าของพื้นที่จากพรรคประชาชน
ตอนหนึ่งว่า เชื่อว่าพรรคประชาชนเลือกให้พิธาลงพื้นที่หาดบางแสน เพราะพื้นที่่นี้ถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองและอำนาจ เพราะหาดบางแสน เป็นศูนย์กลางของตระกูลคุณปลื้มในฐานะบ้านใหญ่ชลบุรี เป็นพื้นที่ที่บ้านใหญ่สะสมทุนทางสังคมและอำนาจทางการเมืองตั้งแต่ สมชาย คุณปลื้ม ยังเป็นผู้ใหญ่เป๊าะ กำนันเป๊าะ กระทั่งเป็นนายกเทศบาล และเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในพื้นที่นี้
สำหรับการเลือกศาลเจ้าพ่อแสนเป็นสถานที่ปราศรัย อาจตีความได้ว่าเป็นเพราะศาลเจ้าพ่อแสนเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธา ที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนกลุ่มนี้เชื่อ เป็นการสื่อสารว่าพลังศรัทธาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นดำรงอยู่ได้ แต่อำนาจทางการเมืองนั้นเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ของพิธาจะส่งผลต่อบ้านใหญ่มั้ย โอฬารระบุว่า คนกลุ่มหนึ่งอาจมองว่าต้องการเปลี่ยน สะท้อนผ่านพรรคประชาชนที่มาพร้อมกระแส ความคาดหวัง ความไม่พอใจ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ปัญหาเรื่องประกันสังคมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และในที่สุดความโกรธของประชาชนจะถูกแปรเป็นกากบาทให้กับพรรคประชาชน
ขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า ในทางการเมืองยังมีโครงสร้างที่มองไม่เห็น ซึ่งเชื่อว่าการผนึกกำลังของบ้านใหญ่และบ้านใหม่อาจกระชับโครงสร้างอำนาจที่ทำให้พวกเขาสามารถรักษาฐานเสียงได้
“หลังเลือกตั้ง ประชาชนบางส่วนตั้งข้อสังเกตกับ สส.พรรคประชาชน ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล พยายามบอกว่า ในทางกฎหมาย หน้าที่หลักของสส.คือทำงานในสภาฯ แต่วัฒนธรรมการเมืองชาวบ้านเขามีความคาดหวัง ที่จะเห็น สส.ไปงานบุญ งานแต่ง งานตาย พึ่งพา สส.ในลักษณะอุปถัมภ์
“ในเวลาเดียวกัน ฝั่งบ้านใหญ่ บ้านใหม่ ก็ยังคงฟังก์ชันแกนนำบ้านใหญ่ยังดูแลพื้นที่ทุกวัน มีค่าใช้จ่ายวันละหลักหมื่น ซึ่งถ้าบ้านใหญ่และบ้านใหม่รวมกันจะยังสามารถกำหนดพฤติกรรมการเมืองของเสียงส่วนใหญ่ได้”
นอกจากนี้โอฬารยังชวนวิเคราะห์ด้วยว่า ในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 บ้านใหญ่วิเคราะห์ว่า การที่พรรคก้าวไกลชนะทุกเขตเลือกตั้ง เป็นเพราะบ้านใหญ่และบ้านใหม่อยู่คนละพรรคการเมือง แต่หากรวมกันก็น่าจะชนะ ฉะนั้นบ้านใหญ่และบ้านใหม่จึงรวมตัวกัน กลุ่มบ้านใหญ่เริ่มต่อสู้ผ่านโซเชียลมีเดีย มีการรวมตัวคนรุ่นใหม่ผ่านกลุ่ม New Gen ชลบุรี ซึ่งทำให้บ้านใหญ่และบ้านใหม่ยังคงมีอำนาจ
เมื่อถามว่า ประหลาดใจหรือไม่ที่บ้านใหญ่และบ้านใหม่สามารถจับมือกันได้ โอฬารระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายคือบ้านใหญ่ตระกูลคุณปลื้ม และบ้านใหม่ของสุชาติใช้เวลานานมากในการคุยกัน สำหรับบางแสน-หนองมนเป็นศูนย์กลางเดิมของตระกูลคุณปลื้ม ในขณะที่บ้านของสุชาติก็อยู่ที่ ‘หนองมน’ ในบางแสน และเติบโตจากค่ายบ้านใหญ่ด้วย
“สุชาติเติบโตภายใต้การสนับสนุนของ สท.เหี่ยว (ภาสกร หอมหวล อดีตสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแสนสุข คนสนิทกำนันเป๊าะ) และกำนันนัย (วินัย พ้นภัยพาล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอ่างศิลา) การที่เขาได้เขต 1 มันมีความหมายกับสุชาติมาก คือจริงๆ แล้วบ้านใหญ่ก็อยากจะได้ เพราะเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ สุชาติก็อยากจะได้เขตนี้ เพราะสะท้อนว่า บ้านใหญ่และบ้านใหม่เป็นเอกภาพ จะผนึกกำลังกันได้ ทำให้เห็นว่าเส้นทางการเติบโตของสุชาติ ได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางอำนาจอีกศูนย์กลางหนึ่ง”
สำหรับ วรท ศิริรักษ์ หรือ สส.เบนซ์ ของพรรคประชาชน โอฬารระบุว่า เป็นคนรุ่นใหม่ที่พยายามลงพื้นที่อย่างแข็งขัน และไปงานบุญทุกงาน ทุกบ้าน ไม่ว่าบ้านใหญ่หรือบ้านใหม่ และพยายามทำให้เห็นว่าการเมืองกับความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่สามารถแยกออกจากกัน แต่ยังผสานค่านิยมทางการเมืองเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ตระกูลของวรทก็ไม่ใช่ตระกูลโนเนม มีฐานเครือญาติ และฐานต้นทุนทางสังคมระดับหนึ่ง
“สำหรับคนรุ่นใหม่หรือบ้านมีรั้ว ชนชั้นกลาง เขายังมีจุดแข็งจุดนี้ ดูโดยรวมถ้าเอา 2 บ้านรวมกัน คะแนนเขาอาจเป็นรอง แต่ถ้าผสานเข้ากับกระแสของพิธา กับนโยบายของพรรคประชาชน เขาก็ยังมีกำลังที่จะฮึดขึ้นมาได้”
เมื่อถามว่า กระแสในแง่ลบเรื่องอาคาร SKYY9 Centre หรือเรื่องระบบประกันสังคม จะมีผลกระทบกับคะแนนของสุชาติที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และมีส่วนรับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ โอฬารระบุว่า แม้สุชาติจะโดนวิจารณ์เรื่องอาคาร SKYY9 Centre เรื่องประกันสังคม แต่คนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่า คนนี้พึ่งพาอาศัยได้ในฐานะผู้อุปถัมภ์
“ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ผมอยู่กรุงเทพฯ ผมกลับไปบ้านที่บางแสนอีกครั้ง ก็เห็นหน้ากากอนามัย เห็นข้าวเอาไปแขวนไว้ที่รั้วบ้าน นี่ขนาดบ้านมีรั้ว เขายังพยายามสร้างกลไกการดูแล ช่วงเกิดโควิดนั้น คนไม่มีข้าวกินเยอะมาก ต้องไปต่อแถวกันในวัด คนกลุ่มนี้เอาข้าวไปแจก จะบอกว่าเขาเลือกโดยไม่มองอนาคตก็ไม่ผิด ถ้ามองจากสายตาชนชั้นกลาง แต่อนาคตของเขาคือความมั่นคงเฉพาะหน้า เขาไม่มีข้าวจะกิน”
โอฬารยังระบุด้วยว่า ข้อวิจารณ์เรื่องอาคาร SKYY9 Centre และเรื่องประกันสังคม ยังไม่สามารถลดทอนกลุ่มคนที่พึ่งพาอาศัยการเมืองแบบบ้านใหญ่และบ้านใหม่ที่ทำหน้าที่ดูแลอุปถัมภ์สังคมในภาวะวิกฤต
“3,000 5,000 น้องมีเพื่อน ยังยืมเพื่อนได้ สำหรับคนยากจน ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร ลูกเจ็บ แม่ไม่สบาย ลูกไม่มีเงินไปโรงเรียน 1,000 บาท 3,000 บาท ถ้าเจอสุชาติ ชมกลิ่น เจอ สท.เหี่ยว เจอกำนันนัย มีโอกาสได้ อันนี้เป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นโครงสร้างที่อยุติธรรม ที่ทำให้การเมืองแบบนี้ดำรงอยู่ได้”
กระนั้นเอง ถ้าไม่ได้เป็นชนชั้นล่างมาก แต่อยู่ในสังคมที่ทำงานโรงงาน ผูกกับประโยชน์ในเรื่องประกันสังคม ซึ่งคนในพื้นที่ชลบุรีก็มีจำนวนไม่น้อย เชื่อว่าคงรับเรื่องนี้ไม่ได้แน่
โอฬารระบุว่า การเคลื่อนเรื่องประกันสังคมของพรรคประชาชนเท่ากับ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นั่นคือ สุชาติ ชมกลิ่น และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้าจะได้เห็นบทพิสูจน์ผ่านการเลือกตั้งว่า ระหว่างกลุ่มคนที่พึ่งพาโครงข่ายระบบอุปถัมภ์หรือคนที่ต้องการเปลี่ยน กลุ่มใดมีสัดส่วนที่มากกว่ากัน
Tags: ชลบุรี, ประกันสังคม, พรรคประชาชน, สุชาติ ชมกลิ่น, เลือกตั้ง 69, House of Cards




